เมื่อ “พริก-มะละกอ” ไม่ใช่ของไทย แล้วส้มตำเกิดขึ้นมาได้อย่างไร!?

แม้ทุกวันนี้ ทั้งพริกและมะละกอจะเป็นพืชเศรษฐกิจของไทยไปเรียบร้อยแล้ว และยังสามารถปลูกได้ทั่วไปตั้งแต่เหนือจรดใต้ในบ้านเรา แต่หากจะให้เท้าความกลับไปยังจุดเริ่มต้นของพืชทั้งสองชนิดนี้ คงต้องบอกว่าพวกมันนั้นอยู่คนละซีกโลกกับสยามประเทศเลยทีเดียว จนงานนี้ก็อดสงสัยไม่ได้เหมือนกันว่า…แล้วอาหารไทยอย่างส้มตำที่ใส่ทั้งพริกและมะละกอนั้น ควรจะใช่ของไทยโบราณอย่างที่เราเชื่อกันหรือเปล่า!?

ก่อนจะข้ามไปรู้จักกับส้มตำ เรามาทำความรู้จักกับวัตถุดิบหลักอย่างพริกและมะละกอกันสักนิดดีกว่า ว่าชาติกำเนิดแท้จริงของมันก่อนจะมาลงหลังปักฐานในสยามประเทศนั้นมันอยู่ที่ไหน

จากข้อมูลของ ดร.สุรีย์ ภูมิสมร ที่พูดถึงพรรณพืชในประศาสตร์ไทย ได้ระบุว่า มะละกอนั้นเข้ามาในเมืองไทยช้ากว่าพริกด้วยซ้ำ โดยตามบันทึกของกระทรวงต่างประเทศโปรตุเกสประจำประเทศไทยยืนยัน มะละกอเป็นพืชที่มีถิ่นกำเนินเดิมอยู่ห่างไปเกือบครึ่งโลกจากสยามประเทศ นั่นคือที่ภูเขาแอนดีส และมีบางสายพันธุ์ที่อยู่เม็กซิโกและหมู่เกาะอินเดียตะวันตก และในปี พ.ศ.2069 มีการระบุในเอกสารเดินเรือของประเทศสเปนว่า นักรบชาวสเปนที่ไปทำสงครามในประเทศเปรู ได้นำพันธุ์มะละกอจากสเปนไปปลูกในประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และคนในสมัยนั้นเรียกกันว่า “เมลอน ซาโปเต้” จนถึงช่วงปี พ.ศ.2314 มีรายงานจากบันทึกของนักท่องเที่ยวชาวดัตช์ท่านหนึ่ง บอกว่ามีการปลูกมะละกอที่ปลูกในกรุงมะละกา บางส่วนมาปลูกในภาคใต้ของประเทศไทยเป็นครั้งแรก

ส่วนพริกนั้นเป็นพืชที่มีตำกำเนิดมาจากทวีปเมริกาใต้ และได้นำไปปลูกที่ประเทศสเปนเมื่อปี พ.ศ. 2096 ซึ่งตรงกับรัชสมัยของสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 3 แห่งราชวงศ์สุพรรณภูมิของกรุงศรีอยุธยา และเมื่อมีการค้าขายกันระหว่างประเทศ พริกได้เริ่มย้ายเข้ามาในทวีปเอเชียโดยเริ่มจากประเทศอินเดียก่อน ซึ่งมีการบันทึกว่าประเดียอินเดียมีการปลูกพริกกันครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.2143 หรือตรงกับรัชสมัยของสมเด็จพระมหาธรรมราชาแห่งราชวงศ์สุโขทัยของกรุงศรีอยุธยา

เมื่อมีการเพาะปลูกในอินเดียเป็นผลสำเร็จ พริกก็ค่อยๆ แพร่กระจายไปสู่ประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเดียวกัน ซึ่งแปลว่าคนสยามเพิ่งรู้จักครั้งแรกเมื่อประมาณ 400 กว่าปีก่อนเท่านั้น และคนในสมัยสุโขทัยและอยุธยาตอนต้นไม่รู้จักด้วยซ้ำว่าพริกนั้นหน้าตาเป็นอย่างไร

เมื่อพริกเข้ามาในไทยเมื่อกว่า 400 ปีก่อน แถมมะละกอยังถูกปลูกครั้งแรกที่ทางภาคใต้เมื่อ 200 ปีที่แล้ว ถ้างั้นความเชื่อที่ว่าส้มตำเป็นอาหารอีสานนั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร และยังมีข้อมูลที่ชวนสับสนอีกนับไม่ถ้วน งานนี้จึงต้องขออนุญาตกางสูตรอาหารชื่อ ตำรับอาหารสายเยาวภา ของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเยาวภาพงศ์สนิท ที่มีการนำเสนออาหารเมนู ข้าวมันส้มตำ อยู่ด้วย หรือแม้แต่ใน ตำราอาหารแม่ครัวหัวป่าก์ ของท่านหญิงเปลี่ยน ภาสกรวงศ์ ที่ได้ระบุเมนู ปูตำ ไว้เช่นกัน

แต่ที่น่าสนใจคือทั้งสองเมนูที่มีการบันทึกนั้น มีวิธีการทำแล้วรสชาติคล้ายส้มตำทุกวันนี้ แต่กลับไม่มีส่วนผสมของมะละกออยู่เลย และไม่ใช่แค่อาหารภาคกลางเท่านั้น ด้านของภาคอีกสานเองก็มีเมนูคล้ายๆ ส้มตำเช่นกัน แต่กลับใช้กล้วยดิบ มะเฟือง แตงกวา มะยม โดยไม่มีเศษมะละกอเข้าไปเกี่ยวเลยแม้แต่นิดเดียว แต่ในทางกลับกัน ภาคใต้กลับไม่มีเมนูส้มตำที่ใช้มะละกอดิบอยู่เลย แต่กลับพบว่ามีการรับประทานมะละกอสุกกันทั่วไปในภูมิภาค

จากข้อมูลที่รวบได้พอจะสรุปได้คร่าวๆ ว่า มะละกอเป็นผลไม้ที่เข้ามาจากทางใต้ของประเทศไทย และนิยมรับประทานกันในรูปของผลไม้สุก และเมนูอาหารส่วนใหญ่ที่เป็นเมนูตำๆ ทั้งหลาย ในขณะนั้นยังไม่มีส่วนผสมของมะละกอดิบเป็นส่วนประกอบ แต่ช่วยวัตถุดิบชนิดอื่นแทน จนเมื่อมีการส่งสินค้าขึ้นไปขายตามภาคต่างๆของประเทศ มะละกอจึงกระจายตัวไปตามภูมิภาคต่างๆ ในรูปของมะละกอที่ยังไม่สุก เพื่อสามารถเก็บได้นานโดยไม่เละเสียก่อน และคงมีใครสักคนนำมะละกอที่ยังไม่สุกมาใช้เป็นส่วนประอบในส้มตำ และค่อยได้รับความนิยมไปทั่วประเทศจนถึงทุกวันนี้ ส่วนส้มตำที่ใส่พริกใส่มะละกอก็เพิ่งเกิดมาเหมือนไม่กี่ร้อยปีนี้เอง หรืออาจไม่ถึงร้อยปีด้วยซ้ำ เพราะก่อนหน้านี้เมนูตำๆ ทั้งหลายต่างใช้วัตถุดิบอื่นที่พอได้เป็นส่วนประกอบกันทั้งนั้น

keyboard_arrow_up