
กลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์และสร้างความตื่นตระหนกให้กับผู้ใช้รถยนต์เป็นอย่างมาก หลังจากเกิดเหตุการณ์ผู้ขับขี่รถยนต์ยุโรปแบรนด์หรูประสบอุบัติเหตุทางเทคนิค ไม่สามารถเปิดประตูออกจากตัวรถได้เนื่องจากระบบไฟฟ้าในรถยนต์เกิดการขัดข้องทั้งหมดอย่างกะทันหัน ปรากฏการณ์นี้สร้างคำถามตามมามากมายเกี่ยวกับมาตรฐานความปลอดภัยของเทคโนโลยียานยนต์ในปัจจุบันที่พึ่งพาระบบอิเล็กทรอนิกส์ควบคุมแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ โดยเฉพาะระบบกลอนประตูไฟฟ้าและระบบสมาร์ทล็อกที่เชื่อมต่อกับพลังงานหลักจากแบตเตอรี่รถยนต์โดยตรง เมื่อแหล่งจ่ายพลังงานดับลงระบบทั้งหมดจึงหยุดทำงานในทันที
ต้นตอสำคัญของอุบัติภัยในลักษณะนี้มักเกิดจากการเสื่อมสภาพของแบตเตอรี่รถยนต์แบบกะทันหัน ซึ่งในรถยนต์ยุโรปยุคใหม่ที่มีการติดตั้งระบบคอมพิวเตอร์ส่วนกลางและโมดูลอิเล็กทรอนิกส์จำนวนมาก จะมีการใช้กระแสไฟฟ้าในปริมาณที่สูงมากตลอดเวลา เมื่อแรงดันไฟฟ้าลดลงต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กล่องควบคุมหรืออีซียูตั้งไว้ ระบบจะเริ่มตัดการทำงานของฟังก์ชันความสะดวกสบายต่างๆ จนกระทั่งดับลงทั้งหมด หากแบตเตอรี่เกิดการลัดวงจรภายในหรือเซลล์แบตเตอรี่เสียหายอย่างรุนแรงในขณะที่จอดรถหรือขับขี่ ย่อมส่งผลให้กลไกการปลดล็อกไฟฟ้าที่ประตูหรือระบบกลอนดูดไม่ทำงาน และเนื่องจากรถยนต์ยุโรปหลายแบรนด์ออกแบบมาให้เน้นความปลอดภัยจากการโจรกรรม ระบบดับเบิ้ลมหาล็อกจึงทำงานโดยอัตโนมัติ ทำให้ผู้โดยสารภายในไม่สามารถดึงสลักเปิดประตูตามปกติได้
โครงสร้างการออกแบบประตูรถยนต์หรูในปัจจุบันนิยมใช้ระบบไฟฟ้าควบคุมการกดสลักหรือที่เรียกว่าระบบอิเล็กทรอนิกส์แลตช์ ซึ่งแตกต่างจากรถยนต์ยุคก่อนที่ใช้เส้นลวดหรือกลไกสายเคเบิลโยงระหว่างมือจับกับกลอนประตูโดยตรง ข้อดีของระบบนี้คือความนุ่มนวลในการปิดประตูและสามารถทำงานร่วมกับระบบความปลอดภัยขั้นสูงได้ดี แต่ข้อเสียร้ายแรงคือเมื่อไม่มีกระแสไฟฟ้าไปเลี้ยงมอเตอร์หรือโซลินอยด์ในประตูกลไกจะค้างอยู่ในตำแหน่งล็อกทันที นอกจากนี้กระจกหน้าต่างที่เป็นระบบไฟฟ้าทั้งหมดก็จะไม่สามารถกดเลื่อนลงเพื่อระบายอากาศหรือยื่นมือออกไปเปิดจากภายนอกได้ ส่งผลให้ห้องโดยสารกลายเป็นพื้นที่ปิดสนิทและอุณหภูมิจะสูงขึ้นอย่างรวดเร็วหากจอดอยู่กลางแดด
สำหรับกลุ่มผู้ใช้งานรถยุโรปรุ่นเก่าจำเป็นต้องมีความเข้มงวดในการซ่อมบำรุงเป็นพิเศษ เนื่องจากสายไฟและกล่องควบคุมไฟฟ้าต่างๆ ย่อมมีการเสื่อมสภาพไปตามกาลเวลา ผู้ขับขี่จึงต้องนำรถเข้าอู่หรือศูนย์บริการเพื่อตรวจสภาพระบบไฟและโครงสร้างกลไกประตูเป็นประจำทุกปี เพื่อป้องกันปัญหาไฟฟ้าลัดวงจรหรือกระแสไฟฟ้ารั่วไหล ซึ่งเป็นปัจจัยกระตุ้นให้แบตเตอรี่รถยนต์หมดไฟเร็วกว่าปกติและอาจนำไปสู่ระบบล็อกค้างทำงานผิดพลาดจนเปิดไม่ออก
ผู้ขับขี่ควรเรียนรู้ระบบและสเปกกลไกของรถยนต์ตนเองเพื่อป้องกันเหตุการณ์ดังกล่าว
เมื่อพบว่าระบบไฟฟ้าในรถยนต์ดับสนิทและไม่สามารถเปิดประตูด้วยวิธีปกติได้ สิ่งแรกที่ต้องทำคือการควบคุมสติและห้ามตื่นตระหนก จากนั้นให้ทำการมองหาคันโยกหรือสลักดึงระบบกลไกแมนนวลสำรอง ซึ่งรถยนต์ยุโรปทุกแบรนด์ได้รับการออกแบบตามกฎหมายความปลอดภัยสากลให้มีระบบกลไกเปิดประตูฉุกเฉินเสมอ โดยส่วนใหญ่สลักนี้จะซ่อนอยู่ใต้แผ่นยางรองพื้นบริเวณช่องเก็บของข้างประตู ใต้ที่วางแขน หรือในบางแบรนด์อาจจะต้องทำการดึงก้านสลักเปิดประตูซ้ำซ้อนกัน 2 ครั้งติดต่อกันเพื่อปลดล็อกระบบกลไกลูกเบี้ยวภายใน หากหาไม่พบให้เคลื่อนย้ายตัวเองไปยังเบาะนั่งแถวหลังเพื่อพยายามเปิดฝาครอบสลักฉุกเฉินบริเวณฝาท้ายรถยนต์แล้วมุดตัวออกทางด้านหลัง หรือหากเกิดเหตุสุดวิสัยและเริ่มขาดอากาศหายใจให้ใช้ของแข็งหรืออุปกรณ์ทุบกระจกที่หัวพนักพิงเบาะกระแทกเข้าที่มุมของกระจกหน้าต่างด้านข้างเพื่อทุบให้แตกและคลานออกจากตัวรถ
สรุปเหตุการณ์ขังคนในรถจากปัญหาระบบไฟฟ้าขัดข้องและแบตเตอรี่หมดกะทันหันเป็นอุทาหรณ์ที่ผู้ใช้รถยุโรปยุคใหม่ต้องใส่ใจและไม่ควรละเลยการบำรุงรักษา หมั่นตรวจสอบสภาพแบตเตอรี่ตามกำหนดเวลา ส่วนกลุ่มรถยุโรปรุ่นเก่าต้องดูแลตรวจสภาพระบบไฟฟ้าและระบบกลไกประตูเป็นประจำทุกปีและศึกษาคู่มือการใช้งานรถยนต์เกี่ยวกับตำแหน่งสลักปลดล็อกฉุกเฉินระบบแมนนวลอย่างละเอียด เพื่อให้สามารถแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้าได้อย่างถูกต้องและปลอดภัยลดความเสี่ยงต่ออันตรายถึงแก่ชีวิต