คู่กรณีโต้! สาวถูกรถชนต้องตัดขาเรียกค่าทำขวัญโหด 14 ล้าน ยันไม่เคยซ้ำเติม

กรณีสาวเชียงใหม่โพสต์เฟซบุ๊กร้องขอความเป็นธรรมถูกคู่กรณีขับรถยนต์ชนได้รับบาดเจ็บสาหัส ตนเองต้องถูกตัดขาทิ้ง ส่วนสามีขาหักยังเดินไม่ได้นานร่วม 2 เดือนแล้ว แต่คู่กรณีไม่เคยแสดงความรับผิดชอบใดๆ แถมซ้ำเติมกล่าวหาว่าสำออยและท้าให้ไปฟ้องร้อง ด้านคู่กรณีโต้ระบุว่าได้พยายามแสดงความรับผิดชอบแล้ว โดยรถยนต์ที่ลูกชายขับไปชนทำประกันชั้น 1 ไว้ แต่คู่กรณีเรียกร้องค่าเสียหายถึง 14 ล้านบาท พร้อมยันไม่เคยพูดจาซ้ำเติมและท้าให้ไปฟ้องร้อง (อ่านข่าว : สาวร้องถูกรถชนจนต้องตัดขา ซ้ำถูกคู่กรณีไม่สำนึกด่าสำออย-ท้าให้ฟ้องเอาผิด)

จากกรณีผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ “FhonCm” โพสต์บอกเล่าเรื่องราวว่าประสบอุบัติเหตุถูกรถเก๋งชนจนต้องตัดขาข้างขวา โดยที่คู่กรณีไม่ได้มารับผิดชอบและทำให้ครอบครัวเดือดร้อนอย่างหนักเพราะตัวเองต้องออกจากงานและสามีทำงานไม่ได้ โดยเหตุดังกล่าวเกิดช่วงสายวันที่ 28 ก.พ.61 ซึ่งผู้ขับขี่รถเก๋งคันดังกล่าวเป็นผู้ชายได้ขับชนเธอจนได้รับบาดเจ็บเท้าขวาถึงกับเละ ทำให้หมอต้องตัดขาตั้งแต่ช่วงใต้เข่าลงไปเพื่อรักษาชีวิตเธอ ทั้งนี้ผ่ามาเกือบ 2 เดือนแล้ว แต่คนขับรถชนที่เป็นคู่กรณีไม่เคยมาดูแลไม่รับผิดชอบใดๆแม้แต่การแสดงความเสียใจรวมทั้งแม่ของคู่กรณียังมีการพูดจาซ้ำเติมด้วย

ล่าสุดผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการตรวจสอบข้อมูลพบว่าคู่กรณีที่ขับรถยนต์นั้นคือ นายณัฐพล ปันทกา อายุ 21 ปี คนขับรถยนต์ และนางสาวอรณ์ชาริญาณ์ วงศ์วริญาภา อายุ 44 ปีมาดาอยู่ในรถคันดังกล่าว โดย นางสาวอรณ์ชาริญาณ์ กล่าวว่า ยอมรับว่าลูกชายเป็นคนขับรถยนต์คันที่เกิดเหตุเฉี่ยวชนกับรถจักรยานยนต์ของคู่กรณีจริง อย่างไรก็ตามยืนยันว่าไม่ได้ปฏิเสธความรับผิดชอบแต่อย่างใด เพราะรถยนต์ที่เกิดเหตุมีการทำประกันชั้น 1 ไว้ ซึ่งรับผิดชอบในส่วนของคู่กรณีอยู่แล้ว แต่ในส่วนของตัวเองต้องรับผิดชอบค่าซ่อมรถยนต์เองเพราะลูกชายไม่มีใบขับขี่ เพียงแต่ที่ยังตกลงกันไม่ได้ เนื่องมาจากทางฝั่งคู่กรณีเรียกร้องค่าเสียหายเป็นเงินรวมทั้งสิ้นประมาณ 14 ล้านบาท ระบุว่าเป็นค่าเสียหายจากการที่ต้องถูกตัดขาจนไม่สามารถทำงานได้ ซึ่งตัวเองเห็นว่าเป็นจำนวนเงินที่สูงเกินไปและตัวเองไม่กำลังที่จะจ่ายได้อย่างแน่นอน เพราะไม่ได้มีฐานะดีและเป็นเพียงคนหาเช้ากินค่ำ แต่ละเดือนมีรายได้ไม่เพียงพอยังต้องหยิบยืมเงินคนอื่นมาใช้จ่ายในครอบครัวด้วยซ้ำ

ส่วนที่มีการกล่าวหาว่ามีการพูดจาซ้ำเติมคู่กรณีว่าสำออยและให้ไปฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายนั้น นางสาวอรณ์ชาริญาณ์ ยืนยันว่าไม่เคยพูดจาดังกล่าวกับคู่กรณีอย่างแน่นอน โดยระหว่างที่คู่กรณี ซึ่งเป็นคนที่อยู่หมู่บ้านติดกันในตำบลสุเทพรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลได้เดินทางไปเยี่ยมและเป็นฝ่ายที่ถูกขอร้องให้กลับด้วย เพราะครอบครัวทางฝ่ายคู่กรณีอ้างว่าสามีของนางสาวจันจิราที่ถูกตัดขายังอยู่ในอารมณ์โกรธ จึงไม่ต้องการให้เกิดการปะทะอารมณ์กัน

ขณะที่คดีความที่มีการระบุว่าไม่คืบหน้านั้น ที่ผ่านมาทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้มีการนัดพูดคุยเจรจากันที่สถานีตำรวจแต่ไม่สามารถตกลงกันได้และญาติฝ่ายคู่กรณียังได้พยายามมาทำร้ายลูกชายของตัวเองด้วย ประกอบกับค่าเสียหายที่ถูกเรียกร้องเป็นเงินสูงถึงประมาณ 14 ล้านบาท ที่คำนวณจากรายได้ต่อเดือนของคู่กรณีคนละ 8,500 บาท ไปจนถึงอายุ 99 ปี รวมทั้งค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันอื่นๆ ซึ่งเกินกำลังของตัวเองจริงๆจึงให้เป็นหน้าที่ของประกันในการดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายที่อาจจะต้องมีการฟ้องร้องกันในชั้นศาล

นอกจากนี้นางสาวอรณ์ชาริญาณ์บอกว่าในประเด็นที่กลัวว่าจะไม่ได้รับความเป็นธรรมในคดีนี้นั้นควรจะเป็นฝ่ายของตัวเองมากกว่า ที่กังวลเพราะพ่อของคู่กรณีฝ่ายชายเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ที่สถานีตำรวจภูธรภูพิงคราชนิเวศน์ ซึ่งเป็นสถานีตำรวจที่รับแจ้งความและรับผิดชอบคดีนี้ ขณะที่ตัวเองอยู่กันเพียงลำพังสองคนแม่ลูกและไม่ได้เป็นผู้มีอิทธิพลใดๆพร้อมย้ำว่าจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้พยายามแสดงความรับผิดชอบและแสดงน้ำใจอย่างเต็มที่ แต่ด้วยข้อจำกัดทางฐานะการเงินจึงสามารถทำได้ประมาณหนึ่งเท่านั้นไม่สามารถที่จะจ่ายเงินค่าเสียหาย 14 ล้านบาท หรือค่าเสียเวลา 5 แสนบาทอย่างที่คู่กรณีต้องการ ซึ่งในท้ายที่สุดหากจะต้องมีการฟ้องร้องกันคงต้องให้เป็นไปตามนั้นเพราะไม่มีเงินจริงๆแม้กระทั่งรถยนต์ที่ชนยังไม่มีเงินไปจ่ายค่าปรับทำให้ต้องจอดทิ้งไว้ที่สถานีตำรวจมาตลอดตั้งแต่เกิดเรื่องไม่รวมค่าซ่อมที่ประเมินไว้อีกหลายหมื่นบาท

ด้านนายณัฐพล คนขับรถยนต์ เปิดเผยว่า ระหว่างเกิดเหตุได้ขับรถมาด้วยความเร็วปกติมาตามถนนดังกล่าวที่ค่อนข้างแคบ จากนั้นได้หักหลบรถยนต์ที่จอดข้างทางแล้วกำลังหักกลับเข้าช่องทางปรากฏว่ารถจักรยายนต์ของคู่กรณีได้ขับสวนมาชนเข้าที่ด้านข้างของรถยนต์จนล้มดังกล่าว ทั้งนี้ยืนยันว่าไม่ได้พยายามหลบหนีทั้งที่รถยางแตกอย่างมีการกล่าวหาเพียงแต่พยายามนำรถเข้าข้างทางเท่านั้น ส่วนในเรื่องของคดีความกับคู่กรณีนั้นในเวลานี้คงต้องปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการกฎหมาย

ขณะที่จากการสอบถาม พันตำรวจเอก ปิติพงษ์ บุตรเปี่ยม ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูพิงคราชนิเวศน์ เปิดเผยว่าเบื้องต้นขอตรวจสอบรายละเอียดเกี่ยวคดีดังกล่าวกับทางพนักงานสอบสวนที่รับผิดชอบอีกครั้งหนึ่ง ก่อนแต่ยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายอย่างแน่นอน

keyboard_arrow_up