
จากกรณีอุบัติเหตุสะเทือนขวัญ รถไฟพุ่งชนรถโดยสารประจำทางบริเวณจุดตัดทางรถไฟมักกะสันกับถนนอโศก - ดินแดง แขวงมักกะสัน เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร เมื่อเวลาประมาณ 15.40 น.(16พ.ค.69) ที่ผ่านมา เบื้องต้นมีผู้เสียชีวิต 8 รายและบาดเจ็บอีก 32 รายนั้น
วันนี้ครอบครัวของ นางสาวเทียม พวงยอด อายุ 57 ปี หนึ่งในผู้เสียชีวิตที่ยืนยันชื่อได้แล้ว (หนึ่งใน 2 คนแรกที่ยืนยันชื่อ) เข้าเก็บดีเอ็นเอเพื่อนำไปตรวจสอบว่าตรงกับ DNA ของนางสาวเทียม พวงยอด หรือไม่ ซึ่งนางเทียมผู้เสียชีวิตเป็นสาวโสด ต้องเก็บ DNA จากพี่และน้องในสายเลือดเดียวกันเท่านั้น
นายสมหมาย พวงยอด อายุ 55 ปี น้องชายของนางสาวเทียม พวงยอด เปิดเผยว่าด้วยน้ำเสียงอ่อนเพลียและจะเป็นลมตลอดเวลา ว่า ทำใจไม่ได้ พูดไปก็อ่อนเพลียจนจะเป็นลม ทุกอย่างมันเกิดขึ้นเร็วมาก
เมื่อวานเมื่อทราบข่าวก็รู้ทันทีว่าพี่สาวอยู่ในรถประจำทางคันเกิดเหตุแน่นอน เนื่องจากว่าพี่สาวกำลังจะเดินทางกลับไปที่บ้านเช่าย่านอ่อนนุช หลังจากทำงานย่านอโศก-ดินแดงและขึ้นรถเมล์แถวอโศกดินแดง เป็นประจำ และเวลาที่เกิดเหตุก็เป็นช่วงเวลาที่พี่สาวเลิกงาน อีกทั้งลักษณะร่างในรถคล้ายพี่สาว และตนเองก็พยายามติดต่อพี่สาวแล้ว แต่ปรากฎว่าติดต่อไม่ได้ ก่อนมั่นใจว่าเป็นพี่สาวแน่ๆ สุดท้ายช็อกไปเลย
นายสมหมาย ยังเล่าว่า คนสุดท้ายที่ได้คุยกับพี่สาว คือ น้องชายคนเล็ก ซึ่งเรามีพี่น้อง 6 คน ตนเองเป็นน้องชายคนที่ 5 ส่วนผู้ตายเป็นพี่สาวคนที่ 3 ตอนนั้นน้องชายคนเล็กกำลังไปหาหมอฟอกไต พอเสร็จเรียบร้อยต่างคนก็ต่างแยกย้าย จนกระทั่งไม่สามารถติดต่อพี่สาวได้อีกเลย
ส่วนคลิปช่วงเกิดเหตุ ยอมรับว่าได้ดูแล้ว มันหดหู่ใจ รับไม่ได้พี่สาวตัองมาเจอแบบนี้ ส่วนเรื่องความประมาท ไม่อยากเจาะจงใคร เพราะมันก็ผิดทุกฝ่าย ถ้าระวังกันมากกว่านีั ก็อาจจะไม่สูญเสียถึงขนาดนี้ก็ได้
อยากให้รัฐช่วยดูแลเรื่องความปลอดภัยของประชาชนมากกว่านี้ อย่าให้เกิดขึ้นบ่อยๆ หากปัญหาซ้ำซาก มันก็จะเกิดขึ้นบ่อยๆ หลายเที่ยวหลายหน มันไม่มีใครรับได้ในสถานการณ์แบบนี้ มันเร็วมาก รับไม่ไหว ตั้งตัวไม่ทัน
ขณะเดียวกันพี่สาวของตนเองเป็นหนึ่งในผู้เสียชีวิต พี่สาวไม่มีลูกไม่มีสามี พี่น้องร่วมสายเลือดต้องเข้ามาเก็บ DNA เพื่อนำไปเปรียบเทียบกับร่างผู้เสียชีวิต
เมื่อวานนี้ทันทีที่รู้ข่าว ทุกคนในครอบครัวต่างช็อกและตกใจมาก แม้กระทั่งตอนนี้ก็ยังรู้สึกอ่อนแรง และไม่รู้จะอธิบายความเสียใจอย่างไร ทุกคนต่างเดินทางมาจากอำเภอปรางค์กู่ จังหวัดศรีสะเกษ
ส่วนพี่สาวตนเองทำงานเป็นแม่บ้าน ที่กรุงเทพฯเป็นเวลา 40 กว่าปีแล้ว ตอนนี้อยากบอกพี่สาวว่าพี่สาวเป็นคนใจบุญ ชอบตระเวนไปทำบุญในที่ต่างๆไม่น่ามาเสียชีวิตด้วยเหตุการณ์แบบนี้เลย ทั้งนี้ มองว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นความผิดพลาดของทั้งสองฝ่าย
โดยหลังจากทางน้องสาว-น้องชายของนางสาวเทียมได้เก็บดีเอ็นเอไปเปรียบเทียบกับผู้เสียชีวิตแล้ว ก็ต้องรอผลการตรวจดีเอ็นเอ ก่อนจะให้รับร่างไปประกอบพิธีทางศาสนาที่บ้านเกิด ในอำเภอปรางค์กู่ จังหวัดศรีสะเกษต่อไป
Advertisement