ปตท. คาดน้ำมันดิบปี 65 สูงแตะ 71-76ดอลล์/บาร์เรล ชี้ขาดตั้งรง.ผลิตรถอีวีในไทยกลางปีหน้า

0
25 พ.ย. 64

ปตท. ฟันธงปี65 ราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ย 71-76เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มสูงขึ้นกว่าปีนี้ที่เฉลี่ย68-71เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลและราคาLNG Spotดีดตัวขึ้นมาอยู่ที่ 17.8เหรียญสหรัฐต่อล้านบีทียู แย้มความคืบหน้าตั้งโรงงานผลิตรถอีวีร่วมกับฟ็อกซ์คอนน์จะตัดสินใจลงทุนขั้นสุดท้าย(FID)กลางปี65 เบื้องต้นจะมีกำลังผลิตรถอีวี5หมื่นคันก่อนขยับเป็น 1.5แสนคันในปี73




นายธนพล ประภาพันธ์ ผู้จัดการฝ่ายผู้ลงทุนสัมพันธ์ บริษัทปตท.จำกัด(มหาชน)เปิดเผยว่าทิศทางราคาน้ำมันในปี2565 จะปรับเพิ่มสูงขึ้นทุกผลิตภัณฑ์ เนื่องจากความต้องการใช้น้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้นตามการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจหลังสถานการณ์โควิดคลี่คลายลง และการขาดแคลนพลังงานทั้งก๊าซและถ่านหินทำให้ธุรกิจไฟฟ้าจะเปลี่ยนมาใช้น้ำมันเตาเพิ่มขึ้น ขณะที่กลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมันหรือโอเปกพลัส และฝั่งสหรัฐจะเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันดิบขึ้นส่งผลให้ราคาน้ำมันในปีหน้าจะอ่อนตัวลงจากไตรมาส4/2564 ซึ่งปตท.คาดการณ์ราคาน้ำมันดิบดูไบปี2565เฉลี่ยอยู่ที่ 71 - 76 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้นจากปีนี้ที่เฉลี่ย68-71เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล
สำหรับค่าการกลั่น (GRM)ในปีหน้าจะปรับตัวสูงขึ้นมาอยู่ที่ 4-5เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้นจากปีนี้ที่เฉลี่ย 3-4เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ส่วนราคาก๊าซธรรมชาติเหลวตลาดจรเอเชีย (Asian Spot LNG)เฉลี่ย 17.8เหรียญสหรัฐต่อล้านบีทียู เพิ่มขึ้นจากปีนี้ที่เฉลี่ย 15.5 เหรียญสหรัฐต่อล้านบีทียู เนื่องจากสำรองLNGในยุโรปต่ำ และเทรนด์โลกหันมาใช้พลังงานสะอาดทดแทนการใช้พลังงานจากฟอสซิล ทำให้มีความต้องการใช้LNGเพิ่มมากขึ้นในจีน

ส่วนทิศทางราคาปิโตรเคมีทั้งโอเลฟินส์และอะโรเมติกส์ในปี2565 มีแนวโน้มปรับตัวลดลงยกเว้นพาราไซลีน(PX)เนื่องจากมีกำลังการผลิตใหม่เข้ามาในตลาดเพิ่มขึ้นตั้งแต่ปลายปีนี้ถึงกลางปีหน้า ทำให้ราคาเม็ดพลาสติก HDPE เม็ดพลาสติกPPและเบนซีน ปรับตัวลง2-4%จากปีนี้ ส่วนพาราไซลีนปรับเพิ่มขึ้น2-4%

ดังนั้นแนวโน้มผลการดำเนินงานปตท.ในปี 2565 เติบโตดีขึ้นจากปีนี้ หลังความต้องการใช้น้ำมันและปิโตรเคมีฟื้นตัว โดยในส่วนของธุรกิจสำรวจและผลิต(Eamp;P) ราคาขายจะได้รับปัจจัยบวกจากราคาน้ำมันที่มีแนวโน้มอยู่ในระดับสูง และต้นทุนปรับตัวดีขึ้นหลังจาก ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม(PTTEP )เข้าลงทุนในแหล่งโอมาน 61 ที่มีต้นทุนต่ำ ส่วนธุรกิจก๊าซฯ คาดว่า ความต้องการใช้จะฟื้นตัวจากปีนี้เล็กน้อย โดยมองว่าความต้องการใช้ก๊าซฯใน 5ปีข้างหน้า จะเติบโตเฉลี่ย 3% และทิศทางราคาก๊าซฯในปีหน้า จะเพิ่มขึ้นตามทิศทางราคาน้ำมันเตาที่สูงขึ้น รวมถึง ราคาSpot LNG ที่สูงขึ้น
ขณะที่ธุรกิจน้ำมัน คาดการณ์ปริมาณการขายจะฟื้นตัวจากการคลายมาตรการล็อกดาวน์ในประเทศ รวมถึงกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ดีขึ้นจากการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ

ด้านธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่น คาดว่าในส่วนของโรงกลั่นจะฟื้นตัวจากปีนี้ ตามความต้องการใช้น้ำมันที่เพิ่มขึ้น และธุรกิจปิโตรเคมี ในปีหน้า ราคาผลิตภัณฑ์จะสูงกดดันจากกำลังการผลิตใหม่ในโลกที่เพิ่มขึ้น และธุรกิจไฟฟ้า คาดว่า ความต้องการใช้จะเพิ่มขึ้นตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ

นายประพล กล่าวถึงความคืบหน้าการร่วมทุนกับบริษัท หงไห่ พริซิชั่น อินดัสทรี จำกัด หรือ ฟ็อกซ์คอนน์ กรุ๊ป จากไต้หวัน เพื่อตั้งโรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้า(อีวี)ในไทยว่า จะตัดสินใจลงทุนขั้นสุดท้าย(FID)ในกลางปี2565 หากตัดสินใจลงทุนคาดว่าจะจัดตั้งโรงงานสร้างแพลตฟอร์มผลิตรถไฟฟ้าครบวงจรแล้วเสร็จปลายปี 2566 เบื้องต้นมีกำลังการผลิตรถอีวี 50,000 คัน และจะทยอยเพิ่มเป็น 150,000 คัน ในปี 2573
นอกจากนี้บริษัทย่อยคืออรุณ พลัส ที่ดำเนินธุรกิจ EV Value Chain จะดำเนินการติดตั้งปั๊มชาร์จไฟฟ้าในปีหน้าจำนวน 1,350 ยูนิต และ OR ตั้งเป้าหมายขยายปั๊มชาร์จไฟฟ้าในปั๊มน้ำมันอีก 200 แห่ง เพื่อให้ครบ 300 แห่งภายในสิ้นปี 2565

ส่วนความคืบหน้าหลังจากลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือเพื่อศึกษาความเป็นไปได้สำหรับโอกาสทางธุรกิจและการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ในประเทศไทย ระหว่าง บริษัท อรุณ พลัส จำกัด กับบริษัท โฮซอน นิว เอนเนอร์ยี่ ออโต้โมบิล (Hozon) บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าจากประเทศจีน ขณะนี้ทางทีม EV ได้เจรจาค่ายผู้ผลิตรถหลายรายทั้งจีน และค่ายอื่นๆ เพื่อดึงมาเป็นพาร์ทเนอร์และมาใช้แพลตฟอร์มผลิตรถอีวีในประเทศไทย

Powered by Positioning

วิดีโอแนะนำ

ข่าวยอดนิยม

บทความน่าสนใจ