
ความคืบหน้าหลังกลุ่มตัวแทนชาวชุมชนเคหะคลองเก้า 40 ราย สมาชิกสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนสามวาตะวันออก จำกัด รวมตัวเข้าเจรจากับชุมนุมสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนแห่งประเทศไทย จำกัด (ชสค.) และเจ้าหน้าที่สำนักงานส่งเสริมสหกรณ์กรุงเทพมหานครพื้นที่ 2 เช้าวันที่ 5 ก.พ. 2569 ที่ผ่านมา เพื่อขอให้ ชสค. "ชะลอการยึดทรัพย์" จากกรณีการฟ้องร้องดำเนินคดีระหว่างชุมนุมสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนแห่งประเทศไทย จำกัด ในฐานะเจ้าหนี้กับสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนสามวาตะวันออก จำกัด ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อสมาชิกในชุมชนเคหะคลองเก้า ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุและผู้ใช้แรงงานที่ต้องแบกรับภาระหนี้สิน ยอดเงินรวมกันไม่ต่ำกว่า 200 ล้านบาท พร้อมยื่นข้อเรียกร้อง 2 ข้อต่อชุมนุมสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนแห่งประเทศไทย จำกัด โดยข้อแรก ขอให้ชะลอการบังคับคดีและการยึดทรัพย์ออกไปก่อนเพื่อหาทางออกร่วมกัน และข้อสอง เรียกร้องให้หน่วยงานภาครัฐ ที่เกี่ยวข้องเข้ามาตรวจสอบและเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้น
จากนั้นวันที่ 10 ก.พ. 2569 ได้มีการร่วมประชุม 4 ฝ่าย ระหว่างกรมส่งเสริมสหกรณ์ โดยสำนักงานส่งเสริมสหกรณ์กรุงเทพฯพื้นที่ 2 สถาบันพัฒนาองค์ชุมชนหรือพอช.(องค์การมหาชน) และสมาชิกสหกรณ์ฯที่ได้รับความเดือดร้อนเพื่อหาทางออกร่วมกัน โดยสำนักงานส่งเสริมสหกรณ์กรุงเทพฯ พื้นที่2 เสนอแนวทางให้มีการจดทะเบียนจัดตั้งสหกรณ์บริการ ประเภทเคหสถาน ภายใต้โครงการบ้านมั่นคง
ต่อมาวันที่ 12 ก.พ. 2569 ทางสำนักงานส่งเสริมสหกรณ์กรุงเทพฯ พื้นที่ 2 ลงพื้นที่อีกครั้งเพื่อทำความเข้าใจกับสมาชิกที่ได้รับความเดือดร้อน และผู้นำชุมชนถึงแนวทางดังกล่าว ล่าสุดวันที่ 14 ก.พ. 2569 นางสาวกมลวรรณ นุชัย ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมสหกรณ์กรุงเทพมหานครพื้นที่ 2 ได้มอบหมายให้ นางสาวพิมพ์ณิตศา กลิ่นจันทร์ ผู้อำนวยการกลุ่มจัดตั้งและส่งเสริมสหกรณ์ สำนักงานส่งเสริมสหกรณ์กรุงเทพมหานครพื้นที่ 2 พร้อมคณะร่วมกับเจ้าหน้าที่สถาบันพัฒนาองค์ชุมชน นำโดยนางสาวเฉลิมศรี ระดากูล รองผู้อำนวยการสถาบันฯ ลงพื้นที่ตรวจสอบทรัพย์สินและผังที่ดิน จำนวน 205 แปลงที่มีปัญหา พร้อมชี้แจงทำความเข้าใจหาทางออกร่วมกับผู้นำชุมชนและสมาชิกสหกรณ์ฯที่ได้รับความเดือดร้อน กรณีเจ้าพนักงานบังคับคดีออกหมายออกหมายบังคับคดียึดทรัพย์ของสหกรณ์ฯ
ผลจากการหารือได้ข้อสรุปในเบื้องต้น เป็นไปตามที่สำนักงานส่งเสริมสหกรณ์กรุงเทพฯพื้นที่ 2 เสนอ โดยให้มีการจัดตั้งสหกรณ์บริการ ประเภทเคหสถาน ภายใต้โครงการบ้านมั่นคงให้กับสมาชิกที่ได้รับความเดือดร้อนเพื่อขอกู้เงินจากพอช. มาชำระหนี้ให้กับเจ้าหนี้ คือ ชุมนุมสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนแห่งประเทศไทย จำกัด โดยเร็วที่สุด
นายนิรันดร์ มูลธิดา อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เผยความคืบหน้าล่าสุดหลังได้หารือกับสถาบันพัฒนาองค์ชุมชน หรือพอช.(องค์การมหาชน) ว่าแนวโน้มเป็นไปในทางที่ดี ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างตรวจสอบข้อมูลของสมาชิกทั้ง 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มชำระหนี้หมดแล้ว แต่ยังไม่ได้รับโฉนดคืน กลุ่มที่อยู่ระหว่างการชำระหนี้และกลุ่มที่ยังคงค้างชำระ ซึ่งต้องใช้เวลาสักระยะ ขณะเดียวกันก็ได้มีการเตรียมจดทะเบียนจัดตั้งสหกรณ์ใหม่ขึ้นมารองรับ ภายใต้ชื่อสหกรณ์บริการ ประเภทเคหสถาน ภายใต้โครงการบ้านมั่นคงขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว
"ที่พูดคุยกันเบื้องต้นเตรียมจัดตั้งสหกรณ์ใหม่ขึ้นมารองรับ ปกติใช้เวลาประมาณ 6 เดือน แต่กรณีนี้จะเร่งให้เสร็จภายใน 1-2 เดือน จากนั้นเปิดรับสมาชิกโดยกลุ่มแรกเป็นผู้ได้รับความเดือดร้อนจากทั้ง 3 กรณีก่อน โดยสหกรณ์จะขอสินเชื่อจากพอช.เพื่อไปชำระหนี้ให้กับชสค.ตอนนี้มีหนี้ประมาณ 300 ล้าน แต่อาจไม่กู้มาทั้งหมด ก็คืออาจจ่ายให้ชสค.ก่อนบางส่วนก่อนประมาณ 200 ล้าน ส่วนที่เหลือค่อยทยอยจ่าย" อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์เผย
นายนิรันดร์กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ยังได้หารือกับทางชสค.ขอให้ระงับการฟ้องร้องและการบังคับคดีเอาไว้ก่อน จนกว่าจะจัดตั้งสหกรณ์ใหม่แล้วเสร็จเพื่อขอกู้เงินจากพอช.นำมาเคลียร์หนี้ที่ค้างชำระทั้งหมด ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาไม่นานประมาณ 1-2 เดือน "เท่าที่พูดคุยกับทางชสค.แนวโน้มเป็นไปทางที่ดี เขาจะระงับการฟ้องร้องและบังคับคดีเอาไว้ก่อน รอการจัดตั้งสหกรณ์ใหม่ให้แล้วเสร็จ น่าจะจัดตั้งได้ภายในเดือนสองเดือนนี้ เพราะเป็นกรณีเร่งด่วนต้องรีบดำเนินการ แต่ก็ขึ้นอยู่กับสมาชิกด้วยว่ามีความพร้อมมากน้อยแค่ไหน ส่วนการเจรจากับเจ้าหนี้ คือ ชสค. เราขอปรับลดบางส่วน ลดค่าปรับ ลดดอกเบี้ยแล้วมาเจรจาสัดส่วนกับสมาชิก ซึ่งเขาก็โอเค"
อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ย้ำด้วยว่า หลังทุกอย่างดำเนินการเสร็จเรียบร้อย สมาชิกที่ชำระหนี้หมดแล้ว ให้นำหลักฐานเอกสารการจ่ายเงินมายื่นกับสหกรณ์สามารถรับโฉนดได้ทันที ส่วนสมาชิกที่ยังค้างชำระและพร้อมชำระหนี้ส่วนที่เหลือจนหมด สหกรณ์ก็พร้อมโอนโฉนดได้ทันทีเช่นกัน ส่วนคนที่ไม่ได้ชำระหนี้ ก็ให้ทยอยชำระกับทางสหกรณ์ต่อไป ในวงเงินที่ตัวเองสามารถส่งได้ ส่วนแนวทางอื่นค่อนข้างยากพอสมควร
อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่เกิดขึ้นนี้เป็นผลมาจากบริหารงานภายในของสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนสามวาตะวันออก จำกัด หลังกรมส่งเสริมสหกรณ์ โดยสำนักงานส่งเสริมสหกรณ์กรุงเทพฯพื้นที่ 2 ตรวจสอบพบว่ามีการทุจริตเกิดขึ้น 3 ครั้ง และยังขาดการส่งงบการเงินต่อเนื่อง 7 ปี ตั้งแต่ปี 2557-64 จนกระทั่งนายทะเบียนมีคำสั่งให้ยกเลิกสหกรณ์ฯในปี 2564 ในขณะที่สมาชิกสหกรณ์ยังไม่ทราบว่าสหกรณ์มีปัญหาภายใน เนื่องจากไม่มีการสื่อสารกันระหว่างสหกรณ์ฯกับสมาชิก ส่งผลทำให้สมาชิกบางส่วนยังส่งเงินชำระหนี้ตามปกติ จนครบตามวงเงิน แต่ทว่ายังไม่สามารถไถ่ถอนโฉนดคืนออกมาได้ โดยสหกรณ์ฯได้นำโฉนดดังกล่าวไปค้ำไว้ที่ชุมนุมสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนแห่งประเทศไทย จำกัด 16 สัญญา จำนวน 205 แปลง ซึ่งประกอบด้วยสมาชิก 3 ประเภท 1.สมาชิกที่ชำระหนี้ครบตามจำนวน แต่ยังไม่ได้รับโฉนดคืน 2.สมาชิกที่ยังคงค้างชำระ และ 3.สมาชิกที่ไม่ได้ชำระหนี้
Advertisement