
ผืนดินทุกผืน...เคยมีชีวิต แต่เมื่อเวลาผ่านไป การใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างต่อเนื่อง ขาดการอนุรักษ์ และสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง ทำให้หลายพื้นที่ต้องเผชิญกับปัญหาดินเสื่อมโทรม ขาดแคลนน้ำ และสูญเสียศักยภาพในการผลิตทางการเกษตร ดินที่เสื่อมโทรม ไม่ได้หมายความว่าจะหมดหวังเสมอไป บ้านหนองเต่าดำ หมู่ที่ 13 ตำบลรางบัว อำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี คือหนึ่งในพื้นที่ที่พิสูจน์ให้เห็นว่า “ดินที่เสียไป สามารถกลับมามีชีวิตได้อีกครั้ง” หากได้รับการฟื้นฟูอย่างถูกวิธี
นางสาวเกษร จำปา ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 10 กล่าวว่า ดินเป็นทรัพยากรพื้นฐานที่มีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตและการประกอบอาชีพของเกษตรกร การดูแลรักษาดินจึงไม่ใช่หน้าที่ของกรมพัฒนาที่ดินเพียงหน่วยงานเดียว แต่เป็นภารกิจร่วมกันของทุกภาคส่วน “หากเราสามารถอนุรักษ์ดินและน้ำได้ จะช่วยลดต้นทุนการผลิต เพิ่มผลผลิต สร้างรายได้ให้เกษตรกร ลดผลกระทบจากภัยแล้งและน้ำท่วม รวมทั้งรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้คงอยู่ได้อย่างยั่งยืน” ภายใต้นโยบายของนางสาวสุมิตรา วัฒนา อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กรมพัฒนาที่ดินมุ่งขับเคลื่อนงานด้วยองค์ความรู้ทางวิชาการ เทคโนโลยีสมัยใหม่ และการมีส่วนร่วมของชุมชน เพื่อให้เกษตรกรใช้ประโยชน์ที่ดินได้อย่างแม่นยำ คุ้มค่า และเกิดความมั่นคงทางอาชีพในระยะยาว
จากผืนป่ารกร้าง...สู่แปลงเกษตรแห่งความหวัง นายฉิ่ง ถ่ำแก้ว เกษตรกรบ้านหนองเต่าดำ เล่าว่า พื้นที่เกือบ 40 ไร่ของตนในอดีตเคยเป็นป่ารกร้าง เต็มไปด้วยเนินดิน หิน และจอมปลวก ต้องใช้เครื่องจักรเข้าปรับพื้นที่ก่อนจึงจะสามารถเริ่มทำการเกษตรได้ ปัจจุบันพื้นที่ดังกล่าวถูกพัฒนาเป็นแปลงปลูกพืชล้มลุกและไม้ยืนต้นแบบผสมผสาน สร้างรายได้หมุนเวียนตลอดทั้งปี แต่กว่าที่จะมาถึงจุดนี้ พื้นที่ต้องเผชิญปัญหาสำคัญคือการขาดแคลนน้ำและสภาพดินที่มีหินจำนวนมาก ทำให้การเพาะปลูกเป็นไปอย่างยากลำบาก
นางธิติมา ถ่ำแก้ว เกษตรกรอีกหนึ่งรายในพื้นที่ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้พื้นที่ขาดแหล่งน้ำอย่างหนัก เมื่อเข้าสู่ฤดูแล้งต้องหยุดทำการเกษตร ส่งผลให้รายได้หายไปตามฤดูกาล “เมื่อกรมพัฒนาที่ดินเข้ามาดำเนินโครงการ ทั้งการสร้างฝายชะลอน้ำ การขุดบ่อดักตะกอน และพัฒนาระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ ทำให้มีน้ำใช้มากขึ้น พื้นที่มีความชุ่มชื้น ต้นไม้และพืชผัก เจริญเติบโตได้ดี สามารถทำการเกษตรได้ตลอดทั้งปี ชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด”
เขาชะงุ้ม บทพิสูจน์แห่งศาสตร์พระราชา ห่างจากบ้านหนองเต่าดำเพียงไม่กี่สิบกิโลเมตร คือ ศูนย์ศึกษาวิธีการฟื้นฟูที่ดินเสื่อมโทรมเขาชะงุ้มอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดราชบุรี พื้นที่ต้นแบบที่สะท้อนพระอัจฉริยภาพด้านการพัฒนาที่ดินของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในอดีต “เขาชะงุ้ม” เคยเป็นพื้นที่เสื่อมโทรมอย่างรุนแรง อยู่ในเขตเงาฝน ขาดแคลนน้ำ ไม่มีระบบชลประทาน หน้าดินถูกชะล้างพังทลายจนแทบไม่สามารถเพาะปลูกได้
เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2529 พระองค์พระราชทานแนวทางการฟื้นฟูดินเสื่อมโทรม การจัดระบบการใช้ที่ดินให้เหมาะสม และทรงแนะนำการใช้ “หญ้าแฝก” เพื่ออนุรักษ์ดินและน้ำ นับเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาพื้นที่เขาชะงุ้มอย่างเป็นรูปธรรม ตลอดระยะเวลากว่า 41 ปี พื้นที่แห่งนี้ได้เปลี่ยนจากผืนดินแห้งแล้ง กลายเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการฟื้นฟูทรัพยากรดินและน้ำที่สำคัญของประเทศ
นางสาวกฤษณา ทิวาตรี ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาวิธีการฟื้นฟูที่ดินเสื่อมโทรมเขาชะงุ้มอันเนื่องมาจากพระราชดำริ กล่าวว่า ศูนย์ฯ ได้นำแนวพระราชดำริมาประยุกต์ใช้ผ่านการวางแผนการใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างเหมาะสม ควบคู่กับมาตรการอนุรักษ์ดินและน้ำทั้งทางวิธีกลและวิธีพืช ไม่ว่าจะเป็นการสร้างฝายชะลอน้ำ คูระบายน้ำ บ่อดักตะกอน ทางลำเลียงในไร่นา และการปลูกหญ้าแฝกเพื่อป้องกันการชะล้างพังทลายของดิน “ทุกองค์ความรู้ถูกถ่ายทอดผ่านแปลงสาธิตในรูปแบบพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติที่มีชีวิต เพื่อให้เกษตรกรสามารถเห็นของจริง เรียนรู้จากของจริง และนำกลับไปประยุกต์ใช้ในพื้นที่ของตนเองได้”
อนุรักษ์ดินและน้ำ คือการรักษาอนาคต ปัจจุบันเขาชะงุ้มไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่ทดลองอีกต่อไป แต่ได้กลายเป็นศูนย์เรียนรู้ด้านการอนุรักษ์ดินและน้ำที่สำคัญของประเทศ เป็นตัวอย่างที่พิสูจน์ว่า การฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติสามารถทำได้จริง หากเข้าใจธรรมชาติและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรอย่างเหมาะสม เพราะการอนุรักษ์ดินและน้ำ ไม่ได้หมายถึงการรักษาทรัพยากรเพียงอย่างเดียว แต่คือการรักษาอาชีพของเกษตรกร รักษาความมั่นคงทางอาหาร และรักษาอนาคตของประเทศให้คงอยู่ต่อไป
Advertisement