
การขับขี่รถยนต์บนท้องถนนในปัจจุบันไม่ได้อาศัยเพียงทักษะการบังคับรถที่เชี่ยวชาญเท่านั้น แต่การเคารพกฎจราจรอย่างเคร่งครัดคือหัวใจสำคัญที่จะช่วยลดอุบัติเหตุและรักษาเงินในกระเป๋าของคุณ หลายครั้งที่ผู้ขับขี่มักละเลยกฎหมายเล็กๆ น้อยๆ เพียงเพราะความคุ้นชินหรือความประยุกต์ใช้เองจนกลายเป็นความประมาท ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว กฎหมายจราจรมีการปรับปรุงบทลงโทษให้เข้มงวดขึ้นอย่างมากเพื่อยกระดับความปลอดภัยในสังคม พาไปสำรวจพฤติกรรมการขับขี่ที่สุ่มเสี่ยงต่อการทำผิดกฎหมาย พร้อมอัปเดตอัตราค่าปรับล่าสุดที่คุณต้องรู้ก่อนสตาร์ทรถออกไปเผชิญโลกกว้าง
พฤติกรรม "เหลืองเร่ง แดงตาม" เป็นสาเหตุหลักของอุบัติเหตุบริเวณทางแยก รวมถึงการไม่หยุดรถให้คนข้ามทางม้าลาย ซึ่งปัจจุบันกฎหมายให้ความสำคัญกับผู้เดินเท้าอย่างมาก
เป็นข้อหาที่พบมากที่สุดเนื่องจากกล้องตรวจจับความเร็วมีประสิทธิภาพสูงขึ้น โดยกำหนดความเร็วในเขตกรุงเทพฯ/เขตเทศบาลไม่เกิน 80 กม./ชม. และนอกเขตไม่เกิน 90 กม./ชม. (ยกเว้นถนนบางสายที่กำหนดเป็นพิเศษ)
ปัจจุบันมีการตั้งด่านตรวจแอลกอฮอล์เข้มงวดมากขึ้น หากตรวจพบปริมาณแอลกอฮอล์เกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ (หรือ 20 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์สำหรับผู้ที่มีใบขับขี่ชั่วคราว) จะถือว่ามีความผิดทันที
เพื่อความสะดวกในการลัดระยะทาง หลายคนเลือกขับย้อนศรซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุรุนแรงแบบประสานงา กฎหมายใหม่จึงขยับบทลงโทษให้สูงขึ้นเพื่อให้ผู้ขับขี่เกิดความเกรงกลัว
การปล่อยให้ไฟเบรกขาด ไฟเลี้ยวไม่ติด หรือการใช้ป้ายทะเบียนที่แตกลายงา/มีวัสดุปิดบังตัวอักษร ล้วนเป็นฐานความผิดที่ตำรวจสามารถเรียกตรวจและเปรียบเทียบปรับได้ทันที
การรักษาวินัยจราจรไม่ใช่เพียงเพื่อหลีกเลี่ยงการเสียค่าปรับหรือการโดนตัดคะแนนจนถูกพักใช้ใบอนุญาตขับขี่เท่านั้น แต่คือการสร้างมาตรฐานความปลอดภัยให้กับตนเองและเพื่อนร่วมทาง การเสียเวลาเพียงไม่กี่วินาทีเพื่อรอสัญญาณไฟ หรือการเช็กสภาพรถให้พร้อมก่อนออกเดินทาง ช่วยป้องกันความสูญเสียที่อาจประเมินค่าไม่ได้ ดังนั้น "วินัยเริ่มที่ตัวเรา กฎหมายมีไว้เพื่อป้องกัน" คือคติที่นักขับขี่ทุกคนควรยึดถือไว้เสมอ