
กรณีแฟนเพจเฟซบุ๊ก “อยากดังเดี๋ยวจัดให้ รีเทิร์น part 2” โพสต์ข้อความระบุว่า “เด็กโดนรถทับ 1 ขวบ 1 เดือน แต่ตร.แจ้งว่ารอเด็กออกจาก รพ.ค่อยมาแจ้ง ยังไงหว่า ผบก.ภ.จว.สมุทรสาคร ช่วยเหลือ ปชช.ด้วย #ขอให้ผู้ใหญ่ในจังหวัดมาดูเคสนี้หน่อยครับ #เรื่องมีอยู่ว่าเด็กหญิงในรูปโดนรถทับ เเพทย์บอกว่ากระดูกสันหลังบวม ตอนนี้น้องพยายามเดิน แต่ยังเดินไม่ได้ เเม่เด็กไปร้องทุกข์เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา เขาบอกคนที่เข้าเวรไม่รับเเจ้ง เพราะผู้ต้องหามาเเจ้งความไว้เเล้ว

งงไหมประเทศนี้ให้ผู้ต้องหาเเจ้งความได้ด้วย เขาเลยมาร้องให้ผมช่วย เเล้วก็เป็นจริงตามประจำวัน ปล.เเม่เด็กบอกว่าผู้ต้องหามีสามีเป็นตำรวจ ตามกฎหมายคนที่มีสิทธิ์ร้องทุกข์คือผู้เสียหาย ใครบอกตำรวจออกเวรเเล้วไม่ใช่ตำรวจ ที่พึ่งของประชาชนเหรอ”
นอกจากนี้ แฟนเพจดังกล่าว ยังระบุว่า “#วันนี้เวลา 20.30 น. ผมโทรหาท่านผู้กองผู้ยิ่งใหญ่ บทสนทนาดังนี้
ผม : ผู้กองครับเด็กหญิงที่โดนรถทับคดีถึงไหนเเล้วครับ
ผู้กอง : รอเด็กออกจากโรงพยาบาล
ผม : เด็กออกมาเเล้วครับ เเพทย์บอกน่าจะเดินไม่ได้ หรือเดินได้ก็ไม่ปกติ เเม่เด็กบอกต้องลากเท้า
ผู้กอง : ผมจะรู้ได้อย่างไร
ผม : เเล้วผู้กองทำหนังสือถึงเเพทย์ตามหน้าที่หรือยัง
ผู้กอง : คุณต้องติดต่อมาในเวลาราชการ (ตัดสายทิ้ง)
ล่าสุดวันที่ 28 ธ.ค.64 ทีมข่าวอมรินทร์ ทีวี เดินทางไปยังบริเวณซอยเพชรเกษม 93 ลักษณะเป็นหอพัก ซึ่งผู้คนพลุกพล่าน โดยเหตุเกิดที่ข้างร้านค้าของแม่เด็กที่บาดเจ็บ ซึ่งเป็นจุดเลี้ยวรถเข้า-ออก

น.ส.ณภาพร โฮมนา อายุ 38 ปี แม่ของผู้บาดเจ็บ เล่าให้ฟังว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นวันที่ 15 พฤศจิกายน 64 ที่ผ่านมา เวลา 18.20 น. ขณะนั้นตนกำลังขายของ ส่วนลูกสาวเดินไปหาเพื่อนที่อยู่อีกฝั่งตรงข้ามของร้านค้า คาดว่ารองเท้าของลูกสาวน่าจะหลุด ลูกสาวจึงได้นั่งเล่นรองเท้า ขณะเดียวกันก็มีรถของคู่กรณีเลี้ยวเข้ามาภายในซอย กระทั่งทับร่างซีกซ้ายตั้งแต่เท้าถึงหน้าอก ลูกสาวกรีดร้องจนทำให้ตนวิ่งเข้าไปช่วยเหลือทันที

โดยลูกสาวได้รับบาดเจ็บ ตั้งแต่เท้าไปจนถึงศีรษะ ซีกซ้าย มีรอยถลอก และไขสันหลังอักเสบ ทำให้การเดินของลูกสาวอาจจะไม่สมบูรณ์เต็ม 100 ต้องใช้เวลาในการรักษา ส่วนคู่กรณีได้ดูแลตนเป็นอย่างดี ไม่เคยมีปัญหา ออกค่าใช้จ่ายของโรงพยาบาล ซึ่งพักรักษาตัวเป็นเวลา 15 วัน ค่ารักษาพยาบาลจำนวน 240,000 บาท และคู่กรณีได้ออกค่าส่วนต่างให้อีกไม่ว่าจะเป็นค่าตรวจโควิด-19

ภายหลังจากที่ลูกสาวได้ออกจากโรงพยาบาลแล้ว ตนจึงได้เดินทางไปแจ้งความ ในวันที่ 4 ธันวาคม 64 เมื่อเดินทางไปถึงโรงพัก ตำรวจที่เป็นร้อยเวรพูดจาไม่ดี สอบถามตนว่า "ทำไมเพิ่งมาแจ้งความในวันนี้" ก่อนจะบอกให้ตนทราบว่าไม่ต้องมาแจ้งความซ้ำอีก แต่ไม่ยอมอธิบายให้ตนเข้าใจ ตนจึงโกรธพร้อมกับมองว่าตำรวจเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ ประชาชนก็ควรที่จะพึ่งพาอาศัยได้ ไม่ใช่พูดจาไม่ดีใส่

น.ส.มายด์ (นามสมมติ) อายุ 28 ปี คู่กรณี เปิดเผยว่า ขณะที่เกิดเหตุตนกำลังจะเลี้ยวรถไปโรงจอดรถ ยอมรับว่าขณะนั้นไม่เห็นน้องข้าวหอม เนื่องจากรถที่ตนขับค่อนข้างสูง หลังจากเกิดเหตุ ตนจึงรีบพาไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลทันที โดยใช้ประกันซึ่งค่ารักษาปัจจุบัน ประมาณ 25,000 - 28,000 บาท นอกจากนี้ ตนคอยดูแลช่วยเหลืออย่างอื่น ๆ ไม่ว่าจะจ่ายค่าตรวจโควิด-19 ซื้อนมไปให้ ที่ผ่านมาพูดคุยกับทางครอบครัวของคู่กรณีเป็นประจำ ไม่ได้มีปัญหาอะไรกัน
นอกจากนี้ ภายหลังจากเกิดเหตุ ประกันได้ให้ตนเข้าไปลงบันทึกประจำวันแจ้งความเอาไว้ เพื่อจะสามารถเบิกประกันได้ ตนจึงทำตามขั้นตอนทุกอย่าง ทางตำรวจเจ้าของคดีก็พูดจาดี ส่วนกรณีที่คู่กรณีไปลงบันทึกประจำวันอีกครั้ง แล้วตำรวจพูดจาไม่ดีด้วย ตนไม่ขอออกความคิดเห็น เพราะเป็นเรื่องราวระหว่างเขา 2 คน ส่วนประเด็นที่บอกว่าตำรวจไม่รับแจ้งความคู่กรณีเป็นเพราะสามีตนเป็นตำรวจ เรื่องนี้ตนยืนยันไม่เป็นความจริง เพราะตั้งแต่เกิดเรื่องจนถึงขณะนี้ตนไม่เคยบอกตำรวจ สภ.กระทุ่มแบน เลยว่าตนมีสามีเป็นใคร

ขณะเดียวกันทีมข่าวได้โทรศัพท์สอบถาม พ.ต.อ.เสรีฐกาญจน์ จันทร์ด้วง ผกก.สภ.กระทุ่มแบน กล่าวชี้แจงว่า หลังจากเป็นข่าวตนก็ได้เรียกร้อยเวรเข้ามาสอบถาม จึงทราบข้อเท็จจริงว่าในวันที่แม่เด็กมาแจ้งความ อาจจะเกิดความเข้าใจไม่ตรงกัน จึงทำให้ฝ่ายเข้าใจผิด ซึ่งตำรวจไม่ได้นิ่งนอนใจกับเหตุการณ์ดังกล่าว และขณะนี้อยู่ในขั้นตอนรอให้เด็กรักษาตัวให้หายก่อน เพื่อนำใบรับรองแพทย์มาประกอบสำนวน และมอบให้กับประกัน ส่วนค่าเสียหายหรือค่าทำขวัญก็เป็นเรื่องของทั้ง 2 ฝ่าย
Advertisement