คนขับเมล์ 23 งัดวงจรปิดสู้ ปัดทับ 2เด็กพิการ เครียดส่อตกงานไร้เงินดูแลลูกป่วย (คลิป)

จากกรณีทีมข่าวอมรินทร์ทีวีได้นำเสนอเรื่องราวของ น.ส.ธัญชนก จอมพล หรือ น้องจุ๊บแจง และนายกีรติ สิทธิภา หรือ น้องบูม ที่ประสบอุบัติเหตุถูกรถโดยสารประจำทางปอ.23 ทับ บริเวณปากซอยเพชรบุรี 12 เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2559 โดยน้องจุ๊บแจง ได้รับความกระทบกระเทือนทางสมอง ส่วนทางน้องบูม เป็นอัมพาตช่วงล่าง ซ้ำยังถูกฝ่ายรถเมล์ทวงค่าเสียหาย (อ่าน: พ่อปล่อยโฮคนขับรถเมล์ทับลูกพิการโผล่เยี่ยมถามไม่เป็นข่าวจะมาไหม – คนขับโต้ปัดชน)

วันนี้ (27 ก.ค. 60) นายธนบูรณ์ คอนทองคำ คนขับรถโดยสารประจำทางปอ.23 ที่ทับร่างน้องจุ๊บแจงและน้องบูม เปิดเผยความรู้สึกด้วยแววตาที่ซึมเศร้าว่า มีแนวโน้มว่าตนจะถูกพักงานจนกว่าคดีจะสิ้นสุด โดยวันเกิดเหตุตนเพียงแค่หักหลบรถจักรยานยนต์ฝ่ายผู้เสียหายที่ขี่มาแล้วเสียหลักล้ม ไถลมาชนกับรถตนเท่านั้น วินาทีนั้นคาดว่าต้องเหยียบผู้เสียหายแน่นอน เพราะมันเบรคไม่อยู่แล้ว จึงทำได้เพียงแค่หักหลบ

นายธนบูรณ์ คอนทองคำ คนขับรถโดยสารประจำทางปอ.23

โดยตนไม่ได้ขับรถประมาทเหมือนที่สังคมกล่าวหา และอยากขอความเป็นธรรมให้สังคมเห็นใจตนบ้าง เพราะตนก็ไม่ได้ร่ำรวยอะไร ไม่สามารถหาเงินมาชดใช้เงินค่าเสียหายในจำนวนที่สูงได้ ซ้ำยังต้องเลี้ยงดูแม่และลูกชาย อายุ 25 ปี ที่ป่วยไม่ได้ทำงาน

ยอมรับว่าตอนนี้เครียดมาก อาการป่วยเริ่มทรุดหนัก ส่วนกรณีที่ทางผู้เสียหายบอกว่า ตนไม่เคยไปเหลียวแลและดูแลน้องที่เจ็บเลย ทั้งที่วันเกิดเหตุตนรีบช่วยเหลือคนเจ็บทันที และเดินทางไปที่สน.พญาไทด้วย

หลังจากนั้นได้มีการไปเยี่ยมน้องคนเจ็บทั้ง 2 คน อีก 3 ครั้ง ตนก็ได้เดินทางไปเยี่ยมน้องตามลำพัง ซึ่งคุณย่าของน้องจุ๊บแจงได้เรียกค่ารักษาพยาบาลเป็นจำนวนเงิน 4 ล้านบาท หลังจากนั้นที่ไม่ได้ไปเยี่ยมน้องทั้ง 2 คนอีก เพราะว่าน้องบูมได้เปลี่ยนโรงพยาบาล ซึ่งตนไม่ทราบว่าอยู่ที่ไหน ส่วนน้องจุ๊บแจง ตนไม่กล้าไปเยี่ยม เนื่องจากคุณย่าเริ่มมีอาการเปลี่ยนไปจากเดิม หลังจากไกล่เกลี่ยกันเรื่องค่ารักษาพยาบาลไม่ลงตัว

อย่างไรก็ตาม ภาพจากกล้องวงจรปิดขณะเกิดเหตุที่ถูกเผยแพร่ในขณะนี้ ยังเผยให้เห็นเหตุการณ์ได้ไม่ชัดเจน ทั้งนี้ ขสมก. และฝ่ายผู้เสียหายต่างก็ยืนยันว่า มีคลิปภาพที่เตรียมจะใช้เป็นหลักฐานเพื่อต่อสู้คดีในชั้นศาล

โดยผู้เห็นเหตุการณ์ในวันเกิดเหตุรถโดยสารประจำทาง ปอ.23 ทับรถจักรยานยนต์ของน้องบูมและน้องจุ๊บแจง ซึ่งได้เล่าว่า วินาทีนั้นตนได้ขับรถเก๋งตามรถตุ๊ก ๆ คันหนึ่งอยู่ในเลนที่ 3 ฝั่งที่มี 4 เลนมุ่งหน้าไปยังประตูน้ำ สักพักหนึ่งก็เห็นตุ๊ก ๆ เปลี่ยนไปเลนที่ 4 ที่อยู่ติดกับ 2 เลนที่สวนมุ่งหน้าไปยังเทเวศน์ ก่อนที่รถจักรยานยนต์ของน้องบูมและน้องจุ๊บแจงจะขี่มาทางเลนที่ 4 อยู่แล้ว ด้วยจังหวะที่เร็วมาก เหลือบตามาเห็นอีกทีก็พบรถจักรยานยนต์ของน้องทั้ง 2 ไถลพุ่งเข้าไปใต้ท้องรถเมล์แล้ว ส่วนรถเมล์ที่วิ่งสวนมาก็วิ่งมาตามปกติ แต่คือวิ่งมาในเลนขวา ชนเข้ากับรถจักรยานยนต์ของน้อง จังหวะนั้นตนคิดว่ารถเมล์พยายามเบรคและหักหลบแล้ว เพราะเห็นว่ารถได้เกยขึ้นฟุตปาธ

อย่างไรก็ตาม ตนสงสารคนขับรถเมล์ที่โดนสังคมประนาม ความจริงแล้วคือเขาพยายามที่จะหยุดรถแล้ว ซึ่งหากเขาไม่คิดจะเบรคหรือหยุดเลย น้องทั้ง 2 คนอาจจะเละไปมากกว่านี้ สำหรับรถตุ๊ก ๆ คันดังกล่าว ตนเห็นว่าเมื่อเกิดเหตุขึ้น ได้จอดรถและหันมาดู ตนจึงจอดรถและเรียกให้ผู้ที่ขับรถจักรยานยนต์มาท่านหนึ่ง ตามรถตุ๊ก ๆ ไป ซึ่งก็ตามตัวไม่ทัน

นายกีรติ สุทธิภา หรือ น้องบูม

นายกีรติ สุทธิภา หรือ น้องบูม ผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์นี้ ยอมรับว่าจังหวะที่เกิดอุบัติเหตุนั้น ตนจำอะไรไม่ได้เลย  และไม่ทราบว่าได้ถูกรถตุ๊กๆ เกี่ยวหรือชนก่อนไถลไปอยู่ใต้ท้องรถเมล์หรือไม่ รู้ตัวอีกทีก็ได้ยินเสียงปัง คือชนแล้ว  ซึ่งน้องบูมยังกล่าวกับทีมข่าวด้วยว่า  “คงไม่มีใครอยากจะถูกชนหรอก”

keyboard_arrow_up