พ่อจ่อฟ้อง ตร.สน.หลักสองกระบองฟาดลูกคลั่งยา งงโผล่ขอโทษอ้างมีลูกเมียต้องดูแล (คลิป)

วันที่ 13 ก.ค. 62 ครอบครับของหนุ่มคลั่งวัย 30 ปี ซึ่งถูกปรากฏในคลิปตำรวจสน.หลักสองทำร้ายร่างกายขณะจับกุม เมื่อวันที่ 7 ก.ค. ที่ผ่านมา ได้ออกมาร้องขอความเป็นธรรมกับสื่อ เพราะเชื่อว่าตำรวจทำเกินกว่าเหตุ โดยนายทอง (นามสมมติ) อายุ 66 ปี พ่อของชายคลุ้มคลั่ง เปิดใจว่า ตั้งแต่ลูกชายโดนเจ้าหน้าที่ตำรวจทำร้ายร่างกาย จนกระทั่งมีการถ่ายคลิปลงในโลกออนไลน์ ตนเองไม่เคยติดตามหรือได้ดูคลิปดังกล่าว จนกระทั่งวันที่เดินทางมาหาลูกสาวที่กรุงเทพฯ ลูกสาวได้เปิดคลิปให้ตนเองดู แต่ตัวเองไม่กล้าดู ได้แต่ฟังเสียงจากในคลิปเท่านั้น เพราะกลัวว่าโรคประจำตัวเกี่ยวกับความดันที่ตนเองป่วยอยู่จะอาการกำเริบ และกลัวจะทำใจไม่ได้

ภาพจากคลิปที่ถูกเผยแพร่

ซึ่งลูกสาวได้เล่าให้ฟังว่า คลิปดังกล่าวมีการเตะและทุบตีลูกชาย ตนเองจึงไม่อยากดูคลิป เพราะเพียงแค่เสียงที่ได้ยินการร้องขอความช่วยเหลือ แสดงถึงความเจ็บปวดของลูก แม้กระทั่งเสียงที่ถูกทุบตี ดังออกมาจากมือถือตนเองก็ทำใจไม่ได้แล้ว

นายทอง (นามสมมติ) พ่อของชายคลุ้มคลั่ง

โดยเหตุการณ์ครั้งนี้ ส่วนตัวมองว่าเป็นการทำเกินกว่าเหตุ และในวันจันทร์ที่ 15 ก.ค.นี้ หากตัวเองไปเยี่ยมลูกชายที่เรือนจำ และพบว่าลูกชายมีอาการบาดเจ็บมากกว่าที่คิด ตัวเองก็จะไม่ยอมเจ้าหน้าที่ และจะไม่มีการยอมความ ที่สำคัญพฤติกรรมดังกล่าวไม่ใช่พฤติกรรมของผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ เพราะคำนี้หมายถึงคนดูแลความสุข แก้ไขทุกข์ร้อนให้กับประชาชน แต่การจับในข้อหาเสพยาเสพติดไม่ใช่ฆ่าคนตาย ก็ควรจะมีการจับกุมและส่งฟ้องศาลตามกฎหมาย ไม่ใช่ลงไม้ลงมือกันแบบนี้

ทั้งนี้ ในสภาพความเป็นจริงวันเกิดเหตุ ในมือลูกชายไม่มีอาวุธ และยังมีกุญแจมือล็อกอยู่ ทำไมถึงมีการทำร้ายร่างกายและรังแกคนไม่มีทางสู้ขนาดนั้น ส่วนที่มีคนออกมาแฉเกี่ยวกับพฤติกรรมก่อนถูกจับกุม ว่าในวันเกิดเหตุชายคลุ้มคลั่งได้ถุยน้ำลายใส่ตำรวจ หรือมีพฤติกรรมขัดขืนการจับกุมนั้น จากที่ตนเองเลี้ยงลูกจนโตมา ไม่เคยมีพฤติกรรมดังกล่าว แต่อาจเป็นเพราะฤทธิ์ยาเสพติดจึงทำให้มีอาการคลุ้มคลั่ง

นางสาวมด (นามสมมติ) น้องของชายคลุ้มคลั่ง

นางสาวมด (นามสมมติ) อายุ 29 ปี น้องสาวของชายคลุ้มคลั่ง เปิดใจว่า หากจะมีการจับกุมในข้อหาเสพยาเสพติดครอบครัวก็ไม่ได้ขัดข้อง เพราะเนื่องจากพี่ชายมีพฤติกรรมใช้ยาเสพติดบ้างบางครั้ง แต่เหตุการณ์ครั้งนี้กลับถูกโดนทำร้ายร่างกาย ซึ่งหากเจ้าหน้าที่อ้างว่าไม่สามารถควบคุมเอาไว้ได้ ก็ควรจะมีการสั่งสอนเพียงแค่ 1-2 ครั้งพอ แต่ไม่ใช่วิธีการเข้ามารุมทำร้าย และร่วมกันใช้ไม้กระบองฟาดจนได้รับบาดเจ็บ

และจากคลิปที่ปรากฏ หากสังเกตให้ดีพี่ชายของตนเองได้พยายามร้องขอชีวิตและบอกกับตำรวจว่า “พอแล้ว พอแล้ว” แต่ก็ยังมีการกระทำซ้ำ อีกทั้งกลุ่มตำรวจที่อยู่ด้วยกันก็ไม่มีคนห้ามปราม และยอมรับแม้ว่าพี่ชายของตนเองจึงมีการขัดขืน แต่ก็ไม่ควรที่จะจบลงด้วยวิธีการต้องโดนทำร้ายร่างกาย ยืนยันว่าพี่ชายของตัวเองเป็นคนปกติ ไม่ใช่ผู้ป่วยหรือบุคคลวิกลจริต แต่พฤติกรรมที่เกิดขึ้นอาจเป็นเพราะว่าผลข้างเคียงเกี่ยวกับการใช้ยาเสพติดเท่านั้น

ในวันเดียวกันนี้ ที่ สน.หลักสอง เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เชิญครอบครัวเข้ามาเจรจาพูดคุย โดยมีผู้กำกับการสถานีเป็นคนประสานงาน และมีกรรมการจาก บก.น.9 มาร่วมรับฟัง ซึ่งขณะตำรวจชี้แจงรายละเอียดให้กับครอบครัวฟังนั้น ได้มีบุคคล 2 คน ซึ่งเป็นตำรวจชุดที่ปฏิบัติงานในวันดังกล่าวออกมาขอโทษและชี้แจงกับครอบครัว เพื่อไม่ให้เอาผิด เพราะเจ้าหน้าที่ทุกคนมีครอบครัวมีลูก อีกทั้งในระหว่างการพูดคุยนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ชี้แจงกับครอบครัวว่ากระบองที่ใช้ทุบตี เป็นกระบองที่มีน้ำหนักเบาและทุบตีไม่เจ็บ ส่วนในวันจันทร์ที่ 15 ก.ค. ญาติและครอบครัวทุกคนจะเดินทางไปเยี่ยมชายที่ถูกทำร้ายเพื่อดูอาการบาดเจ็บ ก่อนที่จะมีการแจ้งความหรือเอาผิดกับเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดทำงาน

keyboard_arrow_up