หนุ่มหลั่งน้ำตาพ้นคุก คดีแพะลังส้มรายที่ 2 แฉ ตร. จับผิดตัว ต้องวิ่งหาหลักฐานเอง ทำชีวิตพัง (คลิป)

จากกรณีครอบครัวผู้ต้องหาในคดียาเสพติดในลังส้ม ร้องเรียนผ่านอมรินทร์ทีวี ว่ามีคนในครอบครัวโดนจับข้อหาร่วมกันขนส้ม ซุกยาบ้า 52,000 เม็ด ทั้งที่ผู้ต้องหาทำงานอยู่บ้าน ไม่ได้อยู่ในที่เกิดเหตุ และมีกล้องวงจรปิดระบุพิกัดเป็นหลักฐานชัดเจน โดยตำรวจอ้างว่ารถที่ถูกจับได้ เป็นรถที่ครอบครัวใช้งาน จึงขยายผลจับกุม (อ่าน : แพะโผล่อีก โยง “ยาบ้าลังส้ม” งัดวงจรปิดสู้ ตอนขนยาอยู่ที่อื่น เหตุซวยเพราะรถ)

นายอรรถพล หลังได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำ

ล่าสุด วันที่ 12 ก.ค. 62 นายอรรถพล สันประเสริฐ อดีตผู้ต้องขัง ได้รับการปล่อยตัวออกจากเรือนจำแล้ว พร้อมโผกอดแม่และครอบครัว ร่ำไห้ด้วยความดีใจ

แขกรับเชิญร่วมรายการต่างคนต่างคิด

รายการต่างคนต่างคิด ทางอมรินทร์ทีวี ช่อง 34 ออกอากาศวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 18.20 น. ได้เชิญ นายอรรถพล สันประเสริฐ อดีตผู้ต้องขัง, นางทิพาพร เกตุประสิทธิ์ แม่ของอดีตผู้ต้องขัง พร้อมญาติ ๆ และนายวรกร พงษ์ธนากุล ทนายความ ร่วมพูดคุยในรายการ

นายอรรถพล สันประเสริฐ อดีตผู้ต้องขัง

นายอรรถพล สันประเสริฐ อดีตผู้ต้องขัง อายุ 27 ปี เปิดเผยว่า ตนอยู่เรือนจำ ก็หวาดผวา เพราะมีคนที่ถูกดำเนินคดีฆ่าคนตาย 2 ศพ มานอนข้าง ๆ ตน ขยับตัวตอนนอนตนก็ตกใจตื่น แล้วคิดว่าวันพรุ่งนี้จะตื่นขึ้นมาได้อีกหรือไม่ อีกทั้งนอนร้องไห้ทุกคืน นั่งกินข้าวก็ร้องไห้ เพราะคิดถึงญาติที่บ้าน และคิดว่าถ้าหากต่อสู้คดีก็อาจจะติดคุกตลอดชีวิต เนื่องจากยาเสพติดในคดีตนมีเยอะมาก

จนกระทั่งเช้าวันนี้ เจ้าหน้าที่เรียกให้ตนมาเก็บที่นอน ตนคิดว่าจะถูกย้ายที่นอน เจ้าหน้าที่บอกว่าจะปล่อยตัวออกจากเรือนจำ ตนดีใจมาก ขอขอบคุณผู้ใหญ่และเพื่อน ๆ ที่ช่วยเหลือ ตนออกมาเจอแม่และญาติ ก็ร้องไห้ด้วยความดีใจ หลังจากอยู่ในเรือนจำ 69 วัน และไม่เคยคิดว่าชีวิตนี้จะได้ออกจากเรือนจำ

ภาพจากกล้องวงจรปิด นายอรรถพลที่ร้านสะดวกซื้อ

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ก่อนถูกจับ วันที่ 4 พ.ค. 62 ตำรวจเรียกไปคุย ให้ตนตรวจฉี่ ก็ไม่พบสารเสพติด ตำรวจก็บอกว่ามีหมายจับตน แล้วนำหลักฐานภาพที่คนขับรถยนต์ของแม่ตน ที่ขายไปแล้วตั้งแต่ปี 2560 ซึ่งตนก็ยืนยันว่าไม่ใช่ตัวเอง ลักษณะร่างกายก็แตกต่างกันโดยชิ้นเชิง ตนผอม ผมยาว แต่ในภาพ ผิวขาว ล่ำ และผมสั้น พร้อมยืนยันว่าไม่เคยไปในพื้นที่เกิดเหตุด้วย และให้โทรศัพท์มือถือเพื่อตรวจสอบสัญญาณการโทรเข้า-ออก หรือการโอนเงิน จากนั้น ตนก็ถูกดำเนินคดี พร้อมถูกคุมเข้าเรือนจำ วันที่ 5 พ.ค. 62

อย่างไรก็ตาม หลังจากหลุดคดี ยอมรับว่าตนโกรธการทำงานของตำรวจที่ออกมายจับง่ายมาก ในทางกลับกัน ถ้าหากตนไม่มีหลักฐานกล้องวงจรปิด ก็อาจจะต้องติดคุกตลอดชีวิต และอยากฝากบอกตำรวจว่า

นางทิพาพร เกตุประสิทธิ์ แม่ของอดีตผู้ต้องขัง

นางทิพาพร เกตุประสิทธิ์ แม่ของอดีตผู้ต้องขัง เปิดเผยว่า รถของตนที่ตำรวจใช้เป็นหลักฐานว่าลูกชายตนขับไปในที่เกิดเหตุส่งยาเสพติด ยืนยันว่าขายไปตั้งแต่ปี 2560 โอนลอย แต่ยังเป็นชื่อของตนอยู่ และเมื่อตำรวจยับเสพติดพบว่าเป็นชื่อตน เห็นว่าคนขับเป็นผู้ชาย จึงมาดำเนินคดีกับลูกชายตน วันที่ 3 พ.ค. 62 ตำรวจมาที่บ้าน แต่ไม่มีคนอยู่บ้าน เพื่อนบ้านบอกว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารกระโดดเข้าไปในบ้านของตน โดยถือบัตรประชาชนจากทะเบียนราษฎร์ของตนและลูกชายมาสอบถาม เพื่อให้เพื่อนบ้านยืนยันว่าตนและลูกชายอยู่ที่บ้านจริง เมื่อตนทราบ จึงเดินทางไปที่โรงพักทันที แต่เจ้าหน้าที่ไม่ได้บอกว่ามีคดี แต่มาเยี่ยม พร้อมสอบถามตนว่าลูกชายมีพฤติกรรมมั่วสุมหรือไม่

ผู้เกี่ยวข้องกับการซื้อ-ขายรถ คันที่ถูกตำรวจจับกุม

ทั้งนี้ หลังจากลูกชายถูกคุมขัง ตนพยายามไปหาหลักฐานจากกล้องวงจรปิดมาแสดงกับตำรวจ ซึ่งยืนยันได้ว่าลูกชายอยู่ในสถานที่ต่าง ๆ ตั้งแต่เช้า จนถึงเย็น ไม่ได้ไปในพื้นที่เกิดเหตุย่านตลาดไท ในช่วงเวลาเกิดเหตุ แต่ก็ไม่มีความคืบหน้า จึงไปร้องเรียนที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พบตำรวจชั้นประทวนหน้าป้อม บอกตนว่าเคยติดตามที่ตนมาออกรายการที่อมรินทร์ทีวี จึงพาไปพบจเรตำรวจ รวมทั้งหอบหลักฐานไปยื่นอีกหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อขอความช่วยเหลือ และป้าของนายอรรถพลเองก็ขาดรายได้จากการขายของด้วย อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าตนโกรธตำรวจชุดจับกุมมาก เพราะเป็นผู้บริสุทธิ์

นายวรกร พงษ์ธนากุล ทนายความ

นายวรกร พงษ์ธนากุล ทนายความ เปิดเผยว่า ตนคิดว่าหลักฐานจากกล้องวงจรปิดของครอบครัวผู้เสียหายที่ยืนยันความบริสุทธิ์ ก็มีเพียงพอแล้ว ตำรวจควรต้องมีหลักฐานที่ชัดเจนกว่านี้ในการจับกุม เช่น การตรวจจับสัญญาณการติดต่อกับบุคคลอื่น หรือเส้นทางการโอนเงิน

ทั้งนี้ คดีที่นายพิชิต เชิดธรรม อดีตผู้ต้องหา ที่เป็นแพะถูกจับกุมคดียาเสพติดในลังส้ม โดยตนได้พูดคุยกับร้อยเวรพนักงานสอบสวนว่าผู้ถูกจับกุมเป็นแพะ ซึ่งร้อยเวรก็บอกว่าจะช่วย หาทางปล่อยตัว และไปคุยกับผู้กำกับ จนกระทั่ง คดีของนายอรรถพล ร้อยเวรก็เรียกตนไปสอบถามเช่นกัน ตนก็บอกว่าเป็นแพะอีกคน อย่างไรก็ตาม ผู้เสียหายสามารถฟ้องกลับชุดจับกุมได้ ฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

keyboard_arrow_up