Logo site Amarintv 34HD
Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
"หม้อน้ำ" ผู้พิทักษ์ความร้อนที่ทำหน้าที่มากกว่าแค่การใส่น้ำเท่านั้น

"หม้อน้ำ" ผู้พิทักษ์ความร้อนที่ทำหน้าที่มากกว่าแค่การใส่น้ำเท่านั้น

12 ก.ค. 68
16:00 น.
แชร์

หลายคนอาจเข้าใจว่า "หม้อน้ำ" ในรถยนต์มีหน้าที่เพียงแค่เป็นภาชนะสำหรับใส่น้ำหล่อเย็นเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว หม้อน้ำเป็นหัวใจสำคัญของระบบระบายความร้อนของเครื่องยนต์ ซึ่งมีบทบาทที่ซับซ้อนและสำคัญยิ่งกว่านั้นมาก หากไม่มีหม้อน้ำหรือหม้อน้ำทำงานผิดปกติ เครื่องยนต์จะเกิดความร้อนสูงเกินไป (Overheat) และอาจนำไปสู่ความเสียหายร้ายแรงจนถึงขั้นเครื่องยนต์พังได้ ไปเจาะลึกถึงหน้าที่ โครงสร้าง หลักการทำงาน และความสำคัญของหม้อน้ำในระบบระบายความร้อนของรถยนต์

หน้าที่หลักของหม้อน้ำ

หน้าที่หลักของหม้อน้ำคือ การระบายความร้อน หรือ การถ่ายเทความร้อน ออกจากน้ำหล่อเย็น (Coolant) ที่รับความร้อนมาจากเครื่องยนต์ โดยการลดอุณหภูมิของน้ำหล่อเย็นให้ต่ำลงก่อนที่จะถูกส่งกลับเข้าไปในเครื่องยนต์อีกครั้ง เพื่อรับความร้อนรอบใหม่และรักษาระดับอุณหภูมิของเครื่องยนต์ให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมกับการทำงาน

เครื่องยนต์สันดาปภายในจะเกิดความร้อนมหาศาลจากการเผาไหม้เชื้อเพลิง แรงเสียดทานจากการเคลื่อนที่ของชิ้นส่วนต่างๆ และความร้อนจากการบีบอัดอากาศ หากความร้อนนี้ไม่ถูกระบายออกไปอย่างมีประสิทธิภาพ อุณหภูมิของเครื่องยนต์จะสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้

  • ชิ้นส่วนโลหะขยายตัวผิดรูป
  • น้ำมันหล่อลื่นเสื่อมสภาพเร็วขึ้น ไม่สามารถหล่อลื่นและปกป้องชิ้นส่วนได้
  • ประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องยนต์ลดลง
  • ในที่สุด อาจทำให้ประเก็นฝาสูบไหม้ ฝาสูบโก่ง เสื้อสูบเสียหาย หรือชิ้นส่วนภายในหลอมละลายได้

ดังนั้น หม้อน้ำจึงมีบทบาทสำคัญในการควบคุมอุณหภูมิของเครื่องยนต์ให้อยู่ใน "อุณหภูมิทำงานปกติ" (Optimal Operating Temperature) ซึ่งเป็นช่วงอุณหภูมิที่เครื่องยนต์ได้รับการออกแบบมาให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดและมีอายุการใช้งานยาวนานที่สุด

ส่วนประกอบของหม้อน้ำ

หม้อน้ำสมัยใหม่มักผลิตจากอลูมิเนียม ซึ่งมีคุณสมบัติในการระบายความร้อนได้ดีและน้ำหนักเบา โดยมีส่วนประกอบหลักดังนี้

  1. รังผึ้งหม้อน้ำ (Core) เป็นส่วนที่ใหญ่ที่สุดของหม้อน้ำ ประกอบด้วยท่อเล็กๆ (Tubes) จำนวนมากวางเรียงขนานกัน และมีครีบระบายความร้อน (Fins) ที่บางเฉียบอยู่ระหว่างท่อแต่ละเส้น การออกแบบลักษณะนี้เพื่อเพิ่มพื้นที่ผิวสัมผัสกับอากาศให้ได้มากที่สุด น้ำหล่อเย็นจะไหลผ่านท่อเหล่านี้ ส่วนอากาศจะไหลผ่านครีบและรอบๆ ท่อ เพื่อดึงความร้อนออกจากน้ำ
  2. ห้องพักน้ำด้านบน (Upper Tank) และห้องพักน้ำด้านล่าง (Lower Tank) เป็นส่วนที่อยู่ด้านบนและด้านล่างของรังผึ้งหม้อน้ำ ทำหน้าที่เป็นอ่างเก็บน้ำหล่อเย็นและเป็นจุดเชื่อมต่อสำหรับท่อน้ำเข้าและท่อน้ำออก น้ำหล่อเย็นร้อนจากเครื่องยนต์จะไหลเข้าสู่ห้องพักน้ำด้านบน น้ำหล่อเย็นที่ระบายความร้อนแล้วจะไหลออกจากห้องพักน้ำด้านล่างกลับไปยังเครื่องยนต์
  3. ท่อน้ำเข้า (Inlet Hose) และท่อน้ำออก (Outlet Hose) ท่อยางขนาดใหญ่ที่เชื่อมต่อหม้อน้ำกับเครื่องยนต์
  4. ฝาหม้อน้ำ (Radiator Cap) ไม่ใช่แค่ฝาปิดธรรมดา แต่เป็นชิ้นส่วนสำคัญที่มีวาล์วควบคุมแรงดัน (Pressure Valve) และวาล์วสุญญากาศ (Vacuum Valve) ทำหน้าที่ เพิ่มจุดเดือดของน้ำหล่อเย็น การที่ระบบระบายความร้อนถูกอัดแรงดันสูงกว่าความดันบรรยากาศ จะช่วยเพิ่มจุดเดือดของน้ำหล่อเย็น ทำให้ไม่เดือดเป็นไอได้ง่าย แม้เครื่องยนต์จะร้อนจัด (โดยปกติ น้ำบริสุทธิ์เดือดที่ 100°C แต่เมื่ออยู่ในระบบปิดที่มีแรงดัน อาจเดือดที่อุณหภูมิ 120-130°C หรือสูงกว่า) ระบายแรงดันส่วนเกิน หากแรงดันภายในระบบสูงเกินไป วาล์วควบคุมแรงดันจะเปิดออกเพื่อระบายแรงดันส่วนเกินและน้ำหล่อเย็นบางส่วนไปยังถังพักน้ำสำรอง (Overflow Tank) เพื่อป้องกันความเสียหาย ดูดน้ำกลับเมื่อเย็นตัวลง เมื่อเครื่องยนต์เย็นตัวลง น้ำหล่อเย็นในระบบจะหดตัว ทำให้เกิดสุญญากาศ วาล์วสุญญากาศจะเปิดออกเพื่อดูดน้ำหล่อเย็นจากถังพักน้ำสำรองกลับเข้าสู่ระบบหม้อน้ำ ทำให้ระบบเต็มอยู่เสมอ
  5. ถังพักน้ำสำรอง (Overflow Tank / Expansion Tank) ทำหน้าที่เก็บกักน้ำหล่อเย็นส่วนเกินที่ถูกดันออกมาจากหม้อน้ำเมื่อระบบมีแรงดันสูง และดูดกลับเข้าสู่ระบบเมื่อเครื่องยนต์เย็นตัวลง

หลักการทำงานของระบบระบายความร้อนด้วยน้ำ

ระบบระบายความร้อนของเครื่องยนต์เป็นระบบหมุนเวียน (Circulation System) โดยมีหม้อน้ำเป็นส่วนสำคัญที่สุด หลักการทำงานมีดังนี้

  1. รับความร้อน เมื่อเครื่องยนต์ทำงาน น้ำหล่อเย็น (ส่วนผสมของน้ำและน้ำยาหล่อเย็น หรือ Coolant) จะถูกปั๊มน้ำ (Water Pump) ดูดไปหมุนเวียนผ่านช่องทางต่างๆ (Water Jackets) ภายในเสื้อสูบและฝาสูบ เพื่อดูดซับความร้อนจากชิ้นส่วนเครื่องยนต์
  2. การไหลเวียนสู่หม้อน้ำ น้ำหล่อเย็นที่ร้อนจัด (ประมาณ 90-100°C) จะไหลออกจากเครื่องยนต์ผ่านท่อน้ำบนเข้าสู่ห้องพักน้ำด้านบนของหม้อน้ำ
  3. การระบายความร้อนในรังผึ้ง น้ำร้อนจะไหลผ่านท่อเล็กๆ จำนวนมากในรังผึ้งหม้อน้ำ ขณะเดียวกัน อากาศจากภายนอกที่ถูกพัดลมระบายความร้อน (Radiator Fan) ดูดเข้ามา หรือจากการเคลื่อนที่ของรถยนต์ (ขณะรถวิ่ง) จะไหลผ่านครีบระบายความร้อนรอบๆ ท่อ ความร้อนจากน้ำหล่อเย็นจะถูกถ่ายเทสู่อากาศ ทำให้อุณหภูมิของน้ำลดลง
  4. การไหลกลับสู่เครื่องยนต์ น้ำหล่อเย็นที่เย็นตัวลง (ประมาณ 70-80°C) จะไหลลงสู่ห้องพักน้ำด้านล่างของหม้อน้ำ และถูกปั๊มน้ำดูดกลับเข้าสู่เครื่องยนต์อีกครั้ง เพื่อรับความร้อนรอบใหม่ วงจรนี้จะดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง
  5. บทบาทของเทอร์โมสตัท (Thermostat) เทอร์โมสตัทเป็นวาล์วควบคุมการไหลของน้ำหล่อเย็น มีหน้าที่สำคัญในการควบคุมอุณหภูมิของเครื่องยนต์ให้คงที่ เมื่อเครื่องยนต์ยังเย็นอยู่ เทอร์โมสตัทจะปิด เพื่อให้น้ำหล่อเย็นหมุนเวียนอยู่ภายในเครื่องยนต์เท่านั้น ไม่ไหลผ่านหม้อน้ำ ทำให้เครื่องยนต์ร้อนขึ้นสู่จุดทำงานได้เร็ว เมื่อเครื่องยนต์ถึงอุณหภูมิที่เหมาะสม (เช่น 85-90°C) เทอร์โมสตัทจะเปิดออก เพื่อให้น้ำหล่อเย็นไหลผ่านหม้อน้ำเพื่อระบายความร้อน

น้ำเปล่า กับ น้ำยาหล่อเย็น (Coolant)

การเข้าใจผิดว่าหม้อน้ำมีหน้าที่แค่ "ใส่น้ำ" อาจทำให้หลายคนเลือกเติมน้ำเปล่าลงไป ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องนัก แม้ว่าน้ำเปล่าจะสามารถระบายความร้อนได้ แต่ก็มีข้อจำกัดหลายประการ

  • จุดเดือดต่ำ น้ำเปล่าบริสุทธิ์มีจุดเดือดที่ 100°C ซึ่งต่ำกว่าอุณหภูมิการทำงานปกติของเครื่องยนต์ที่มีแรงดัน ทำให้เดือดเป็นไอได้ง่ายกว่า
  • จุดเยือกแข็งสูง ในพื้นที่อากาศหนาวจัด น้ำเปล่าอาจแข็งตัวและสร้างความเสียหายต่อระบบได้
  • การเกิดสนิมและตะกรัน น้ำเปล่าโดยเฉพาะน้ำประปา มีแร่ธาตุและสิ่งเจือปนที่สามารถทำให้เกิดสนิมกัดกร่อนชิ้นส่วนโลหะภายในระบบ และเกิดตะกรันสะสมตามท่อหรือรังผึ้งหม้อน้ำ ซึ่งจะขัดขวางการระบายความร้อนและทำให้ระบบอุดตัน
  • ไม่มีสารหล่อลื่น น้ำเปล่าไม่มีคุณสมบัติในการหล่อลื่นซีลยางหรือปั๊มน้ำ ทำให้ชิ้นส่วนเหล่านี้สึกหรอเร็วกว่า

น้ำยาหล่อเย็น (Coolant หรือ Antifreeze/Coolant) ถูกผลิตมาเพื่อแก้ไขข้อจำกัดเหล่านี้ โดยมีส่วนประกอบหลักคือ ไกลคอล (Glycol) และสารเติมแต่งอื่นๆ ซึ่งมีคุณสมบัติ

  • เพิ่มจุดเดือด ช่วยเพิ่มจุดเดือดของน้ำหล่อเย็นให้สูงขึ้นมาก ทำให้ไม่เดือดง่ายแม้เครื่องยนต์จะร้อนจัด
  • ลดจุดเยือกแข็ง ป้องกันการแข็งตัวของน้ำในสภาพอากาศหนาวเย็น
  • ป้องกันสนิมและการกัดกร่อน มีสารป้องกันการกัดกร่อนที่ช่วยยืดอายุการใช้งานของชิ้นส่วนโลหะภายในระบบ
  • ป้องกันการเกิดตะกรัน ลดการสะสมของตะกรันและสิ่งสกปรก
  • หล่อลื่น มีสารช่วยหล่อลื่นปั๊มน้ำและซีลต่างๆ

ดังนั้น การเลือกใช้น้ำยาหล่อเย็นที่เหมาะสมตามคู่มือรถจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

หม้อน้ำไม่ได้เป็นเพียงภาชนะใส่น้ำ แต่เป็นองค์ประกอบสำคัญและซับซ้อนของระบบระบายความร้อนของเครื่องยนต์ ซึ่งมีหน้าที่หลักในการถ่ายเทความร้อนออกจากน้ำหล่อเย็น เพื่อรักษาระดับอุณหภูมิของเครื่องยนต์ให้อยู่ในสภาวะที่เหมาะสม หากหม้อน้ำหรือส่วนประกอบใดๆ ในระบบระบายความร้อนทำงานผิดปกติ อาจส่งผลร้ายแรงต่อเครื่องยนต์ได้ การดูแลรักษาระบบระบายความร้อนอย่างสม่ำเสมอ ตรวจสอบระดับน้ำหล่อเย็น ใช้น้ำยาหล่อเย็นที่ถูกต้อง และหมั่นสังเกตอาการผิดปกติ จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้ใช้รถทุกคน เพื่อยืดอายุการใช้งานของเครื่องยนต์และป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น

แชร์
"หม้อน้ำ" ผู้พิทักษ์ความร้อนที่ทำหน้าที่มากกว่าแค่การใส่น้ำเท่านั้น