อาวดี้ ประเทศไทย สร้างปรากฏการณ์ครั้งใหม่เขย่าวงการยนตรกรรมสมรรถนะสูงด้วยการเผยโฉมและเปิดรับจองรถยนต์รุ่นใหม่ล่าสุด ซึ่งถือเป็นรถสปอร์ตเจเนอเรชันใหม่ที่สะท้อนความสำคัญของประเทศไทยในฐานะตลาดศักยภาพสูงของภูมิภาคอาเซียน การพัฒนารถยนต์รุ่นนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากเทคโนโลยีวิศวกรรมในสนามแข่งระดับสากลเพื่อนำมาปรับใช้กับรถยนต์ที่สามารถขับขี่ได้ในชีวิตประจำวัน โดยยังคงรักษาเอกลักษณ์การควบคุมที่แม่นยำตามแบบฉบับรถแข่งเอาไว้อย่างครบถ้วน ตัวรถมาพร้อมระบบจัดการด้านอากาศพลศาสตร์ที่ก้าวล้ำและระบบกระจายแรงบิดอัจฉริยะเพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือระดับให้แก่ผู้ใช้งานในไทย
The New Audi RS 5 6.799 ล้านบาท
6.799 ล้านบาท คือราคาเริ่มต้นสำหรับการเปิดตัวรถยนต์สมรรถนะสูงรุ่นใหม่นี้ในประเทศไทย ซึ่งถือเป็นราคาจำหน่ายที่สร้างความน่าสนใจในกลุ่มเซกเมนต์รถยนต์สปอร์ตระดับพรีเมียม โดยแยกรายละเอียดการดูแลหลังการขายจาก Audi Protection ดังนี้
การรับประกันคุณภาพรถยนต์ใหม่เป็นระยะเวลา 5 ปี หรือระยะทาง 150,000 กิโลเมตร แล้วแต่ระยะใดจะถึงก่อน การรับประกันคุณภาพแบตเตอรี่สำหรับรถยนต์ระบบไฟฟ้า e-tron และรถยนต์ระบบ Plug-in Hybrid เป็นระยะเวลา 8 ปี หรือระยะทาง 160,000 กิโลเมตร แล้วแต่ระยะใดจะถึงก่อน
สเปกและข้อมูลทางเทคนิคของ The New Audi RS 5
โครงสร้างทางวิศวกรรมและสมรรถนะของตัวรถได้รับการออกแบบมาเพื่อรองรับการขับขี่ความเร็วสูง โดยมีรายละเอียดสเปกทางเทคนิคที่เรียงลำดับหัวข้อดังนี้
เครื่องยนต์เบนซิน Plug-in Hybrid แบบ V6 ขนาด 2.9 ลิตร ระบบจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงแบบฉีดตรง direct injection ทำงานควบคู่ระบบเทอร์โบชาร์จและมอเตอร์ไฟฟ้าสมรรถนะสูง พละกำลังสูงสุดรวมทั้งระบบ 639 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 825 นิวตันเมตร อัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ภายในเวลา 3.6 วินาที ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ quattro ทำงานร่วมกับเทคโนโลยี Dynamic Torque Control เจเนอเรชันใหม่ เทคโนโลยี electro-mechanical torque vectoring ช่วยกระจายแรงบิดระหว่างล้อหลังซ้ายและขวาในระดับมิลลิวินาที ระบบพวงมาลัย Progressive Steering ปรับจูนเฉพาะตระกูล RS ช่วงล่าง RS Sport Suspension พร้อมเทคโนโลยี Twin-valve damper control ระบบดิสก์เบรกมาตรฐานพร้อมคาลิเปอร์เบรก RS สีแดง และมีตัวเลือกอัปเกรดเป็นระบบ RS Carbon Ceramic Brake in RED
รูปแบบตัวถังภายนอกที่มีให้เลือก 2 สไตล์
การดีไซน์ตัวถังภายนอกเน้นการตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างกันของผู้ขับขี่ โดยแบ่งออกเป็นสองรูปแบบโครงสร้างดังนี้
ตัวถังแบบ Avant ถ่ายทอดเอกลักษณ์ของรถ Estate ทรงพลังด้วยแนวหลังคาลาดสู่เสา C ซุ้มล้อ quattro blisters ขยายความกว้างตัวถังเพิ่มขึ้น 4 เซนติเมตร ติดตั้งดิฟฟิวเซอร์ท้ายรถและท่อไอเสีย RS Sport ขนาดใหญ่ มีพื้นที่เก็บสัมภาระกว้างขวางความจุสูงสุด 1,302 ลิตรเมื่อพับเบาะหลัง ตัวถังแบบ Sportback ถ่ายทอดความสปอร์ตพรีเมียมผ่านรูปทรงคูเป้โฉบเฉี่ยวด้วยแนวหลังคา Coupé-like Silhouette ลาดรับกับส่วนท้าย ติดตั้งสปอยเลอร์ท้ายช่วยเพิ่มประสิทธิภาพด้านหลักอากาศพลศาสตร์ พร้อมพื้นที่ห้องโดยสารตอนหลังที่กว้างขวาง
งานออกแบบดีไซน์ภายนอกและภายในห้องโดยสาร
การตกแต่งภายนอกโดดเด่นด้วยชุดแต่ง Glossy Black RS รอบคัน พร้อมสัญลักษณ์ Audi Rings และชื่อรุ่นสี Glossy Black ระบบไฟหน้าใช้เทคโนโลยี Matrix LED รุ่นใหม่ มาพร้อม Digital Signature Light ส่วนไฟท้ายเป็นแบบ OLED ที่สามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบการแสดงแสงได้ถึง 8 รูปแบบ ติดตั้งล้ออัลลอยขนาด 21 นิ้ว สี Platinum Grey Matte และมีไฟ Projection LED ส่องสว่างบริเวณประตูและกระจกมองข้าง
ห้องโดยสารภายในออกแบบภายใต้แนวคิด RS driver-oriented cockpit ที่หันแผงหน้าปัดเข้าหาผู้ขับขี่ ตกแต่งด้วยวัสดุ Carbon Micro Twill ติดตั้งหน้าจอ Virtual Cockpit Plus พร้อมระบบ New RS UX/UI แสดงผลแรง G แรงม้า และแรงบิดแบบเรียลไทม์ ตัวพวงมาลัยดีไซน์ใหม่เพิ่มตำแหน่ง 12 o’clock marker พร้อมปุ่ม Boost function สำหรับปลดล็อกสมรรถนะสูงสุดเป็นเวลา 10 วินาทีต่อการกดหนึ่งครั้ง และมีปุ่ม RS Mode เพื่อเลือกโหมด RS1 หรือ RS2 เบาะนั่งเป็นแบบ RS Sport Seats Plus หุ้มหนังลาย Honeycomb เดินด้ายสีแดง เสริมความบันเทิงด้วยเครื่องเสียงพรีเมียม Bang & Olufsen ระบบเสียง 3 มิติพร้อมลำโพง Headrest Speakers ที่พนักพิงศีรษะเบาะคู่หน้า ติดตั้งไฟ Ambient Lighting 30 สี พร้อมระบบ Dynamic Interaction Light และหลังคา Panoramic Glass Roof with Switchable Transparency ปรับความโปร่งแสงได้
เทคโนโลยีระบบช่วยเหลือการขับขี่และความปลอดภัย
รถยนต์รุ่นนี้ได้รับการติดตั้งเทคโนโลยีความปลอดภัยและระบบช่วยขับขี่เพื่อความมั่นใจในทุกการเดินทาง ประกอบด้วยฟังก์ชันการทำงานดังนี้
ระบบควบคุมความเร็วแปรผันอัจฉริยะ Adaptive Cruise Control with Stop & Go Function ระบบป้องกันก่อนเกิดเหตุ Proactive Occupant Protection ครอบคลุมด้านหน้า ด้านข้าง และด้านหลัง ระบบแจ้งเตือนเมื่อรถออกนอกเลน Lane departure warning ระบบแจ้งเตือนจุดอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน Lane Change Warning ระบบแจ้งเตือนการชนด้านหน้าและช่วยเบรกอัตโนมัติ Front emergency brake assist ระบบช่วยหักเลี้ยวพวงมาลัยในกรณีฉุกเฉินและระบบแจ้งเตือนเมื่อเลี้ยวรถที่ทางแยก Swerve assist and Turn assist ระบบแจ้งเตือนสภาพแวดล้อมด้านข้างและด้านท้ายรถเมื่อเข้าเกียร์ถอยหลัง Rear cross-traffic assist & Rear turn assist ระบบแจ้งเตือนสภาพแวดล้อมเมื่อเปิดประตูลงจากรถ Exit Warning ระบบเตือนความเหนื่อยล้าขณะขับขี่ Fatigue warning กล้องแสดงภาพรอบทิศทางแบบสามมิติ 3D and 360° cameras ระบบช่วยจอดอัตโนมัติ Parking assist pro กล้องบันทึกหน้ารถขณะขับขี่ Dash cam
ตัวเลือกสีตัวถังภายนอกและแพ็กเกจพิเศษ
สีตัวถังมาตรฐานประกอบด้วยสีเทา Daytona Grey สีดำ Mythos Black สีแดง Progressive Red และสีใหม่ล่าสุดคือสีเทา Plateau Grey นอกจากนี้ยังมีแพ็กเกจเสริมพิเศษให้เลือกติดตั้งเพิ่มเติม 3 รูปแบบดังนี้
แพ็กเกจ Audi Exclusive Color Paint นำเสนอเฉดสีพิเศษเพิ่มเติม เช่น สีน้ำเงิน Nogaro Blue สีเขียว Goodwood Green สีฟ้า Cumulus Blue สีม่วง Merlin และสีน้ำตาล Ipanema Brown แพ็กเกจ RS Sport Plus Package with Carbon Exterior Package ปรับเพิ่มความเร็วสูงสุดของรถได้ถึง 285 กิโลเมตรต่อชั่วโมง กันชนหน้าออกแบบช่องรับอากาศ Air Intake ขนาดใหญ่ขึ้น กันชนหลังปรับมิติเส้นสาย ตกแต่งชิ้นส่วนคาร์บอนไฟเบอร์รอบคัน เบาะนั่งและพวงมาลัยใช้วัสดุ Dinamica microfiber สีดำเลือกเดินด้ายสีแดงหรือสีเขียวได้ พร้อมสิทธิ์เลือกสีตัวถังพิเศษสีเขียว Bedford Green คู่กับการตกแต่งภายในด้วย Serpentine Green stitching แพ็กเกจ RS Sport Plus Package with Carbon Exterior Package and RS Carbon Ceramic Brake in RED เพิ่มการติดตั้งระบบเบรกคาร์บอนเซรามิกสีแดงสมรรถนะสูง น้ำหนักเบา ทนความร้อน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมความเร็ว
การเปิดตัวและรับจองรถยนต์สมรรถนะสูงรุ่นใหม่ในประเทศไทยครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการนำเสนอนวัตกรรมยานยนต์พลังงานทางเลือกที่ผสานเทคโนโลยีปลั๊กอินไฮบริดเข้ากับโครงสร้างแบบรถแข่ง การดีไซน์ตัวถังที่มีให้เลือกทั้งแนวสปอร์ตคูเป้และรถเอสเตทอเนกประสงค์ช่วยเปิดทางเลือกที่ครอบคลุมทุกไลฟ์สไตล์ พร้อมกับการรับประกันที่ยาวนานช่วยสร้างความมั่นใจในการใช้งานระยะยาวให้แก่ผู้บริโภคชาวไทยอย่างมั่นคง