
นาย วัชรินทร์ ภาณุรัตน์ อธิบดีอัยการสำนักงานการสอบสวน ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานตรวจสอบกำกับการสอบสวนซึ่งอัยการสูงสุดมีคำสั่งแต่งตั้งได้กล่าวถึงความคืบหน้าคดี พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย หรือ พ.ร.บ.อุ้มหาย พ.ศ.2565 คดีแรกแรกของประเทศไทยที่ตำรวจกระทำผิดคือคดี นายปัญญา คงแสนคำ หรือ“ลุงเปี๊ยก" ถูกตำรวจ สภ.อรัญประเทศ บังคับทรมานให้รับสารภาพ ในคดีที่ "ป้าบัวผัน" หรือ นางบัวผัน ตันสุ ถูกกลุ่มเยาวชนรุมทำร้ายจนเสียชีวิต และลุงเปี๊ยกถูกดำเนินคดีอาญาโดยมิชอบตามกฎหมาย
ว่าล่าสุดอัยการสูงสุดมีความเห็นชี้ขาดฟ้องผู้ต้องหาซึ่งเป็นกลุ่มตำรวจ 7 นายตามที่คณะพนักงานสอบสวนดีเอสไอร่วมกับตำรวจและฝ่ายปกครองโดยมีทางอัยการตรวจสอบกำกับการสอบสวนมีความเห็นสมควรสั่งฟ้องทุกข้อหา
คดีนี้เกิดที่จังหวัดสระแก้ว มีการดําเนินคดีกับกลุ่มเจ้าหน้าที่ตํารวจตั้งเเต่ ผกก.สภ.อรัญประเทศจนถึงตำรวจระดับชั้นประทวนจํานวน 8 ราย อัยการสูงสุด ในขณะนั้นชี้ขาดให้กรมสอบสวนคดีพิเศษเป็นผู้สอบสวนเรื่องนี้
ซึ่ง พ.ร.บ.อุ้มหายฯ บัญญัติว่าจะต้องมีการให้อัยการเข้าไปตรวจสอบกํากับการสอบสวน
อัยการสูงสุดสั่งให้ตนและคณะ เข้าไปตรวจสอบกํากับการสอบสวน ซึ่งทางดีเอสไอก็เปิดกว้าง ให้มีตํารวจเเละฝ่ายปกครองเข้ามาร่วมสอบสวน ถือว่าคดีนี้ครบทั้ง 4 ฝ่าย
คณะทำงานของเราพบว่า เจ้าหน้าที่ตํารวจชุดดังกล่าวมีการควบคุมตัวลุงเปี๊ยก และก็ดําเนินการโดยเอาไปไว้ในห้องสืบสวน ไม่นําส่งพนักงานสอบสวนทันที
ทางฝ่ายผู้ต้องหาก็ต่อสู้ว่าไม่ได้ เป็น การควบคุมตัวเป็นการเชิญมาซักถามเท่านั้น
แต่สิ่งที่คณะทำงานเราพิจารณา ว่าถ้าเชิญมาซักถามต้องมีการปล่อยลุงเปี๊ยกไป แต่ปรากฏว่า ลุงเปี๊ยกถูกควบคุมตัวไว้ 1 คืนในห้องสืบสวน ไม่ใช่ห้องสอบสวนหลังจากนั้นก็ไปยื่นฝากขัง จนเข้าเรือนจํา
ซึ่งต่อมามีนักข่าวไปเจอกล้องวงจรปิดพบว่า ลุงเปี๊ยกไม่ได้เป็นคนฆ่าป้าบัวขวัญ เเละคนฆ่าเป็นกลุ่มวัยรุ่น ซึ่งเป็นลูกตํารวจ ก็มีการดําเนินคดีกับวัยรุ่นดังกล่าว
เท่ากับตํารวจชุดนี้จับผิดตัวคือจับลุงเปี๊ยก มีการสวมใส่กุญแจกุญแจมือ ต่อมาลุงเปี๊ยกจึงได้รับการปล่อยชั่วคราว เพราะเหตุปรากฎพนักงานสอบสวนจึงไปยื่นคําร้องต่อศาล ขอให้ปล่อยให้ปล่อยตัวลุงเปี๊ยกออกมา อันนี้เป็นมูลเหตุเบื้องต้นของเรื่อง
เราจึงดําเนินคดีกับผู้ต้องหาทั้ง 8 คน ในความผิดตาม พ.ร.บ.อุ้มหายฯ เเละความผิดต่อตำเเหน่งหน้าที่ ซึ่งเรื่องนี้ ป.ป.ช. เคยมีมติประชุมเลยว่าถ้าเป็นคดีของ พ.ร.บ.อุ้มหายฯ และความผิดต่อเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งเดิมเป็นอํานาจ ป.ป.ช. เเต่ถ้ามีการกระทําทั้ง 2 ฐานความผิด มาตรา 31 แห่ง พ.ร.บ.ทรมานวางหลักไว้เลยว่าให้แจ้ง ป.ป.ช.เพื่อทราบเท่านั้น ดังนั้นคดีไม่ต้องส่งให้ ป.ป.ช. ไต่สวน
ตํารวจดีเอสไอ ฝ่ายปกครอง หรืออัยการทำาการสอบสวนคดีเองได้เลย ชุดสอบสวนของเราจึงทําสํานวนเสร็จสิ้น พนักงานสอบสวนดีเอสไอจึงนําสํานวนพร้อมความเห็นสมควรสั่งฟ้อง พ.ร.บ.อุ้มหายฯ มาตรา 3, 6,7, 37 ประกอบมาตรา 83 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา157 มาตรา309 310พรบปปช มาตรา172
ไปส่งที่สำนักงานอัยการสํานักงานคดีปราบปรามทุจริต ภาค 2 เพื่อยื่นฟ้อง ต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ภาค 2
เเต่ปรากฏว่า อัยการสํานักงานปราบปรามทุจริตภาค 2 ใช้เวลาพิจารณาสํานวนอยู่พอสมควร โดยให้เหตุว่าผู้ต้องหาร้องขอความเป็นธรรมขึ้นมา จนสุดท้ายพนักงานอัยการปราบปรามทุจริตภาค2ได้ สั่งไม่ฟ้องผกก.สภ.อรัญประเทศ ผู้ต้องหาที่ 1 และไม่ฟ้องผู้ต้องหาทั้ง 8 ในบางฐานความผิดคือฟ้อง พ.ร.บ.อุ้มหายฯ มาตรา 3,6 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา157 309 310 พรบปปชมาตรา172 เเต่ไม่ได้สั่งฟ้อง มาตรา 7 ซึ่งมีอัตราโทษสูงตั้งแต่5ปีถึง15ปี
ตามกฎหมายต้องส่งความเห็นดังกล่าวไปยังอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)เป็นผู้พิจารณาว่าเห็นชอบกับคําสั่งไม่ฟ้องของอัยการปราบทุจริตภาค2หรือไม่ ปรากฎว่าอธิบดีดีเอสไอ เห็นด้วยกับ อัยการปราบปรามทุจริตภาค2 เฉพาะกรณีของผกก.สภ.อรัญประเทศ ที่สั่งไม่ฟ้องจึงถือว่าคดีในส่วน ผกก.สภ.อรัญประเทศ มีคําสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้อง
ส่วนผู้ต้องหาที่ 2-8 อธิบดีดีเอสไอมีความเห็นแย้งกับอัยการปราบปรามทุจริต ภาค 2 จึงต้องส่งไปยังอัยการสูงสุดชี้ขาด
ล่าสุดได้เรียนสอบถามทราบว่า ท่านอิทธิพร แก้วทิพย์ อัยการสูงสุดปัจจุบันได้ทราบว่าท่านได้มีคําสั่ง แย้งความเห็นของอัยการปราบปรามทุจริต ภาค 2 ออกคําสั่งฟ้องผู้ต้องหาที่ 2-8 ในความผิด ตาม พ.ร.บ.อุ้มหายฯ มาตรา 3, 6,7, 37 ประกอบมาตรา 83 เเละความผิดต่อหน้าที่ฯ
โดยข้อหาที่น่าสนใจคือ มาตรา 6 ที่มีการนำลุงเปี๊ยกไปไว้ห้องสืบสวนมีการเปิดแอร์ให้หนาวเย็นโดยให้ถอดเสื้อผ้าเป็นการทรมานฯ
มีอัตราโทษหนักสุดคือ มาตรา 7 ซึ่งเป็นการคุมตัวโดยเจ้าหน้าที่รัฐไม่นำส่งพนักงานสอบสวนมีลักษณะปกปิดชะตากรรมซึ่งมาตรา 37 เป็นบทกำหนดโทษของมาตรา 7 บัญญัติไว้ว่า ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 5-15 ปี และปรับตั้งแต่ 1-3 เเสนบาท ซึ่งถือเป็นโทษที่หนักมาก
คดีนี้จะเป็นอุทาหรณ์ให้ตำรวจผู้จับกุมทุกคนต้องปฎิบัติตามกฎหมายกล่าวคือถ้ามีการจับกุมและควบคุมตัวต้องแจ้งให้อัยการและฝ่ายปกครองทราบและเมื่อจับกุมต้องไม่มีการซ้อมทรมานและเมื่อจับกุมแล้วต้องส่งผู้ต้องหาให้พนักงานสอบสวนทันที ถ้านำมาไว้ห้องสืบสวนเพื่อบังคับขู่เข็ญทรมานเป็นการปกปิดชะตากรรมสถานที่ส่งผลให้ไม่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายจะโดนดำเนินคดีตามมาตรา 7 ได้
ตามขั้นตอนคดีนี้คำสั่งชี้ขาดความเห็นเเย้งของอัยการสูงสุดกลับไปที่ อัยการสํานักงานปราบปรามทุจริต ภาค 2 ทำหน้าที่ร่างคําฟ้อง เเละนัดนำตัวผู้ต้องหาที่ 2-7 ยื่นฟ้องต่อศาลอาญา คดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค2 ต่อไป เป็นอันปิดฉากคดีลุกเปี๊ยก
นาย วัชรินทร์ อธิบดีอัยการสำนักงานการสอบสวน เปิดเผยอีกว่าปัจจุบัน มีระเบียบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทําให้บุคคลสูญหายจะเป็นผู้พิจารณาจ่ายเงินช่วยเหลือสําหรับผู้เสียหาย ซึ่งในกรณีที่เข้าข่ายเข้ามาตรา 7 เรื่องปกปิดชะตากรรม
ลุงเปี๊ยกก็จะได้เงินค่าเยียวยาเป็นเงิน 5 เเสนบาท
ตอนนี้ทราบว่าลุงเปี๊ยกได้รับเงินค่าช่วยเหลือตรงนี้ไปแล้ว
ตรงนี้สําคัญมาก เพราะระเบียบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทรมานและทําให้บุคคลสูญหายของกระทรวงยุติธรรม โดยความเห็นชอบกระทรวงการคลัง กําหนดออกมา ถ้าตํารวจ ดีเอสไอ หรือฝ่ายปกครอง หรืออัยการพิจารณาสํานวน ถ้าเห็นว่าเข้าข้อหานี้คือข้อหาตาม พ.ร.บ.อุ้มหายฯ จะต้องดําเนินคดีในส่วนนี้ด้วย
มิฉะนั้น จะไปติดปัญหา ไม่ได้มีการดําเนินคดี ทางผู้เสียหายก็จะไม่ได้รับเงินช่วยเหลือตามระเบียบของคณะกรรมการป้องกันและปราบปราม ทรมาน
“ผมเป็น คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทําให้บุคคลสูญหายของกระทรวงยุติธรรมซึ่งมีท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นประธาน ท่านก็จะติดตามสอบถามทุกครั้ง เวลาประชุมว่าคดีที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นคดีดังๆทั้งหลาย ตอนนี้ขั้นตอนถึงไหน ผมก็มีหน้าที่ต้องหาข้อมูล ในการตอบว่าตอนนี้คดีอยู่ระหว่างพิจารณาของใครจึงได้มีการกราบเรียนถามท่านอัยการสูงสุดจนได้ความคืบหน้าคดี” อธิบดีอัยการสำนักงานการสอบสวน ระบุ
Advertisement