
เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 28 ม.ค. ที่ ห้องวายุภักษ์2 -4โรงแรมเซ็นทาราไลฟ์ ศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ร.ต.อ.วิษณุ ฉิมตระกูล รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิศษ พ.ต.ท.อนุรักษ์ โรจนนิรันดร์กิจ รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ พ.ต.ต.จตุพล บงกชมาศ รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ร.ต.อ.สุรวุฒิ รังไสย์ รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ พร้อมคณะผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ เข้าร่วมการประชุมเชิงปฏิบัติการแลกเปลี่ยนข้อมูลกับหน่วยงานภาคีเครือข่ายเพื่อพัฒนาประสิทธิภาพการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมคดีพิเศษ (DSI Connect 2026) เพื่อสร้างเครือข่ายและบูรณาการความร่วมมือระหว่างทุกภาคส่วนในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมคดีพิเศษให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงทั้งมิติทางเทคโนโลยีเศรษฐกิจ สังคมและความมั่นคง โดยมีผู้แทนจาก 181 หน่วยงานร่วมแลกเปลี่ยนเพื่อพัฒนาประสิทธิภาพการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมคดีพิเศษ
โดย พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม กล่าวว่า ในปัจจุบันปัญหาด้านอาชญากรรมได้มีความเปลี่ยนแปลงและซับซ้อนมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอาชญากรรมคดีพิเศษที่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้ความรู้ ความสามารถ เทคนิคต่าง ๆ และด้านการประสานความร่วมมือที่ดีให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง การจัดประชุมเชิงปฏิบัติการในครั้งนี้ถือได้ว่าเป็นความร่วมมือของหน่วยงานภาคีเครือข่ายที่ได้ร่วมกันหารือแลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่อพัฒนาทางด้านประสิทธิภาพในการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมคดีพิเศษ และสำหรับการจัดกิจกรรม DSI connect 2026 นั้น เป็นการหารือในหลายหัวข้อ อาทิ การคุ้มครองผู้บริโภค การละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา การแชร์ลูกโซ่ และการฟอกเงิน ทั้งนี้ ตนเชื่อว่าจะเป็นประโยชน์ในการปฏิบัติงานของทุกหน่วยงานต่อไป
ด้าน พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีดีเอสไอ กล่าวว่า นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการบูรณาการความร่วมมือในทุกภาคส่วน เพื่อรวบรวมการปราบปรามอาชญากรรมพิเศษเพื่อให้สอดคล้องกับบริบทในระดับสากลที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วทั้งในมิติด้านเทคโนโลยี เศรษฐกิจ สังคมและความมั่นคง และจากสถานการณ์ด้านอาชญากรรมในปัจจุบันได้มีการพัฒนาการอาชญากรรมเชิงระบบ อาชญากรรมข้ามพรมแดน อาชญากรรมเทคโนโลยี อาชญากรรมทางเศรษฐกิจทั้งการเงิน ตลาดทุน รวมถึงการละเมิดสิทธิผู้บริโภค ทรัพย์ทางปัญญา สิ่งแวดล้อมและสาธารณสุข ฉะนั้น เป้าหมาย DSI Connect 2026 นี้เพื่อเป็นพื้นที่กลางในความร่วมมือเพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูลและตั้งเป้าหมายไปสู่การสร้างกลไกความร่วมมือที่ยั่งยืนและการเชื่อมโยงข้อมูลเทคโนโลยีและองค์ความรู้ในการยกระดับประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายและการเสริมสร้างความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบกระบวนการยุติธรรมของประเทศ DSI connect 2026 จึงถูกออกแบบขึ้นในฐานะพื้นที่กลางของความร่วมมือเพื่อเชื่อมโยงหน่วยงานภาครัฐ ภาคธุรกิจและภาคประชาสังคมให้สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างเป็นระบบโปร่งใสและยั่งยืน ทั้งนี้ ตนหวังเป็นอย่างยิ่งว่า DSI connect 2026 จะเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือที่แน่นแฟ้นและนำไปสู่การป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมพิเศษเพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติและประชาชน
ด้าน กรมสอบสวนคดีพิเศษ รายงานว่า สำหรับผลงานคดีที่ผ่านมาของดีเอสไอ ประกอบด้วย คดีด้านอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ ดำเนินการเสร็จสิ้น 1,198 คดี มูลค่าความเสียหาย 538,000 ล้านบาท คดีด้านอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศและทรัพย์สินทางปัญญา ดำเนินการเสร็จสิ้น 580 คดี มูลค่าความเสียหายที่ระงับได้กว่า 19,000 ล้านบาท คดีด้านการคุ้มครองผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม ดำเนินการเสร็จสิ้น 473 คดี มูลค่าความเสียหายที่ระงับได้ 44,000 ล้านบาท และคดีด้านอาชญากรรมระหว่างประเทศและอาชญากรรมพิเศษ ดำเนินการเสร็จสิ้น 1,074 คดี มูลค่าความเสียหายที่ระงับได้ 137,000 ล้านบาท ฉะนั้น รวมดำเนินการทั้งสิ้น 3,325 คดี มูลค่าความเสียหายที่ระงับได้กว่า 739,000 ล้านบาท
กรมสอบสวนคดีพิเศษ รายงานอีกว่า สำหรับการดำเนินคดีกรณี บริษัท ดิไอคอนกรุ๊ป จำกัด กับพวก กระทำความผิดฐานกู้ยืมเงินอันเป็นการฉ้อโกงประชาชน ฉ้อโกงประชาชน และความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพ์ฯ โดยดีเอสไอได้ดำเนินการอายัดทรัพย์สิน เช่น อายัดที่ดิน 68 ไร่ เนื่องจากเชื่อว่าเป็นการเตรียมสำหรับขยายกิจการ ดิไอคอนกรุ๊ป มูลค่าหลายร้อยล้านบาท และยังมีอาคารและที่ดิน ในคดีฟอกเงิน มูลค่ากว่า 747 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีคดีกรณีการทุจริตในบริษัท สตาร์ค คอรเปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) พบว่าบริษัทมีการทำบัญชีไม่ถูกต้อง ตกแต่งงบการเงิน และเปิดเผยข้อมูลหุ้นกู้อันเป็นเท็จ อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 และพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 ความเสียหายมูลค่ารวมกว่า 14,000 ล้านบาท กรมสอบสวนคดีพิเศษมีความเห็นสั่งฟ้องผู้ต้องหาในคดีหุ้นสตาร์ค จำนวน 11 ราย รวมทั้งได้นำส่งทรัพย์สินที่ได้มาจากการยึดและอายัดไปยังสำนักงาน ปปง. เพื่อดำเนินการทางทรัพย์สินต่อไป
กรมสอบสวนคดีพิเศษ รายงานด้วยว่า กรมสอบสวนคดีพิเศษยังได้มีการดำเนินคดีกรณี นักธุรกิจจัดตั้งบริษัทโดยใช้ให้บุคคลสัญชาติไทยถือหุ้นแทนในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต โดยคณะพนักงานสอบสวนมีความเห็นควรสั่งฟ้องผู้ต้องหาซึ่งเป็นนิติบุคคลและบุคคลธรรมดารวมทั้งสิ้น 8 ราย ตาม พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 นอกจากนี้ กรมสอบสวนคดีพิเศษยังได้มีการดำเนินการสอบสวนกรณีกลุ่มบุคคลชาวไทยร่วมกับชาวต่างชาติเป็นตัวการรายใหญ่ในการจัดหาบัญชีม้าจากทั่วประเทศส่งให้กับกลุ่มองค์กรอาชญากรรมทั้งในประเทศและต่างประเทศ มีการร่วมกันยักย้ายเงินของผู้เสียหายจากบัญชีม้าออกไปเข้าข่ายลักษณะการฟอกเงิน และยังพบความเชื่อมโยงกับบัญชีม้ากว่า 1,000 บัญชี เงินหมุนเวียนกว่า 1,200 ล้านบาท
กรมสอบสวนคดีพิเศษ รายงานเพิ่มเติมว่า กรมสอบสวนคดีพิเศษยังได้ดำเนินคดีกรณีเครือข่ายสแกมเมอร์ข้ามชาติสมรสกับหญิงไทย และแฝงตัวเป็นครูสอนภาษาอังกฤษ ตั้งบริษัทบังหน้ากว่า 100 แห่ง สร้างเว็บไซต์ออนไลน์หลอกลวงกว่า 2,000 เว็บไซต์ และใช้บัญชีม้ากว่า 500 บัญชีเพื่อฟอกเงิน เสียหายรวมกว่า 2,000 ล้านบาท นำไปสู่การเปิดปฏิบัติการตรวจค้นพื้นที่เป้าหมาย 11 จุดใน 5 จังหวัด และสามารถจับกุมผู้ต้องหาและยึดทรัพย์ได้จำนวนหลายรายการ ทั้งนี้ กรมสอบสวนคดีพิเศษได้ประสานไปยังสถานทูตต่างประเทศ เพื่อติดตามผู้เสียหายใน 47 ประเทศ ให้เข้ามาให้ข้อมูลเพื่อใช้ขยายผล
กรมสอบสวนคดีพิเศษยังได้มีการเปิดปฏิบัติการตรวจยึดกระเป๋าปลอมเครื่องหมายการค้าของแบรนด์ดังจำนวนมาก และยังพบเครื่องมือในการปลอมแปลงสินค้าในลักษณะที่เป็นโรงงานผลิตเครื่องหนังเกรดพรีเมี่ยม ซึ่งล้วนเป็นสินค้าที่มีราคาสูง คือ ราคาชิ้นละตั้งแต่ 50,000 บาทขึ้นไป เพื่อจำหน่ายให้กับลูกค้าที่เป็นชาวต่างชาติโดยเฉพาะ โดยในคดีนี้พบมูลค่าความเสียหายกว่า 13 ล้านบาท
กรมสอบสวนคดีพิเศษ ระบุด้วยว่า กองคดีคุ้มครองผู้บริโภค ยังได้มีการสนธิกำลังกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ตรวจสอบบริษัท ซิน
เคอหยวน สตีล จำกัด จังหวัดระยอง เนื่องจากตรวจพบฝุ่นแดงที่เกิดจากกระบวนการผลิตเหล็กประมาณกว่า 60,000 ตัน ภายในพื้นที่โรงงาน ซึ่งถือเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 ตามพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 อย่างไรก็ตาม กรมสอบสวนคดีพิเศษยังได้บูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเช่นกรมศุลกากร ได้มีการร่วมกันปราบปรามการลักลอบนำบุหรี่ไฟฟ้าเข้ามาในราชอาณาจักร ซึ่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อระบบเศรษฐกิจและสังคม จนสามารถตรวจค้นการซุกซ่อนบุหรี่ไฟฟ้าปะปนกับสินค้าชนิดอื่นภายในตู้สินค้า จำนวนกว่า 500,000 ชิ้น รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 100 ล้านบาท
ส่วนคดีพิเศษด้านอาชญากรรมระหว่างประเทศและอาชญากรรมพิเศษ กรมสอบสวนคดีพิเศษ ระบุว่า สืบเนื่องจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 กรณีตึกสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินพังถล่มระหว่างก่อสร้าง พบการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 รวมทั้งมีการกล่าวโทษเจ้าหน้าที่ เจ้าพนักงานของรัฐ กระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ ซึ่งอยู่ในหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการ ป.ป.ช. นอกจากนี้ ดีเอสไอยังมีการตรวจยึดสารเคมีอะซิโตน สารตั้งต้นในการผลิตยาเสพติด ซึ่งเป็นสารเคมีควบคุมประเภทสาม และสารเคมีอื่น ๆ กว่า 1,800,000 ลิตร พร้อมเครื่องจักร โดยร่วมกับหน่วยงานเครือข่ายเข้าตรวจค้นสถานที่ต้องสงสัย 5 จุด และจากการขยายผลทราบว่าสารเคมีบางส่วนได้ถูกส่งออกไปยังประเทศเพื่อนบ้าน
กรมสอบสวนคดีพิเศษ ยังได้มีการเปิดปฏิบัติการทลายเครือข่ายค้ายาเสพติดข้ามชาติ จับกุมผู้ต้องหาเครือข่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 จำนวน 8 ราย พร้อมของกลางไอซ์ จำนวน 2,399 กิโลกรัม โดยเครือข่ายยาเสพติดมีจุดมุ่งหมายใช้น่านน้ำไทยในการส่งออกไปยังต่างประเทศ คิดเป็นมูลค่ากว่า 3,000 ล้านบาท บริเวณปากน้ำประแสร์ อำเภอแกลง จังหวัดระยอง
ส่วนคดีการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการบังคับให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 อาทิ คดีลุงเปี๊ยก ซึ่งเป็นคดีแรกที่กรมสอบสวนคดีพิเศษรับไว้ทำการสอบสวน และเป็นคดีที่เกิดขึ้นภายหลังจากที่กฎหมายฉบับดังกล่าวมีผลบังคับใช้ได้ 11 เดือน จนสามารถนำไปสู่การนำตัวผู้กระทำความผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม
Advertisement