
พ.ต.ต.ณฐพล ดิษยธรรม ผู้เชี่ยวชาญด้านคดีคุ้มครองผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ระบุว่า คดีดังกล่าวเริ่มต้นจากข้อมูลของหน่วยงานต่างประเทศ ทั้งกลุ่มความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อมของสหรัฐอเมริกา ภายใต้อนุสัญญาบาเซิล รวมถึงสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) ที่ส่งข้อมูลให้ DSI ตรวจสอบ นอกจากนี้ยังได้รับข้อมูลจากเครือข่ายภาคประชาชน เช่น มูลนิธิบูรณะนิเวศน์ ผ่านโครงการ DSI Connect ว่ามีตู้คอนเทนเนอร์ต้องสงสัยจำนวน 714 ตู้ อาจเป็นขยะเทศบาล ขยะพลาสติก และขยะอิเล็กทรอนิกส์นำเข้าจากประเทศสหรัฐอเมริกา
หลังได้รับข้อมูล DSI ได้ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กรมควบคุมมลพิษ และท่าเรือแหลมฉบัง เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยการเปิดตรวจตู้คอนเทนเนอร์ในโซน I เบื้องต้นพบว่าภายในเป็นขยะเทศบาลและขยะอิเล็กทรอนิกส์ตรงตามข้อมูลที่ได้รับ จึงเตรียมยกระดับดำเนินการเป็น คดีพิเศษ เพื่อขยายผลไปยังขบวนการลักลอบนำเข้าขยะพิษเข้าสู่ประเทศไทย
พ.ต.ต.ณฐพล กล่าวเพิ่มเติมว่า จากข้อมูลพบว่ามีตู้คอนเทนเนอร์บางส่วนกว่า 300 ตู้ ไม่ได้เข้ามาในประเทศไทย ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบว่าได้ถูกส่งกลับไปยังประเทศต้นทาง หรือถูกส่งไปยังประเทศอื่น โดยได้ประสานความร่วมมือกับ UNODC และหน่วยงานของสหรัฐอเมริกาเพื่อติดตามเส้นทางของตู้สินค้าดังกล่าว รวมถึงตรวจสอบว่ามีการลักลอบนำเข้าผ่านประเทศเพื่อนบ้านหรือไม่
ส่วนผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการลักลอบนำเข้าขยะพิษนั้น พ.ต.ต.ณฐพล ระบุว่า บางกรณีมีการคัดแยกชิ้นส่วนที่ยังใช้ได้ออกไปขาย ส่วนที่เหลือถูกกำจัดอย่างไม่ถูกต้อง เช่น การปล่อยลงแหล่งน้ำหรือฝังกลบ ซึ่งก่อให้เกิดสารพิษปนเปื้อนและส่งผลกระทบต่อประชาชน ตัวอย่างเช่น ลุ่มน้ำโจนที่พบการปนเปื้อนจนไม่สามารถใช้น้ำบริโภคได้ และต้องใช้งบประมาณสูงถึง 1,000 ล้านบาทในการฟื้นฟู
สำหรับผู้ที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้าตู้คอนเทนเนอร์ทั้ง 714 ตู้นั้น ขณะนี้ DSI อยู่ระหว่างรอเอกสารจากกรมศุลกากร เพื่อตรวจสอบข้อมูลจากใบขนสินค้าและใบตราส่งสินค้าทางทะเล (B/L) ว่าบริษัทใดเป็นผู้นำเข้า และนำเข้าจากประเทศใด ก่อนจะขยายผลดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเข้มงวด รวมถึงความผิดตามกฎหมายศุลกากรและความผิดฐานฟอกเงิน
ทั้งนี้ หากตรวจพบว่าตู้คอนเทนเนอร์ดังกล่าวเป็นขยะผิดกฎหมาย จะดำเนินการผลักดันส่งกลับไปยังประเทศต้นทางทั้งหมด โดยให้เจ้าของสินค้าหรือผู้นำเข้ารับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการส่งกลับ
พ.ต.ต.ณฐพล ยังเปิดเผยว่า ปัจจุบันมีตู้คอนเทนเนอร์บางส่วนอยู่ระหว่างขั้นตอน ถ้ามีการตกค้างสินค้าในท่าเรือครบ 30 วัน กรมศุลกากรสามารถเปิดตรวจได้ตามกฎหมาย หากต้องการเปิดตรวจก่อนกำหนดจะต้องให้เจ้าของตู้เข้ามาร่วมตรวจสอบ แต่ขณะนี้เจ้าของตู้ยังไม่แสดงตัว
จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่ากลุ่มผู้นำเข้าส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับโรงงานรีไซเคิลของชาวต่างชาติในประเทศไทย โดยเฉพาะกลุ่มทุนต่างชาติบางส่วนที่เข้ามาลงทุนตั้งโรงงานหลังจากประเทศจีนประกาศห้ามนำเข้าขยะตั้งแต่ปี 2560 เป็นต้นมา ซึ่งส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับกลุ่มทุนต่างชาติที่ถูกเรียกว่า "จีนเทา"
Advertisement