
จากกรณี พ่อแม่ของ น.ส.กันติมา ชมจันทร์ อายุ 17 ปี ได้ไปแจ้งความลงบันทึกประจำวันที่ ส.ภ.นาตาล จ.อุบลราชธานี เอาผิดโรงพยาบาลนาตาล ให้ออกมารับผิดชอบที่เป็นต้นเหตุทำให้ลูกสาวเสียชีวิต เนื่องจากก่อนหน้านี้ น.ส.กันติมา เคยเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาล ในวันที่ 16 ม.ค. 65 หลังเกิดอุบัติเหตุรถกระบะชนอาการสาหัส มีอาการเลือดคั่งในสมอง และได้เข้ารับการผ่าตัดสมอง ต้องเจาะคอ และต้องใส่เครื่องช่วยหายใจ กลายเป็นผู้ป่วยติดเตียง

ต่อมาพ่อและแม่ได้เสียเงินรักษาไปกว่า 1 ล้านบาท จนอาการของ น.ส.กันติมา ดีขึ้นและออกจากโรงพยาบาล ได้ในวันที่ 28 ม.ค. 65 โดยหลังจากกลับมารักษาตัวต่อที่บ้าน น.ส.กันติมา เริ่มสื่อสารกับครอบครัวได้ปกติ กินข้าวได้เอง และมีการหัดเดินเองได้

จนกระทั่งวันที่ 29 เม.ย. 65 เวลาประมาณ 15.00 น. น.ส.กันติมา มีอาการหายใจไม่ออก พ่อต้องเอาไพฉายส่องดูและพบมีก้อนเสลดติดอยู่ในท่อ จนต้องนำตัว น.ส.กันติมา ส่งโรงพยาบาลอีกครั้ง ในเวลา 16.00 น. ซึ่งเมื่อไปถึงโรงพยาบาล ทางแพทย์ได้มีการดูดเสมหะออกให้ และแจ้งให้กลับบ้านในช่วงเย็นวันเดียวกัน

จากนั้น เวลา 05.30 น. เช้าวันที่ 30 เม.ย. 65 น.ส.กันติมา มีอาการหายใจไม่ออกอย่างรุนแรง พ่อได้นำไฟฉายส่องพบมีเสลดติดอยู่ให้ท่อจำนวนมาก จึงต้องนำตัว น.ส.กันติมา ส่งโรงพยาบาลนาตลาดอีกครั้ง ในเวลา 07.30 น. เมื่อถึงโรงพยาบาล แพทย์ก็ดูดเสมหะออกให้ มีอาการดีขึ้น

กระทั่งเวลา 10.00 น. น.ส.กันติมา มีอาการหายใจไม่ออกอีกครั้ง จนพ่อต้องแจ้งให้พยาบาลถอดท่อ ออกไปทำความสะอาด แต่แพทย์บอกว่าไม่สามารถถอดออกได้ และได้ทำการฉีดยาละลายเสมหะให้ แต่อาการของ น.ส.กันติมา ไม่ดีขึ้น และมีอาการหายใจไม่ออกอย่างรุนแรง ในเวลา 11.00 น. แต่ทางแพทย์ก็ไม่ได้มีการถอดท่อให้ และแจ้งให้ทางพ่อใช้เครื่องดูดเสมหะลูกออกเอง กระทั่งเวลา 12.00 น. น.ส.กันติมามีอาการหน้าเขียว หายใจไม่ออก และเสียชีวิตในเวลา 12.30 น. ของวันที่ 30 เม.ย. 65

ล่าสุด วันที่ 2 พ.ค. 65 บรรยากาศในงานศพมีทางญาติและชาวบ้านมาร่วมพิธีกันด้วยความโศกเศร้า ศพของ น.ส.กันติมา ถูกตั้งโลงศพไว้ที่หน้าบ้าน ตบแต่งดอกไม้หน้าโลงศพอย่างสวยงาม

น.ส.มนเทียน เหล่าหา อายุ 33 ปี และนายสมใจ ชมจันทร์ อายุ 40 ปี แม่และพ่อของ น.ส.กันติมา เปิดใจกับทีมข่าวว่า ตนเองมีลูก 3 คน น.ส.กันติมาเป็นลูกสาวคนโต กำลังศึกษาอยู่ชั้น ปวช.3 ที่วิทยาลัยเทคนิคเขมราฐ ซึ่งลูกสาวคนนี้เป็นความหวังของครอบครัว แต่ช่วงเวลาต้นปีลูกสาวได้เกิดอุบัติเหตุที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้น จนต้องเป็นผู้ป่วยติดเตียง ซึ่งเหตุการณ์นั้นตนเอง ได้ทุ่มเงินกว่า 1 ล้านบาท รักษาลูกสาวจนปลอดภัย
กระทั่ง วันที่ 29 เม.ย. ลูกสาวมีอาการหายใจไม่ออก จนมีการส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลนาตาล และลูกสาวได้เสียชีวิตลงอย่างน่าสลดใจ ทั้งที่วันเกิดเหตุทางโรงพยาบาลรักษาลูกสาวได้ แต่ทำไมถึงปล่อยให้ลูกสาวเสียชีวิตคามือ โดยวันนี้ที่ต้องร้องเรียนกับสื่อ เนื่องจากทางครอบครัวติดใจโรงพยาบาลถึงสาเหตุการเสียชีวิตของลูกสาวว่าทำไมขณะที่ลูกสาวมีอาการหายใจไม่ออกรุนแรง หมอและพยาบาล ถึงให้ตนเอง เป็นคนช่วยเหลือลูกสาวเอง
ซึ่งเหตุการณ์นั้น ลูกสาวพูดกับตนเองว่าพ่อหนูหายใจไม่ออก ด้วยความเป็นห่วงลูกจึงวิ่งไปบอกกับพยาบาลให้มาดูอาการลูกสาว โดยตนเองก็ถามพยาบาลไปว่า ในเมื่อเสมหะมันเยอะจนลูกสาวหายใจไม่ออก ทำไมไม่ถอดท่อออกมาทำความสะอาด แต่พยาบาลแจ้งว่า "เอาออกไม่ได้ ถ้ารู้หรือช่วยอะไรลูกสาวได้ ก็เข็นเตียงไปจัดการเอง" ด้วยความเป็นห่วงลูกตนเองก็เข็นเตียงลูกสาวไปที่สายยางที่เป็นอุปกรณ์ของทางโรงพยาบาล พยายามดูดเสมหะออก แต่เสมหะมันเหนียวเอาออกไม่ได้ จนเวลาผ่านไปประมาณ 1 ชั่วโมง ลูกสาวมีอาการใบหน้าเขียวตาเริ่มปิด เห็นท่าไม่ดี จึงวิ่งไปตามหมอกับพยาบาล จนหมอกับพยาบาลกลับมาดูลูกสาว แต่ก็ไม่ทัน ลูกสาวหมดลมหายใจไปแล้ว ระหว่างที่หมอและพยาบาลเข็นเตียงลูกสาวเข้าห้องฉุกเฉิน ตนเสียใจมากกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ยืนยันจะเดินหน้าเอาเรื่องโรงพยาบาลให้ถึงที่สุด

ด้านนพ.เกรียงศักดิ์ กิจเพิ่มเกียรติ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลนาตาล ชี้แจงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่า วันนี้เมื่อช่วงเช้า ทางพ่อกับแม่และญาติของ น.ส.กันติมา ได้มีการไปร้องเรียนที่โรงพยาบาลแล้ว หลังทราบเรื่องตนเองได้พูดคุยกับทางญาติไปเบื้องต้นแล้วว่า หลังจากนี้จะดูแลสิทธิตาม มาตรา 41 ที่ น.ส.กันติมา จะได้รับการเยียวยาจากทางโรงพยาบาล

ซึ่งการเยียวยา ในมาตรา 41 ไม่ใช่การเยียวยาที่ทางโรงพยาบาลรับว่าเป็นฝ่ายผิด เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทางโรงพยาบาลยังไม่มีการตัดสินว่าโรงพยาบาลผิดหรือถูก ขณะนี้อยู่ระหว่างตั้งกรรมการสอบสวน แพทย์เวรและผู้เกี่ยวข้องในวันเกิดเหตุว่าวันเกิดเหตุเกิดอะไรขึ้นบ้าง หากได้ข้อสรุป ทางโรงพยาบาลก็จะส่งเรื่องเป็นลายลักษณ์อักษรให้กับ สาธารณสุขจังหวัด เป็นหน่วยงานที่พิจารณาเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
อย่างไรก็ตาม ทางโรงพยาบาลขอยืนยันว่าทีมแพทย์ของทางโรงพยาบาลทำหน้าที่รักษาผู้ป่วยอย่างเต็มที่มาโดยตลอด และขอยืนยันว่าจะให้ความเป็นธรรมกับทางญาติของ น.ส.กันติมา อย่างตรงไปตรงมา ทั้งนี้ ทางโรงพยาบาลขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวน.ส.กันติมา อย่างสุดซึ้ง

พญ.วันวิสาข์ โสวรรณี แพทย์เวรในวันเกิดเหตุ บอกว่า วันเกิดเหตุ ทางพ่อและแม่ของ น.ส.กันติมา ได้แจ้งว่า น.ส.กันติมา มีอาการหายใจไม่ออก ตนเองจึงมีการดำเนินการพ่นยาลดเสมหะให้ในเบื้องต้น ซึ่งขั้นตอนในการพ่นยา ต้องใช้เวลาก่อนที่จะดูดเสมหะออกมา ตามลำดับ หลังจากพ่นยาและดูดเสมหะออกมาเสร็จ ในช่วงเวลาเดียวกันมีผู้ป่วยฉุกเฉินเข้ามารักษาที่โรงพยาบาล ซึ่งทางทีมแพทย์ ต้องแบ่งกันไปช่วยรักษาทั้ง 2 เคส ยอมรับว่าวันเกิดเหตุบุคลากรทางแพทย์มีน้อย จึงต้องเข้าออกวิ่งไปวิ่งมาเพื่อดูอาการทั้ง 2 เคส
ตนยืนยันว่าทางแพทย์เวรในวันนั้นไม่ได้ปล่อยประละเลยทิ้งให้ น.ส.กันติมา เสียชีวิต ก่อนน้องจะเสียชีวิต ทางทีมแพทย์ได้พยายามปั๊มหัวใจช่วยชีวิตน้องจนกลับมามีชีพจร แต่น้องก็ไม่ดีขึ้น ส่วนเรื่องที่พ่อของน้องแจ้งว่าก่อนที่น้องจะหายใจไม่ออก พ่อได้ขอความช่วยเหลือจากพยาบาลแล้ว แต่พยาบาลให้พ่อรัษาน้องเอง เรื่องนี้ยังไม่ได้มีการสอบสวนกับพยาบาลคนดังกล่าวว่าพูดจริงหรือไม่ ยืนยันว่าวันเกิดเหตุตัวเองและทีมแพทย์ทำหน้าที่อย่างเต็มที่แล้ว

นายพรชัย เกษงาม อายุ 18 ปี แฟนของ น.ส.กันติมา บอกว่า ตนเองคบหากันมาตั้งแต่เรียนมัธยม กันติมาเป็นคนเรียบร้อย ร่าเริงแจ่มใส และตั้งใจเรียน เพื่อมุ่งมั่นที่จะเป็นตำรวจ ตามความฝันที่วาดเอาไว้ ยอมรับว่าเสียใจมากกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ตอนที่กันติมา รอดชีวิตมาจากอุบัติเหตุ ตนเองก็ไปเยี่ยมดูอาการ และให้กำลังใจตลอด เพื่อให้กันติมากลับมาเป็นปกติ

ซึ่งก่อนที่กันติมาจะจากไป กันติมาได้รับปากกับตนเองเอาไว้ว่า สักวันเขาจะต้องกลับมาเดินและใช้ชีวิตได้เหมือนเดิม วันที่กันติมา เสียชีวิตตนเองฝึกงานอยู่ในตัวเมือง แม่ของกันติมาโทรศัพท์มาบอกว่ากันติมาอาการไม่ดี ด้วยความเป็นห่วง จึงทิ้งงานแล้วรีบเดินทางไปที่โรงพยาบาล แต่ก็ไปไม่ทัน กันติมาจากไปก่อนที่ตนเองจะเดินทางไปถึง หลังจากนี้ก็จะช่วยพ่อกับแม่จัดงานศพของกันติมา ให้ดีที่สุด หากชาติหน้ามีจริงก็ขอให้กันติมากลับมาเป็นคู่ครองกันอีก
Advertisement