เปิดประวัติ “ผักตบชวา” มาไทยได้อย่างไร ทำไมต้องช่วยกันเก็บไปทิ้งคนละ 2-3 ต้น

เชื่อว่าหลายคนคงคุ้นหูกับชื่อของ “ผักตบชวา” มาตั้งแต่อ้อนแต่ออก และอาจมีบางคนเผลอคิดไปว่าเจ้าพืชลอยน้ำได้ชนิดนี้ มีต้นกำเนิดในประเทศไทยเสียด้วยซ้ำ ทั้งที่ความจริงแล้วมันก็คือหนึ่งในสายพันธุ์ต่างถิ่น ที่สร้างปัญหาต่อระบบนิเวศในหลายประเทศทั่วโลก และยังไม่มีแนวทางที่จะปราบมันได้อย่างเด็ดขาด เพราะมันสามารถปรับตัวให้อยู่ได้ในทุกสภาพน้ำ และยังเป็นพืชน้ำล้มลุกอายุหลายฤดูอีกด้วย

แรกเริ่มเดิมที ผักตบชวา เป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดในแถบทวีปอเมริกาใต้ บริเวณลุ่มน้ำอเมซอน ประเทศบราซิล มีดอกสีม่วงอ่อนคล้ายช่อดอกกล้วยไม้ และด้วยความสวยงามของดอกนี้เอง ที่ทำให้มันถูกนำเข้าไปยังหลายประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยที่มีการนำเข้าผักตบชวามาในปี พ.ศ. 2444 ช่วงในสมัยรัชกาลที่ 5 โดยนำเข้ามาจากเกาะชวาในฐานะเป็นไม้ประดับสวยงาม โดยขณะเสด็จประพาสประเทศอินโดนีเซีย พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระบรมราชินีนาถ เมื่อปี พ.ศ. 2439 สมเด็จพระนางเจ้าฯ ได้ทอดพระเนตรเห็นนางกำนัล ตลอดจนเจ้านายฝ่ายในของสุลต่าลเกาะชวาได้ใช้ดอกของพืชชนิดนี้ทัดหู มีความสวยงามของสีม่วงอมฟ้าพร้อมกับมีดอกที่ใหญ่ จึงได้มีรับสั่งให้เก็บผักตบชวาจำนวน 3 เข่ง เพื่อนำมาปลูกไว้ในประเทศไทย พร้อมกับนำน้ำจากพื้นถิ่นกลับมาด้วยจำนวน 10 ปี๊บ เพื่อไม่ให้ผักตบชวาผิดน้ำ

ในช่วงแรกนั้น ผักตบชวาในประเทศไทยเริ่มใส่อ่างดินเลี้ยงไว้หน้าสนามวังสระปทุม ผักตบชวาก็เจริญเติบโตงอกงามอย่างมากมาย และได้ทรงพระราชทานหน่อให้เจ้านายพระองค์อื่นและบรรดาข้าราชบริพารเพื่อนำไปปลูกด้วย ในระยะเวลาเพียงไม่กี่เดือน ผักตบชวาก็แพร่กระจายพันธุ์จนเต็มวังสระปทุม จนต้องนำไปปล่อยทิ้งไว้ที่คลองสามเสนหลังวัง พร้อมกับคลองอื่น ๆ เช่น คลองเปรมประชากร, คลองผดุงกรุงเกษม โดยในระยะแรกประชาชนชาวไทยก็ได้ใช้ดอกของผักตบชวามาทัดหูเพื่อความสวยงามบ้าง แต่หลังจากนั้นไม่นานก็เสื่อมความนิยมลง ด้วยเหตุเพราะการแพร่กระจายพันธุ์อย่างรวดเร็ว จนไม่ใช้ของแปลกใหม่อีกต่อไป

เมื่อเริ่มแพร่กระจายลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ ผักตบชวาได้กลายเป็นสายพันธุ์ต่างถิ่นที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อระบบนิเวศน์ในประเทศไทยอย่างมาก เนื่องจากความสามารถในการแพร่ขยายพันธุ์อย่างรวดเร็ว โดยใน 1 เดือนผักตบชวา 1 ต้นอาจขยายพันธุ์ได้มากถึง 1,000 ต้น และถึงแม้น้ำจะแห้งจนต้นตายแต่เมล็ดของมันก็ยังมีชีวิตต่อไปได้นานถึง 15 ปี และทันทีที่เมล็ดได้รับน้ำเพียงพอก็จะแตกหน่ออ่อนเป็นต้นใหม่ต่อได้ ซึ่งกลายเป็นปัญหาต่อระบบนิเวศทางน้ำ เพราะถึงมันสามารถดูดซึมธาตุอาหารที่เป็นตัวการทำให้น้ำเสีย แต่เมื่อมีพวกมันมากเกินไป ก็จะส่งผลกระทบกับสิ่งมีชีวิตใต้น้ำ กล่าวคือ สัตว์ใต้น้ำจะขาดออกซิเจนและตายลง รวมถึงการบดบังแสงแดดที่เป็นส่วนหนึ่งของการสังเคราะห์แสงของพืชใต้น้ำจะทำให้พืชเหล่านั้นเน่าและตายไป จึงเกิดน้ำเน่าเสียอย่างง่ายดายรวมทั้งทำลายระบบนิเวศ และการสัญจรไปมาของผู้คนที่เดินทางด้วยเรือ ลดอัตราการไหลของน้ำ และกีดขวางการระบายน้ำอีกด้วย

ไม่เพียงประเทศไทยที่ผักตบชวาได้ทวีความรุนแรงจนเป็นปัญหาระดับประเทศ จนรัฐบาลต้องเสียงบประมาณจำนวนไม่น้อยในการกำจัดพวกมัน และเคยกลายเป็นวาระแห่งชาติถึงขนาดที่ต้องออก “พระราชบัญญัติสำหรับกำจัดผักตบชวา พ.ศ.2456” ขึ้นมาบังคับใช้ในสมัยรัชกาลที่ 6 ยังมีอีกกกว่า 50 ประเทศทั่วโลกที่เผชิญปัญหาในลักษณะเดียวกัน โดยเฉพาะทะเลสาบวิกตอเรียที่ครอบคลุมพื้นที่ประเทศแทนซาเนีย เคนยา และอูกันดา ซึ่งเพิ่งจะมีการพบผักตบชวาเข้ามาลอยอยู่เหนือทะเลสาบใหญ่แห่งนี้เป็นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ.2531 โดยไม่มีใครทราบว่าแน่ชัดว่ามันเข้ามาระบาดในทะเลสาบปิดนี้ได้อย่างไร

ท่าเรือริมทะเลสาบวิกตอเรียในเมืองคิซูมู ประเทศเคนยา
keyboard_arrow_up