
“หมอม็อด หมอเด็กขอเล่า นพ.ฒัชชณพงศ์ จงเจริญยานนท์” กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคระบบทางเดินหายใจและเวชบำบัดวิกฤต เตือน! อย่าทำสิ่งนี้กับลูกเด็ดขาด สิ่งที่พ่อแม่ทำทุกวันเสี่ยงพรากชีวิตลูก ลูกหายใจแบบไหน ต้องพาไปหาหมอทันที? เคลียร์ชัดในรายการ My Daddy James พร้อมเบรกความเชื่อผิดๆ! อาหารเสริมไม่ใช่ตัวช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้ลูก?
เด็กเป็นโรคทางเดินหายใจอะไรเยอะที่สุด ?
ทุกยุคสมัยก็เหมือนเดิมเกิน 90% เป็นการติดเชื้อทั้งหมด ส่วนใหญ่จะเป็นแบ่งว่า "ติดเชื้อ" กับ "ไม่ติดเชื้อ" ยกตัวอย่าง ติดเชื้อ เช่น ติดเชื้อ RSV (Respiratory Syncytial Virus) หรือติดไข้หวัดใหญ่ ส่วนไม่ติดเชื้ออย่างเช่น เป็นหอบหืด หรือโรคที่มันยากๆ ที่เจอบ่อยก็คือโรคที่เกิดจากการติดเชื้อ และการติดเชื้อ ปกติจะแบ่งเป็น "การติดเชื้อไวรัส" กับ "ติดเชื้อแบคทีเรีย" ส่วนใหญ่เกิน 80-90% ของเด็กเป็นไวรัส มันมีโอกาสที่จะหายเองได้ ไม่ไต้องกินยา แต่เวลาเด็กที่มาหาต้องดูว่าเป็นการติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบนหรือติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนล่างตั้งแต่จมูก คอ บริเวณนี้ ซึ่งอาการก็จะมีน้ำมูก มีไอ มีเจ็บคอ เป็นไข้ พวกนี้คือติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบน ส่วนใหญ่ถ้าเป็นอย่างนั้นไม่อันตราย 5-7 วัน ก็ดีขึ้น แต่สมมุติว่าเชื้อไวรัสเริ่มลงไปที่หลอดลมลงไปที่ปอดอันนี้เริ่มอันตราย แต่ส่วนใหญ่จะเป็นอันข้างบนมากกว่า ส่วนน้อยจะลงไปที่ปอด
ปัจจัยหลักภูมิแพ้ในเด็กคือ พันธุกรรม ?
หลอดลมไว หอบหืด จะไม่เกิดจากการติดเชื้อ พวกภูมิแพ้จมูก หลอดลมไว หรือหอบหืด จัดอยู่ในกลุ่มเดียวกันก็คือเป็นโรคที่เกิดจากภูมิแพ้ ปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดภูมิแพ้ในเด็กคือเรื่องของ "พันธุกรรม" ถ้ามีพ่อหรือแม่เป็นคนใดคนหนึ่ง ลูกก็มีโอกาสที่จะเป็นมากขึ้นในระดับหนึ่ง และถ้าพ่อกับแม่เป็นทั้งคู่ อันนี้โอกาสที่จะเป็นสูงมาก การออกกำลังกายมีผลช่วยเยอะ ปัจจุบันภูมิแพ้ก็เจอเยอะขึ้น หอบหืดก็เจอเยอะขึ้น ปัจจัยแรกที่ทำให้เกิดเยอะขึ้นก็เพราะว่ามลพิษ PM 2.5 ควันบุหรี่ ควันรถยนต์ ถ้าสัมผัสกันมาบ่อยๆ มีโอกาสทำให้เป็นภูมิแพ้ได้มากขึ้น
PM 2.5 กลายเป็น New Normal ของคนไทย ?
ประเทศไทยเราปล่อยปละละเลยเรื่อง PM 2.5 มานาน จนกระทั่งรู้สึกเหมือนเป็น New Normal แต่จริงๆ ไม่ถูกต้อง เด็กเล็กถือว่าเป็นกลุ่มเสี่ยงที่ไม่ต่างจากคนที่มีโรคปอด โรคหัวใจ เพราะว่าปอดเขายังไม่สมบูรณ์ ยังไม่แข็งแรง เพราะฉะนั้นตัวเลขที่ต้องดู คือดูตัว PM 2.5 ไม่ใช่ AQI (Air Quality Index) ตัวเลข 2 อันนี้ต้องแยกกัน ให้ดู PM 2.5 โดยตรงเลย ตัวเลขที่ถือว่าโอเคในประเทศไทยคือ "น้อยกว่า 25" สำหรับเด็ก มีหลังจากฝนตกใหม่ๆ มีช่วงหน้าร้อนบางวัน ถ้าอ้างอิงแอป Air4Thai แนะนำเป็นแอปที่โหลดได้ฟรี ก็ไปโหลดใช้กัน ถ้าเป็นสีฟ้าสีเขียว โอเคคุณออกได้สบายใจซึ่งก็มีน้อย พอเกิน 25 ขึ้นมาถ้าอยู่ในช่วงสีเหลือง ประมาณ 25-37.5 เป็นช่วงที่โอเคยังออกได้แต่อย่าออกนาน และต้องสังเกตด้วยว่าถ้าลูกเริ่มคัดจมูก บางคนเริ่มเป็นผื่น บางคนมีเอฟเฟกต์กับผิวหนัง บางคนทำให้คัดจมูก ก็ต้องรีบพาลูกกลับเข้าบ้าน ต้องบอกว่าในระยะสั้นจะทำให้เด็กมีอาการอย่างที่บอกได้ ในบางคนไม่มีอาการแต่สะสมในระยะยาวและกลายเป็นมะเร็งปอดในอนาคตได้
ถ้าเด็กคัดจมูก แน่นจมูก สิ่งที่สามารถทำได้ทุกบ้านก็คือการล้างจมูก ไม่ว่าจะเกิดจากสาเหตุอะไรก็ตาม ต้องบอกอย่างนี้ก่อนว่า ถ้าครืดคราด ต้องไปดูก่อนว่าสาเหตุเป็นจากอะไร เป็นจากภูมิแพ้ไหม เป็นจากการติดเชื้อไหม หรือว่าถ้าเด็กเล็กบางทีมีกรดไหลย้อนหรือเปล่า ซึ่ง 3 อย่างนี้ รักษาไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นถ้าจะไปบอกว่าใช้ยาอะไรดีที่สุดสำหรับเด็กที่ครืดคราด บอกไม่ได้ ต้องดูก่อนว่าสาเหตุคืออะไร แต่เมื่อเกิดขึ้น เด็กหายใจไม่ออกแล้ว สิ่งที่พ่อแม่ทำได้คือการล้างจมูก เพราะว่าล้างจมูกด้วยน้ำเกลือ มันเป็นการเคลียร์น้ำมูกออกไป ไม่ว่าจะสาเหตุจากอะไร อันนี้เป็นสิ่งที่สามารถทำได้ที่บ้านและปลอดภัย แต่ก็ต้องทำให้ถูก
เด็กที่เป็นภูมิแพ้จมูก คือจมูกเขาอักเสบตลอดเวลา จมูกเขาไว ซึ่งการล้างจมูกมันมีประโยชน์ชัดเจน การทำทุกวันไม่มีผลเสียอะไร มีแต่ผลดี แต่ถามว่าถ้าทำในเด็กที่ปกติ ไม่ได้มีโรคประจำตัว ไม่ได้เป็นภูมิแพ้ ถ้าทำตอนที่เขาเจ็บป่วย ตอนที่เขามีน้ำมูก ตอนที่เขาเป็นหวัด ตอนที่เป็นไซนัสอักเสบ พวกนั้นช่วยอยู่แล้ว เพราะว่ามันช่วยให้เขาหายใจได้ดีขึ้น และก็ทำให้พวกเคลียร์เชื้อโรคออกจากโพรงไซนัส อันนั้นประโยชน์ชัดเจน แต่ถ้าเด็กปกติที่เขาไม่ได้มีน้ำมูก ล้างจมูกทุกวัน ต้องบอกว่า ประโยชน์มันยังไม่ได้ชัดเจนขนาดนั้น มันไม่ได้มีการไปทำวิจัยในเด็กปกติว่า มันจะช่วยเรื่องของการป้องกันภูมิแพ้ในอนาคต หรือว่าป้องกันการเป็นหวัดหรือเปล่า มันยังไม่ได้ชัดเจน ปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลว่ามีผลเสีย ถ้าสมมุติว่าทำแล้วลูกยอม ลูกชอบทำ ก็มองว่ามันเป็นการอาบน้ำให้จมูกก็ได้ เหมือนเราอาบน้ำวันละครั้ง
นอกจากนี้ วิตามิน D จำเป็นมาก นอกจากจะเกี่ยวกับพวกกระดูก ฟัน ยังเกี่ยวกับเรื่องของภูมิคุ้มกันด้วย จำเป็นถึงขั้นที่ว่าปัจจุบันเราไม่ต้องเลือกระหว่างอากาศดีกับเรื่องวิตามินดี เราทำไปคู่กันได้ สมาคมต่อมไร้ท่อของเด็กเขาแนะนำเลยว่าให้เสริมวิตามินดี 400 ยูนิต ในเด็กที่น้อยกว่า 1 ขวบ เพราะว่าวิตามินดีมาจาก 2 แหล่ง 1.อาหาร 2.แสงแดด อาหารในนมมีไม่พอ ไม่ว่าจะนมแม่หรือนมผงก็ตาม และเด็กส่วนใหญ่ถ้าน้อยกว่า 6 เดือนก็กินแต่นม ยังไงก็ไม่พอ อาหารที่มันมี เด็กอายุน้อยกว่า 1 ขวบ แนะนำให้เสริมวิตามินดี เพราะว่า 1.อาหารไม่พอ 2.แสงแดด มันจะไปกระตุ้นให้ผิวหนังสร้างวิตามินดี แต่แสงแดดที่กระตุ้นวิตามินดีได้ดีคือช่วงที่แดดแรงจัด ๆ คือ 10:00-15:00 น.
RSV (Respiratory Syncytial Virus) คือโรคอะไร ?
RSV เหมือนไวรัสทั่ว ๆ ไป คือติดแล้วลูกเป็นหวัด และส่วนใหญ่หายได้เอง มีส่วนน้อยที่จะลงปอด เมื่อไหร่ที่ลงปอด ก็ต้องมาหาหมอ มันไม่ใช่โรคใหม่ แต่พ่อแม่เพิ่งเคยได้ยินเพราะโซเชียล ถ้าโรคใหม่ ๆ ส่วนใหญ่ก็จะเป็นเชื้อใหม่ ๆ มากกว่า อย่างเช่น โควิด ไข้หวัดใหญ่ มันก็กลายพันธุ์ทุกปีอยู่แล้ว แต่มันก็คือเชื้อเดิม ส่วนใหญ่เป็นเชื้อเดิมที่กลายพันธุ์มากกว่า
โรคครูป (Croup) คืออะไร ?
โรคครูป คือการที่ติดเชื้อไวรัสแล้วทำให้กล่องเสียงและหลอดลมบวม กล่องเสียงบวม ลักษณะพิเศษของมันคือ เด็กจะไอเสียงก้อง ๆ เหมือนเสียงหมาเห่าเลย พ่อแม่จะเดินเข้ามาบอก ซึ่งครูปเป็นโรคที่ทำให้กล่องเสียงบวม ไวรัสอะไรก็ทำให้เกิดได้ทั้งนั้น เช่น RSV ทำได้ ไข้หวัดใหญ่ทำได้ แต่ตัวที่เจอบ่อย ๆ คือ Parainfluenza เชื้อตัวนี้มันจะชอบทำให้เกิดครูปบ่อย ๆ ส่วนใหญ่จะเกิดในเด็กที่หลอดลมยังเล็ก คือกล่องเสียงเขายังเล็ก ก็คือเป็นเด็กที่ น้อยกว่า 5 ขวบ กล่องเสียงเขายังเล็กไง พอมันบวมนิดหนึ่งก็ทำให้มันตีบละ แต่อย่างผู้ใหญ่ของเรา สมมุติว่าเราติดเชื้อตัวเดียวกัน กล่องเสียงบวมก็อาจจะมีแค่เจ็บคอนิดหน่อย เสียงแหบนิดหน่อย ไม่ถึงขั้นบวมมากจนกระทั่งเกือบอุดตันแล้วกลายเป็นเสียงหมาเห่าขนาดนั้น ไม่ใช่ขนาดนั้น แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่เป็นครูป คุณต้องพาไปหาหมอ เพราะกล่องเสียงที่บวม ถ้ามันบวมมาก มันบวมจนอุดทางเดินหายใจเลย ลูกจะหายใจไม่ออก และอันนี้จะเป็นอันตรายได้
วิธีสร้างภูมิคุ้มกันให้ลูกต่อสู้กับเชื้อโรค
ถ้าพูดถึงเรื่องภูมิคุ้มกัน สิ่งที่พ่อแม่นึกถึงอันดับแรกคืออาหารเสริม แต่จริง ๆ แล้ว อาหารเสริมเป็นสิ่งที่ช่วยน้อยที่สุดแล้ว ข้อมูลเรื่องของอาหารเสริมเป็นสิ่งที่ช่วยน้อยที่สุด ถ้าอยากจะสร้างภูมิให้ลูก อันแรกคือ การนอน ถ้าการนอนดี ภูมิคุ้มกันดีแน่นอน เพราะว่าภูมิคุ้มกัน ฟื้นฟูตอนที่เรานอนหลับลึก เพราะฉะนั้นลูกจะต้องนอนให้จำนวนเพียงพอ เด็กเล็กก็จะมีจำนวนชั่วโมงมากกว่าผู้ใหญ่ และคุณภาพการนอน ตัวอย่างของเด็กที่นอนไม่มีคุณภาพ อย่างเช่น เด็กที่นอนกรน เด็กที่จมูกตันแล้วครืดคราดตลอดทั้งคืนเลย นอนหลับไม่ดี กระสับกระส่าย มันทำให้เขาหลับไม่ลึกพอ พอหลับไม่ลึกพอมันก็เหมือนกับภูมิคุ้มกันเขาก็ฟื้นฟูได้ไม่ดี
Advertisement