Paul Kruhman นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล ที่ยืนอยู่ตรงข้ามกับ “สกุลเงินดิจิทัล”

กลายเป็นประเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจไปทั่วโลก เมื่อเฟซบุ๊กและพันธมิตรจาก 27 บริษัทชั้นนำในวงการสตาร์ทอัปและการเงิน ได้ร่วมมือกันเปิดตัวเงินสกุลดิจิทัลใหม่ “Libra” ที่มีกำหนดใช้ในปี 2020 ด้านผู้เชี่ยวชาญหวั่นเรื่องความปลอดภัยและการทำตัวเป็นธนาคารกลางของโลกรายใหม่ของเฟซบุ๊ก (อ่านเพิ่มเติม : ทำความรู้จักกับ “สกุลเงินดิจิทัล” หลังเฟซบุ๊กประกาศเปิดตัวสกุลเงินใหม่ “Libra”)

แม้จะมีคนจำนวนมากที่ให้ความสนใจกับเงินสกุลใหม่นี้ แต่ขณะเดียวกันก็มีกลุ่มคนที่ไม่เห็นด้วยกับสกุลเงินดิจิทัลเป็นอย่างมาก เช่น Paul Kruhman นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล ที่ไม่ชอบระบบการเงินดิจิทัลอย่างมาก โดยเฉพาะบิตคอยน์ ทั้งยังเคยให้สัมภาษณ์หลายต่อหลายครั้งว่า “มันเป็นฟองสบู่ที่ไม่สามารถดำรงอยู่ได้”

Paul Krugman

Paul Kruhman ได้อธิบายเกี่ยวกับสกุลเงินดิจิทัลว่ามีความเชื่อมโยงกับ “ความคลั่งทิวลิป” ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างยุคทองของเนเธอร์แลนด์ เมื่อเกิดการตั้งราคาสัญญาการค้าขายหัวทิวลิปสายพันธุ์ใหม่กันอย่างสูงผิดปกติ จนถึงจุดสูงสุดก่อนที่ราคาจะตกฮวบลงมาอย่างฉับพลัน ในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1637 ในระหว่างที่ความคลั่งทิวลิปกำลังอยู่ที่จุดสูงสุด ราคาสัญญาการซื้อขายดอกทิวลิปต่อหัวสูงเกินสิบเท่าของรายได้ต่อปีของช่างฝีมือในช่วงระยะเวลาเดียวกัน

เหตุการณ์นี้ถือกันว่าเป็นเหตุการณ์แรกของภาวะฟองสบู่จากเก็งกำไร คำว่า “ความคลั่งทิวลิป” กลายมาเป็นคำที่นิยมใช้ในปัจจุบัน ซึ่งเป็นอุปมาเมื่อกล่าวถึงภาวะฟองสบู่ขนาดใหญ่

เครื่องมือขุดหาเหรียญ ทำจากหน่วยประมวลผลกราฟิกส์ ปี 2012

แม้คริปโทเคอร์เรนซีและเงินดิจิทัลจะบริหารจัดการผ่านเทคนิคการเข้ารหัสที่ก้าวหน้า แต่รัฐบาลในหลายประเทศก็ค่อนข้างระมัดระวังต่อพวกมัน โดยเกรงการไม่มีการควบคุมแบบรวมศูนย์และผลที่มันมีต่อความปลอดภัยทางการเงิน องค์กรควบคุมของรัฐหลายประเทศได้ให้คำเตือนต่อต้านคริปโทเคอร์เรนซี และบางประเทศก็ได้ทำการควบคุมอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อปรามผู้ใช้บริการ นอกจากนั้นธนาคารจำนวนมากยังไม่มีบริการสำหรับคริปโทเคอร์เรนซี และปฏิเสธให้บริการแก่บริษัทเงินเสมือน เทียบกับบริการทางการเงินปกติที่มีหลักซึ่งมั่นคงเพื่อป้องกันผู้บริโภค บิตคอยน์ไม่มีผู้มีอำนาจพอที่จะจำกัดความเสียหายถ้ามีการสูญเสียหรือถูกขโมย ยกตัวอย่างเช่น คุณสมบัติหนึ่งอของคริปโทเคอร์เรนซีที่ไม่มีเทียบกับบัตรเครดิตก็คือ การป้องกันผู้บริโภคจากการฉ้อฉล คือการให้เงินคืนแก่ผู้บริโภค

นอกจากนี้ยังมีปัญหาทางเทคนิคอื่น ๆ ที่ควรพิจารณา ยกตัวอย่างเช่น ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเกี่ยวกับคริปโทเคอร์เรนซีเช่น บิตคอยน์ มีผลเป็นการลงทุนสูงสำหรับผู้ขุดหาเหรียญเพื่อซื้อฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์พิเศษ ธุรกรรมเนื่องกับคริปโทเคอร์เรนซีปกติจะย้อนกลับไม่ได้หลังจากมีบล็อกจำนวนหนึ่งที่ได้ยืนยันธุรกรรมแล้ว นอกจากนั้น คริปโทเคอร์เรนซีอาจหายไปอย่างถาวรจากหน่วยเก็บข้อมูลส่วนตัว เนื่องจากมัลแวร์หรือข้อมูลสูญหาย ซึ่งก็อาจเกิดเนื่องจากสื่อข้อมูลเสียหาย ทำให้เงินหายจากระบบอย่างถาวร

keyboard_arrow_up