เปิดวัตถุประสงค์ของ “การบวช” ที่สำคัญยิ่งกว่าขบวนแห่ เครื่องเสียง และสุราเลี้ยงฉลอง

สืบเนื่องจากเหตุการณ์ในโรงเรียนวัดสิงห์ เมื่อช่วงบ่ายที่ผ่านมา มีการสอบของนักเรียน จึงเดินไปบอกทางประชาสัมพันธ์ให้ทางวัดสิงห์ ชึ่งขณะนั้นมีงานบวช -ขอความร่วมมือให้ลดเสียงเบาลง จึงเป็นเหตุให้วัยรุ่นไม่พอใจ ยกพวกหลายสิบคนมาที่โรงเรียนวัดสิงห์ แล้วรุมทำร้ายครูกับนักเรียนจนได้รับบาดเจ็บหลายคน (อ่านเพิ่มเติม : แฉ! ก๊วนงานบวชเมาฉุนถูกห้ามแห่แตรวง บุก รร.หอมแก้ม นร. ซ้ำรุมผอ. – เจ้าภาพโต้ไม่ใช่งานศพ ควรสนุก (คลิป)) จนกลายเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างในโลกออนไลน์ ถึงสาระสำคัญและวัตุประสงค์ในการบวชนั้นคืออะไรกันแน่ วันนี้ Amarin TV ขอพามาทำความรู้จักกับความเชื่อและประเพณีที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนานในสังคมไทยที่เรียกว่า “การบวช” นี้กันดูบ้าง

การบวช นั้นเป็นคำศัพท์ทางศาสนาที่กล่าวถึงขั้นตอนที่จะทำให้บุคคลธรรมดาผู้นับถือศาสนาต่างๆ กลายเป็นนักบวชของศาสนาที่ตนนับถือ โดยการบวชมักประกอบไปด้วยพิธีกรรมและแบบพิธีต่างๆ ซึ่งขั้นตอนการบวชเองนั้นก็มีความแตกต่างกันไปตามศาสนาและชื่อเรียกขาน ซึ่งในทางพระพุทธศาสนา เรียกการบวชว่าการอุปสมบท ซึ่งมีนัยสำคัญว่า…

เป็นการละทิ้งวิถีชีวิตความเป็นอยู่เดิม สู่วิถีชีวิตความเป็นอยู่ใหม่ ตามครรลองแห่งมรรค เพื่อเป็นการง่าย เพื่อเป็นการสะดวก เป็นทางอันปลอดโปร่ง แก่การบรรลุถึงซึ่งวัตถุประสงค์ คือ ความบริสุทธิ์หลุดพ้น ปราศจากมิลทิน หมดจดจากความเศร้าหมอง และเป็นอิสระจากพันธนาการเครื่องร้อยรัดทั้งปวง

อย่างไรก็ตาม ในสมัยพุทธกาลนั้นการบวชมี 8 อย่างได้แก่ คือ

เอหิภิกขุอุปสัมปทา – เป็นการบวชที่พระโคตมพุทธเจ้าประทานแก่พระสาวกบางองค์ด้วยพระองค์เอง ด้วยการตรัสว่า “เอหิ ภิกขุ แปลว่า เธอจงมาเป็นภิกษุเถิด” พระอัญญาโกณฑัญญะเป็นคนแรกและพระสุภัททะเป็นคนสุดท้ายที่พระพุทธเจ้าทรงบวชด้วยวิธีนี้

ติสรณคมนูปสัมปทา – เป็นการบวชโดยให้ผู้ขอบวชเปล่งวาจาต่อหน้าพระสาวกว่าขอพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งสามครั้ง ปัจจุบันวิธีนี้ใช้ในการบรรพชาสามเณร

ญัตติจตุตถกัมมอุปสัมปทา – เป็นการบวชโดยให้คณะสงฆ์ประชุมกันในอุโบสถ โดยมีพระภิกษุรูปหนึ่งแจ้งว่ามีผู้ขอบวช เมื่อประกาศครบสี่ครั้งไม่มีพระรูปใดคัดค้าน ถือว่าผู้ขอบวชได้รับการยอมรับให้เป็นพระภิกษุ

ครุธัมมปฏิคคหณูปสัมปทา – เป็นการบวชโดยที่พระพุทธเจ้าประทานครุธรรม 8 ประการ แก่พระนางมหาปชาบดีและสตรีชาวสากยะ 500 คน เมื่อพวกนางยอมรับครุธรรมก็ได้รับสถานะเป็นภิกษุณี

อัฏฐวาจิกาอุปสัมปทา – เป็นการบวชภิกษุณีโดยให้รับญัตติจตุตถกัมมอุปสัมปทาจากภิกษุณีสงฆ์ก่อนครั้งหนึ่ง และจึงรับญัตติจตุตถกัมมอุปสัมปทาจากภิกษุสงฆ์อีกครั้ง เมื่อผ่านการอุปสมบททั้งสองครั้งแล้วจึงเป็นภิกษุณี

โอวาทปฏิคคหณูปสัมปทา – เป็นการบวชโดยพระพุทธเจ้าประทานพระโอวาทแก่พระมหากัสสปะ เมื่อท่านรับโอวาทแล้วก็เป็นพระภิกษุ

ปัญหาพยากรณูปสัมปทา – เป็นการบวชโดยพระพุทธเจ้าทรงตอบปัญหาของสามเณรโสปาก

ทูเตนอุปสัมปทา – เป็นการบวชโดยพระพุทธเจ้าทรงส่งทูตของพระองค์ไปบวชหญิงโสเภณีชื่ออัฑฒกาสี

นอกจากนี้ ในพระวินัยปิฎก เล่มที่ 4 มหาวรรค ภาค 1 พระพุทธเจ้าระบุถึงบุคคลที่ห้ามมิให้อุปสมบทไว้ 11 จำพวก และหากอุปสมบทไปแล้วก็ให้สึกเสีย ซึ่งได้แก่

1. บัณเฑาะก์ หรือ คนที่มีอวัยวะเพศทั้งชายและหญิง หรือคนที่มีจิตใจและกิริยาอาการตรงข้ามกับเพศของตน
2. คนลักเพศ (บวชตนเอง)
3. ผู้นับถือศาสนาอื่น
4. สัตว์เดรัจฉาน
5. ผู้ทำมาตุฆาต
6. ผู้ทำปิตุฆาต
7. ผู้ฆ่าพระอรหันต์
8. ผู้ข่มขืนภิกษุณี
9. ผู้ทำสังฆเภท
10. ผู้ทำร้ายพระพุทธเจ้าจนห้อพระโลหิต
11. คนสองเพศ

keyboard_arrow_up