
(24 ม.ค. 2569) พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. เจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรองทางทหาร กองทัพบก และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ร่วมแถลงข่าวกรณี จับกุมนายสมจิต (สงวนนามสกุล) อายุ 41 ปี ผู้ต้องหาคดียาเสพติดรายสำคัญ พร้อมตรวจยึดยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้าหรือเมทแอมเฟตามีน) จำนวนมาก บริเวณถนนริมคลองมหาราช ต.หัวสำโรง อ.ท่าวุ้ง จ.ลพบุรี เมื่อวันที่ 22 ม.ค. ที่ผ่านมา
จากการตรวจค้น เจ้าหน้าที่ตรวจยึดของกลางเป็นยาบ้าจำนวน 21 กระสอบ รวมประมาณ 4,790,000 เม็ด รถบรรทุกสิบล้อ ยี่ห้ออีซูซุ สีขาว ทะเบียน xxxx จำนวน 1 คัน โทรศัพท์มือถือจำนวน 2 เครื่อง รวมมูลค่าของกลางและทรัพย์สินที่ตรวจยึดประมาณ 150,000,000 บาท
พล.ต.ท.สยาม กล่าวว่า สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 21 ม.ค. 2569 เวลากลางวัน เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับแจ้งจากสายลับว่า จะมีกลุ่มผู้ต้องหาใช้รถบรรทุกสิบล้อแบบกระบะคอก ยี่ห้ออีซูซุ สีขาว ทะเบียน xxxx เดินทางไปรับยาเสพติดในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ก่อนลำเลียงนำไปส่งให้ลูกค้าในพื้นที่ชั้นในของประเทศไทย ต่อมาจากการสืบสวนพบว่า เวลาประมาณ 22.00 น. รถบรรทุกสิบล้อคันดังกล่าวได้ขับออกจากพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ มุ่งหน้าเข้าสู่พื้นที่ภาคกลาง
เจ้าหน้าที่ตำรวจร่วมกับเจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรองทางทหารจึงได้วางกำลังเฝ้าสังเกตการณ์และติดตามรถต้องสงสัยอย่างใกล้ชิดในพื้นที่จังหวัดนครสวรรค์ ต่อเนื่องจนถึงวันที่ 22 ม.ค. 2569 โดยระหว่างการติดตามพบว่ารถบรรทุกคันดังกล่าวมีพฤติกรรมผิดปกติ เปลี่ยนเส้นทางจากถนนสายหลักไปใช้เส้นทางเปลี่ยว และขับเข้าไปยังถนนริมคลองมหาราช ต.หัวสำโรง อ.ท่าวุ้ง จ.ลพบุรี
จากพฤติการณ์ดังกล่าว เจ้าหน้าที่เชื่อว่ารถบรรทุกสิบล้อคันดังกล่าวเตรียมส่งมอบยาเสพติดให้กับลูกค้าในพื้นที่ จึงรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ และได้รับคำสั่งให้เข้าตรวจค้นและจับกุม ต่อมาเวลาประมาณ 12.50 น. เจ้าหน้าที่ได้แสดงตัวเพื่อขอตรวจค้น แต่ผู้ต้องหากลับขับรถหลบหนี ก่อนเสียหลักตกลงไปในคลองมหาราช
อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่สามารถควบคุมตัวผู้ต้องหาไว้ได้ และพบว่ายาเสพติดให้โทษประเภท 1 ตกหล่นออกจากท้ายรถ และลอยอยู่ภายในคลองมหาราช รวมทั้งหมด 21 กระสอบ เจ้าหน้าที่จึงได้จับกุมผู้ต้องหาพร้อมของกลาง และแจ้งข้อกล่าวหาจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 (ยาบ้าหรือเมทแอมเฟตามีน) โดยมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต
ภายหลังการจับกุม เจ้าหน้าที่ได้นำตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางไปทำบันทึกการจับกุมและจัดทำเอกสารที่เกี่ยวข้อง ณ กองกำกับการสายตรวจ กองบังคับการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ (บก.สปพ.) พร้อมเตรียมขยายผลถึงผู้ที่เกี่ยวข้องในขบวนการ และนำตัวส่งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป ทั้งนี้ จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าผู้ต้องหา เคยกระทำความผิดมาแล้วสองครั้ง ได้ค่าจ้างในการขนส่งยาเสพติดครั้งละ 300,000 บาท ซึ่งการปฎิบัติการครั้งนี้คนร้ายอ้างว่า ยังไม่ได้รับค่าจ้าง
ด้าน พล.ต.ต.วรวิทย์ ญาณจินดา ผบ.สปพ. กล่าวว่า ปฏิบัติการดังกล่าวเป็นผลจากการสืบสวนขยายผลต่อเนื่อง หลังจากก่อนหน้านี้สามารถจับกุมผู้ต้องหาคดียาเสพติดรายหนึ่งได้ในพื้นที่ อ.เสนา จ.พระนครศรีอยุธยา โดยพบว่ารถที่ใช้ลำเลียงยาเสพติดมีการอำพรางด้วยการขนส่งสินค้าพืชผลทางการเกษตรร่วมมาด้วย เช่น ขิง รวมถึงสินค้าพื้นฐานอื่น เช่น ข้าวโพดหรือข้าวสาร เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ ทั้งนี้ จากแนวทางการสืบสวนพบว่าเครือข่ายดังกล่าวจะมีจุดพักยาในพื้นที่ภาคกลาง ก่อนกระจายเข้าสู่กรุงเทพมหานคร ซึ่งที่ผ่านมามักถูกตรวจพบและจับกุมได้ในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาและปทุมธานี ซึ่งเป็นเส้นทางหลักก่อนเข้าสู่พื้นที่กรุงเทพฯ
Advertisement