
การดูแลรักษารถยนต์เมื่อใช้งานจนถึงระยะทาง 100,000 กิโลเมตร ถือเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ผู้ขับขี่ทุกคนไม่ควรละเลย เนื่องจากชิ้นส่วนอะไหล่หลายชิ้นเริ่มเสื่อมสภาพตามอายุการใช้งานและการเสียดสีที่เกิดขึ้นสะสมมาเป็นเวลานาน การตรวจเช็กและเปลี่ยนอะไหล่ตามกำหนดช่วยป้องกันอุบัติเหตุที่ไม่คาดคิดบนท้องถนนได้อย่างดีเยี่ยม อีกทั้งยังช่วยลดความเสี่ยงที่เครื่องยนต์จะเกิดความเสียหายรุนแรงจนต้องเสียค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมมหาศาลในอนาคต การเตรียมความพร้อมทั้งเรื่องเวลาและงบประมาณจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้รถยนต์คันเก่งพร้อมใช้งานได้อย่างราบรื่นและปลอดภัยในทุกเส้นทาง
สิ่งแรกที่ต้องเปลี่ยนตามรอบการใช้งานปกติแต่ห้ามละเลยในรอบนี้คือของเหลวหลักของเครื่องยนต์ เพื่อรักษาประสิทธิภาพการหล่อลื่นและปกป้องชิ้นส่วนภายในไม่ให้เกิดการสึกหรอ
ระบบส่งกำลังทำงานหนักตลอดเวลาทำให้น้ำมันเกียร์เสื่อมสภาพและเกิดเศษโลหะสะสม การเปลี่ยนน้ำมันเกียร์ในระยะนี้จะช่วยให้การเปลี่ยนเกียร์ไหลลื่นและยืดอายุชุดเกียร์
หัวเทียนที่เสื่อมสภาพในระยะแสนกิโลเมตรจะทำให้การจุดระเบิดในห้องเผาไหม้ไม่สมบูรณ์ ส่งผลให้เครื่องยนต์มีอาการสั่น กำลังเครื่องตก และกินน้ำมันเชื้อเพลิงมากกว่าปกติ
สายพานทำหน้าที่ขับเคลื่อนระบบปั๊มน้ำ ไดชาร์จ และคอมเพรสเซอร์แอร์ หากเกิดการแห้งกรอบหรือแตกหักระหว่างขับขี่จะทำให้ระบบต่างๆ หยุดทำงานทันที
น้ำยาหล่อเย็นช่วยควบคุมอุณหภูมิของเครื่องยนต์ไม่ให้ร้อนจัดจนเกินไป เมื่อใช้งานเป็นเวลานานสารป้องกันสนิมและสารลดความร้อนจะเสื่อมประสิทธิภาพลง
น้ำมันเบรกมีความสามารถในการดูดความชื้นสูง หากมีความชื้นสะสมมากเกินไปจะทำให้จุดเดือดลดลงและส่งผลให้เกิดอาการเบรกไม่อยู่รวมถึงต้องตรวจเช็กความหนาของผ้าเบรก
กรองอากาศเครื่องยนต์ที่อุดตันจะขัดขวางปริมาณอากาศเข้าสู่เครื่องยนต์ ส่วนกรองแอร์ที่สกปรกจะสะสมฝุ่นละอองและเชื้อโรคในห้องโดยสาร
การตรวจเช็กระยะและเปลี่ยนอะไหล่เมื่อรถวิ่งครบ 100000 กิโลเมตร เป็นขั้นตอนสำคัญในการรักษามาตรฐานความปลอดภัยและความสมบูรณ์ของตัวรถยนต์ การลงทุนเปลี่ยนชิ้นส่วนตามกำหนดเวลาช่วยป้องกันปัญหาบานปลายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผู้ใช้รถจึงควรนำรถยนต์เข้าศูนย์บริการหรืออู่ซ่อมรถที่ได้มาตรฐานเพื่อตรวจเช็กตามรายการอย่างครบถ้วน