
การขึ้นรถยนต์ที่จอดทิ้งไว้กลางแดดจัดเป็นเวลานานอาจทำให้ผู้ขับขี่ต้องเผชิญกับอุณหภูมิภายในที่สูงกว่า 60 องศาเซลเซียส ซึ่งความร้อนสะสมเหล่านี้มักฝังตัวอยู่ตามเบาะที่นั่ง คอนโซล และเพดานรถ หากสตาร์ทรถแล้วเปิดแอร์ทันทีโดยไม่ระบายอากาศออกก่อน จะทำให้คอมเพรสเซอร์แอร์ต้องทำงานหนักเกินความจำเป็นและสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงมากขึ้น การใช้เทคนิคทางอากาศพลศาสตร์เบื้องต้นเพื่อดึงลมร้อนออกและแทนที่ด้วยลมเย็นจะช่วยลดเวลาในการทำความเย็นลงได้อย่างมหาศาล อีกทั้งยังช่วยลดความเสี่ยงจากการสูดดมสารระเหยจากพลาสติกที่ถูกความร้อนสะสมเป็นเวลานานอีกด้วย
วิธีที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าลดอุณหภูมิได้เร็วที่สุดคือการสร้างแรงดันเพื่อผลักลมร้อนออก ให้ทำการเปิดกระจกฝั่งผู้โดยสารด้านหน้าลงจนสุดเพียงบานเดียว จากนั้นไปที่ฝั่งคนขับแล้วทำการเปิดและปิดประตูแรงๆ ประมาณ 5 ถึง 10 ครั้ง วิธีนี้จะช่วยดันอากาศร้อนที่ลอยตัวอยู่ด้านบนให้ออกไปทางหน้าต่างอีกฝั่งหนึ่งอย่างรวดเร็ว
เมื่อสตาร์ทรถแล้ว ห้ามกดปุ่ม AC เพื่อให้คอมเพรสเซอร์ทำงานทันที แต่ควรเริ่มจากการจัดการระบบลมก่อนเพื่อเคลียร์ความร้อนในท่อแอร์
ในช่วง 1 ถึง 2 กิโลเมตรแรกของการขับขี่ แนะนำให้เปิดกระจกทิ้งไว้ในขณะที่รถเคลื่อนที่ ลมที่ปะทะเข้ามาจะช่วยพาความร้อนสะสมออกจากรถได้ดีกว่าการจอดแช่อยู่กับที่ เมื่อเริ่มรู้สึกว่าลมจากช่องแอร์มีความเย็นสม่ำเสมอแล้ว จึงค่อยปิดกระจกและสลับโหมดอากาศเป็นแบบหมุนเวียนภายใน (Recirculation Mode)
นอกจากการระบายอากาศแล้ว การใช้อุปกรณ์ป้องกันก่อนจอดจะช่วยให้ภาระการลดอุณหภูมิน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด
การหมั่นล้างแผงคอนเดนเซอร์ด้านหน้าและเปลี่ยนกรองแอร์ตามกำหนดจะช่วยให้ระบบปรับอากาศแลกเปลี่ยนความร้อนได้ดีขึ้น เมื่อระบบสะอาด แอร์จะสามารถทำอุณหภูมิตามที่ตั้งไว้ได้เร็วขึ้นแม้รถจะเพิ่งผ่านการตากแดดจัดมาก็ตาม
การลดอุณหภูมิห้องโดยสารให้เร็วที่สุดควรเริ่มจากการเปิดกระจกและใช้แรงดันจากการเปิดปิดประตูเพื่อไล่ลมร้อนออกเป็นอันดับแรก ตามด้วยการเปิดพัดลมแอร์ในระดับสูงสุดเพื่อเคลียร์อากาศในท่อก่อนเปิดคอมเพรสเซอร์ การเคลื่อนรถขณะเปิดกระจกจะช่วยให้ลมเย็นเข้าแทนที่ได้ไวขึ้น ซึ่งวิธีเหล่านี้ไม่เพียงแต่ช่วยให้เย็นเร็ว แต่ยังช่วยยืดอายุการใช้งานของระบบปรับอากาศในรถยนต์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ