
วันที่ 16 พ.ค. 69 ที่ทำการเพจสายไหมต้องรอด น.ส.วันดี อายุ 51 ปี เดินทางมาพร้อมลูกชายวัย 7 ขวบ เพื่อร้องขอความเป็นธรรมหลัง นายธนโชค สามีถูกหลานชายร้านอาหารตามสั่งมีอาการทางจิตใช้อาวุธมีดทำร้ายร่างกายจนบาดเจ็บสาหัส และกระทืบซ้ำจนเสียชีวิต
น.ส.วันดี เปิดเผยว่า เหตุเกิดเมื่อวันที่ 1 พ.ค. ที่ผ่านมา เวลาประมาณ 15.00 น. นายธนโชค อายุ 50 ปี สามีตนมีอาชีพเป็นช่างแอร์ กำลังเดินไปซื้ออาหารให้แม่ที่ป่วยที่ร้านอาหารตามสั่ง ซึ่งอยู่ภายในชุมชนเคหะ แห่งหนึ่งย่านลำลูกกาคลอง 6 จ.ปทุมธานี เมื่อไปถึงปรากฏว่าร้านอาหารตามสั่ง ยายอายุ 71 ปี เป็นยายของนายธีรพล ผู้ก่อเหตุบอกว่าร้านอาหารตามสั่งปิด ซึ่งสามีตนได้พูดคุยกับยายที่หน้าร้านค้าตามปกติ แต่ระหว่างนั้นผู้ก่อเหตุที่พักอาศัยอยู่บนชั้นบนของร้านค้าได้ยินจึงเดินลงมาและเอะอะโวยวาย ด่าทอสามีของตนเอง ทั้งที่ไม่รู้จักกันมาก่อนลักษณะเหมือนคนมีอาการทางประสาท ก่อนที่ผู้ก่อเหตุจะเข้ามาทำร้ายสามีโดยใช้มีดฟันศีรษะจากข้างหลัง และถูกทำร้ายตามร่างกายอีกหลายครั้ง จนมีบาดแผลเต็มตัว
จากนั้นสามีได้วิ่งหนีมาขอความช่วยเหลือจนล้มลงบนถนน แต่ผู้ก่อเหตุยังปรี่เข้ามาเตะ และกระทืบซ้ำ ซี่โครงหัก เลือดคลั่งในกระเพาะ ปอดแตก ช้ำหมดทั่วร่างกาย ซึ่งในกล้องวงจรปิดจะเห็นว่ามีชาวบ้านขับรถผ่านมา แต่ไม่มีใครกล้าเข้าไปช่วย เพราะผู้ก่อเหตุถือมีด 2 มือ และขู่ว่าหากใครเข้ามาช่วยจะฆ่าให้ตายให้หมด จากนั้นสามีได้รับบาดเจ็บสาหัสก่อนจะนำตัวส่งโรงพยาบาล แต่สามีทนพิษบาดแผลไม่ไหวจึงเสียชีวิตในเวลาต่อมา
ขณะที่ผู้ก่อเหตุถูกพลเมืองดีควบคุมตัวไว้จนเจ้าหน้าที่ตำรวจเดินทางมาถึงจุดเกิดเหตุ และได้ควบคุมตัวผู้ก่อเหตุในทันที โดยผู้ก่อเหตุสารภาพว่าได้ลงมือก่อเหตุจริง
ซึ่งทางฝั่งครอบครัวของผู้ก่อเหตุได้นำบัตรคัดแยกผู้ป่วยจิตเวชฉุกเฉินว่าผู้ก่อเหตุมีอาการทางจิตให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดู แต่ตำรวจไม่ปักใจเชื่อเนื่องจากว่าการสอบปากคำผู้ก่อเหตุพูดจารู้เรื่อง จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้แจ้งข้อกล่าวหาทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนถึงแก่ความตาย โดยขณะนี้ได้อยู่ในระหว่างฝากขังในเรือนจำ
นอกจากนี้ตนได้รับข้อมูลมาว่าผู้ก่อเหตุเคยมีประวัติ ทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเสียชีวิตมาแล้ว 2 ครั้ง ในครั้งแรกฆ่าคนตาย โดยการฟันคอขาดติดคุกอยู่ 5 ปีและกลับออกมา ส่วนรายที่ 2 เป็นหลาน ของผู้ก่อเหตุเองแต่ในครั้งนั้นหลักฐานไม่เพียงพอจึงไม่สามารถเอาผิดได้ จนกระทั่งมาเป็นสามีของตัวเองเป็นศพ 3
ทั้งนี้ญาติผู้ก่อเหตุไม่มีการรับผิดชอบหรือพูดคุยกับตนแต่อย่างใด มีเพียงนำเงินใส่ซองมาให้ที่งานศพเพื่อขอขมา แต่ตนไม่เคยเปิดซองเงินนั้นเลย ซึ่งขณะนี้ตัวผู้ต้องหาอยู่ระหว่างการฝากขัง 84 วัน และบอกว่าไม่ควรปล่อยให้กลับเข้ามาอยู่ใน พอเค้าไปทำมาแล้วหลายครั้ง หากวันนี้ไม่ออกมาพูดอาจจะมีศพที่ 5 ที่6 ไปเรื่อยๆ และการกระทำแบบนี้เขาจะสามารถรับผิดชอบชีวิตใครได้หรือไม่ จึงมองว่าควรตัดสินประหารชีวิตเพื่อไม่ให้คนต่อไปได้รับความเดือดร้อนอีก
วันนี้ตนอยากเรียกร้องความเป็นธรรม และเปิดเผยทั้งน้ำตาว่าตอนแรกลูกชายไม่ทราบว่าพ่อเสียชีวิตแล้ว ตนตัดสินใจบอกลูกชายในวันที่ไปรับร่างผู้เสียชีวิต จากนั้นลูกชายได้วิ่งเข้าไปหาร่างของพ่อ “ทำไมพ่อไม่ลุกขึ้นมาเล่นกับหนู” เธอจึงต้องอธิบายให้ลูกเข้าใจว่าพ่อไม่ได้อยู่กับพวกเราแล้ว ตอนซึ่งตอนนี้ทำให้เสียเสาหลักในครอบครัวขาดรายได้ลูกชายก็ยังเล็กอยู่อายุเพียงแค่ 7 ขวบ
ด้านนายเอกภพ เหลืองประเสริฐ ผู้ก่อตั้งเพจต้องรอด ตนฟังแล้วรู้สึกพูดไม่ออก แล้วเรื่องนี้ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ ที่ภรรยาต้องสูญเสียเสาหลักของครอบครัว ลูกเสียพ่อ และแม่เสียลูกเพียงคนเดียว หากประหารชีวิตก็สมเหตุสมผล เพราะหากไปทำร้ายผู้อื่นก็ได้รับความเสียหายอีก โดยหลังจากนี้จะไป ที่กระทรวงยุติธรรมเพื่อติดตามเรื่องการเยียวยา
Advertisement