เหยื่อโดนรุมตีหน้าโรงพัก งัดคลิปแฉอีก ถูกตีคา รร. กลัวอิทธิพลต้องย้ายบ้านหนี (คลิป)

จากกรณีที่โลกออนไลน์ แชร์คลิปเหตุกลุ่มวัยรุ่นทำร้ายร่างกายชายหญิงคู่หนึ่ง ซึ่งไม่ทราบสาเหตุมาก่อนหน้านี้ว่า เคยมีเรื่องมีปัญหาอะไรกันมาก่อน และเป็นการทำร้ายร่างกายกันถึงหน้าสถานีตำรวจนครบาลบุปผาราม ถนนเทศบาลสาย 2 แขวงวัดกัลยาณ์ เขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร ซึ่งมีตำรวจเข้ามาห้าม

ภาพจากกล้องวงจรปิด ขณะกลุ่มวัยรุ่นทำร้ายชายหญิงคู่หนึ่ง หน้าสน.บุปผาราม

ร.ต.อ.จักรพงศ์ วงศ์งามใส รองสารวัตรสอบสวน สน.บุปผาราม ให้ข้อมูลว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อช่วงวันที่ 24 พ.ค. 61 เวลาประมาณ 19.00 น. น.ส.ปลา ผู้เสียหายได้เดินทางเข้ามาแจ้งความกับทางผู้ก่อเหตุ ในคดีที่เคยมีการทะเลาะวิวาทมาก่อนหน้านี้ เรื่องการทะเลาะวิวาท

จุดเกิดเหตุ หน้าสถานีตำรวจนครบาลบุปผาราม

ส่วนนายกี้ แฟนของผู้เสียหาย และแม่ของนายกี้ ได้มานั่งอยู่ที่หน้าสถานีตำรวจนครบาลบุปผาราม เมื่อทางผู้ก่อเหตุเห็นหน้า นายกี้ จึงมีการมองเขม่นกัน ก่อนที่ทางผู้ก่อเหตุได้ขับรถออกไป แล้วกลับมาอีกครั้ง พร้อมกับพวกอีก 4 คน แล้วเกิดเหตุตามที่ปรากฏในคลิป จากนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้าไปห้ามปรามด้วย โดยกล้องวงจรปิดสามารถบันทึกเหตุการณ์ไว้ได้ จึงจับกุมผู้ก่อเหตุได้ทั้งหมด 5 ราย ซึ่งถูกดำเนินคดีในข้อหาร่วมทำร้ายร่างกาย

น.ส.ปลา ผู้เสียหาย

ทีมข่าวได้พูดคุยกับ น.ส.ปลา ผู้เสียหาย เปิดเผยว่า เหตุเกิดวันที่ 20 พ.ค. ขณะที่ตนกำลังเข้าไปภายในร้านสะดวกซื้อ แล้วเจอกับหญิงสาวคนหนึ่งที่ยืนซื้อของอยู่ ตนหันไปมองเพราะผู้หญิงคนนั้นหุ่นดี แต่ไม่ได้มองจะหาเรื่อง ขณะที่ตนกำลังจะจ่ายเงิน ผู้หญิงคนดังกล่าวหันมาเบะปากใส่ตน ตอนนั้นตนแปลกใจว่า ทำไมผู้หญิงคนดังกล่าวจึงทำหน้าเช่นนั้น จนกระทั่งวันที่ 22 พ.ค. ช่วงเย็น ตนสวมเสื้อสีแดง เดินทางไปรับลูกที่โรงเรียน เห็นผู้หญิงคนเดิม กับผู้หญิงอีกคนส่งสัญญาณให้กัน แต่ตนไม่ได้เอะใจ เมื่อตนกำลังจะเดินเข้าโรงเรียนก็ถูกถีบเข้าที่ด้านหลัง แล้วก็เกิดเหตุการณ์ทะเลาะกันเกิดขึ้น โดยไม่มีบุคคลใดเข้ามาห้าม พ่อของหญิงคนที่ทำร้ายตน ก็เข้ามากันพื้นที่ ซึ่งตนไม่ทราบว่า กันไม่ให้คนอื่นเข้ามาเพราะอะไร แต่โชคดีที่อาจารย์ในโรงเรียนเรียกตนเข้าไปด้านในโรงเรียนก่อน

ภาพจากกล้องวงจรปิด ขณะหญิงรายหนึ่งเข้ามาทำร้ายน.ส.ปลา ที่หน้าโรงเรียน

น.ส.ปลา ยืนยันว่า ไม่ได้รู้จักกับคนที่มาทำร้ายตน เพียงแต่เคยเจอเท่านั้น จากนั้นตนจึงเดินทางไปแจ้งความวันที่ 23 พ.ค. ที่สถานีตำรวจนครบาลบุปผาราม ทางกลุ่มผู้ก่อเหตุขับรถมาวนหน้าโรงพัก แต่ตนคิดว่าคงไม่เกิดอะไรขึ้น เนื่องจาก เป็นสถานที่ราชการ จนมาถึงวันที่ 24 พ.ค. ตนพร้อมด้วยแฟนและแม่ของแฟนได้เดินทางไปที่สถานีตำรวจนครบาลบุปผาราม เพื่อไปให้ข้อมูลกล้องวงจรปิดที่เกิดเหตุ และให้ปากคำเพิ่มเติม ขณะนั้นตนนั่งอยู่ด้านในโรงพักเพียงคนเดียว แต่แฟนและแม่ของแฟนอยู่ด้านนอกโรงพัก นั่งได้ครู่หนึ่งก็ได้ยินเสียงออกมาจากด้านนอก จึงออกมาดูแล้วเหตุการณ์เป็นไปตามคลิปที่ปรากฏ

น.ส.ปลา ยอมรับว่า เมื่อเจอเหตุการณ์เช่นนี้ รู้สึกกลัว จนถึงขั้นย้ายโรงเรียนและย้ายบ้านออกจากจุดดังกล่าว ซึ่งลูกตนรับไม่ได้กับสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะว่าต้องย้ายโรงเรียนกระทันหัน อย่างไรก็ตาม อยากฝากไปถึงกลุ่มที่ก่อเหตุว่า ควรคำนึงว่าสิ่งใดควรทำและไม่ควรทำ ซึ่งหากมองถึงเรื่องอิทธิพล ตนอยากให้คำนึงถึงความเหมาะและทำในทางที่ดีเสียมากกว่า อย่าใช้อิทธิพลในทางที่ผิด แม้อีกฝ่ายจะถูกดำเนินคดี แต่ก็ได้รับการประกันตัวออกมา และใช้ชีวิตปกติ ซึ่งแตกต่างกับตนที่จะต้องย้ายบ้านหนี แต่ตนต้องขอบคุณตำรวจที่ดำเนินคดีอีกฝ่ายตามกฎหมาย

นายกี้ ผู้เสียหาย

นอกจากนี้ นายกี้ ผู้เสียหาย ผู้ที่อยู่ในภาพกล้องวงจรปิด ที่สน.บุปผาราม สวมเสื้อสีขาว เปิดเผยว่า กลุ่มที่เข้ามาทำร้ายตน เคยมีปัญหากับแฟนตนมาก่อนแล้ว วันที่เกิดเหตุตามในคลิปคือวันที่ 24 พ.ค. แฟนตนกำลังให้ปากคำเพิ่มเติมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่เรื่องที่เคยถูกอีกฝ่ายทำร้ายร่างกาย ตนกับแม่ จึงได้เดินมาสั่งอาหารด้านหน้าโรงพัก หลังจากนั้นไม่นาน ทางผู้ก่อเหตุได้ขับรถมาที่สถานีตำรวจนครบาลบุปผารามอีกครั้ง พร้อมกับพูดจาหาเรื่องทำนองว่า “มึงไม่จบใช่ไหม จะเอาใช่ไหม” ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ตามที่ปรากฏในคลิปภาพ

นายกี้ บอกว่า เรื่องดังกล่าวเป็นสำนึกของคนที่เรียกได้ว่าต้องถามถึงความเป็นลูกผู้ชาย ซึ่งจากภาพพฤติกรรมของกลุ่มคนเหล่านี้เรียกว่าหมาหมู่ และการที่ตนต้องต่อสู้กับกลุ่มคนเหล่านั้น เพราะว่า ตนคิดว่าถ้าใครมาเจอเหตุการณ์เช่นตนก็ต้องสู้ แล้วยิ่งเห็นว่ามีการมาทำร้ายแม่ตนด้วยจึงต้องสู้ หลังจากนั้น แม่ตนได้รับบาดเจ็บคือฟันหัก 1 ซี่ และไปถอนฟันอีก 2 ซี่ ร่างกายช้ำใน ประกอบปอดติดเชื้อ และตอนนี้ตนยังไม่ได้ไปเยี่ยมคุณแม่ เพราะว่าอีกฝ่ายข่มขู่ จึงตัดสินใจย้ายออกจากพื้นที่ดังกล่าว เนื่องจากหวั่นจะเกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก อย่างไรก็ตาม ตนไม่ทราบว่าแค่มองหน้ากันแล้วจะผิด ซึ่งตนอยากบอกกับสังคมว่า ให้กรณีดังกล่าวเป็นตัวอย่าง

keyboard_arrow_up