ครอบครัวหัวร้อนเปิดใจ จ่อพาลูกขอโทษ ตร. รับอ้างจบนิติฯ ม.ดัง หวังให้คู่กรณียำเกรง – ย้ำ! ที่ต้องทำกร่าง เพราะถูกรังแก (คลิป)

จากเหตุการณ์ครอบครัวหนึ่ง จอดรถบริเวณเส้นขาว-แดง ซึ่งเป็นจุดห้ามจอด ในเขตเทศบาลเมืองมาบตาพุด อ.เมืองระยอง พร้อมเข้าต่อว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วยถ้อยคำหยาบคาย อีกทั้งชาวโซเชียลเปิดพฤติกรรมการมีเรื่องของครอบครัวนี้ โดยครอบครัวได้ชี้แจงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในหลายจังหวัดผ่านอมรินทร์ ทีวี ตามที่ได้นำเสนอไปแล้วนั้น (อ่าน : ครอบครัวหัวร้อน โต้วีรกรรมกร่างทั่วไทย ยันถูกกระทำ ปัดกุเรื่องท้อง แฉกลับแม่ค้ามีดขู่)

ครอบครัวที่มีปัญหากับตำรวจ ร่วมพูดคุยในรายการ

วันนี้ (14 พ.ค. 61) รายการต่างคนต่างคิด ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์อมรินทร์ ทีวี ช่อง 34 ทุกวันจันทร์ – ศุกร์ เวลา 18.50 น. ได้เชิญสามีภรรยาในครอบครัวดังกล่าว คือ นายพยอม แสงวันดี และน.ส.หทัยรัตน์ สมถวิล พร้อมทั้งนายพายัพ แสงวันดี ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์, นางสุนันทา เพียนาม หรือ ป้าจ่อย คู่กรณีของครอบครัวดังกล่าว และนายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ ประธานเครือข่ายรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคม ร่วมพูดคุยในรายการ

นายพยอม แสงวันดี ครอบครัวที่มีปัญหากับตำรวจ

โดยนายพยอม ยอมรับว่า เหตุการณ์ที่มาบตาพุด จ.ระยอง ตนได้เข้าไปจอดรถในที่ห้ามจอดจริง ซึ่งขณะที่ตำรวจกำลังเขียนใบสั่งอยู่นั้น ตนไม่ได้อยู่ที่รถ แต่พี่ชายเดินออกมาเจอแล้วก็ตะโกนบอกตัวเอง เมื่อออกมาดู ตนก็ได้ขยับรถไปในที่ห้ามจอดอีก เพราะทำตามคำสั่งของตำรวจ ไม่ได้เจตนายียวนตำรวจแต่อย่างใด

ส่วนในคลิปที่ตำรวจพยายามจะค้นตัวนั้น นายพายัพ บอกว่า ตำรวจมาพูดจาไม่สุภาพกับตน เพื่อบังคับจะค้นตัว แต่เมื่อนายพยอมและ น.ส.หทัยรัตน์ ซึ่งกำลังเดินเข้ามาได้เห็นเหตุการณ์ จึงเกิดอารมณ์โมโห

น.ส.หทัยรัตน์ สมถวิล ครอบครัวที่มีปัญหากับตำรวจ

น.ส.หทัยรัตน์บอกว่า ภาพที่สังคมเห็นว่า ขณะที่ตัวเองเดินเข้ามาแล้วเปิดโทรศัพท์มือถือถ่ายคลิปไว้แล้วนั้น เพราะก่อนเข้ามา ตนแล้วเห็นแล้วว่าสถานการณ์ไม่ดี จึงตัดสินใจบันทึกไว้เป็นหลักฐานและตนทำเช่นนี้เสมอ หากพบว่าตัวเองไม่ได้รับความเป็นธรรม

น.ส.หทัยรัตน์ อธิบายด้วยว่า ในช่วงท้ายคลิป จะเห็นว่าตัวเองโดนผลัก และมีการกระชากประตู ทำให้เกิดมีปากเสียงที่แรงขึ้น ประกอบกับลูกชายได้เข้ามาช่วย โดยการผลักตำรวจออกไป แต่กลับถูกตำรวจชกต่อยหลายครั้ง ตนไม่รู้ว่าตัวเองทำอะไรผิด ตำรวจจึงได้ทำขนาดนี้ เพราะบางช่วงของเหตุการณ์ ตำรวจได้เข้ามาบีบรัดคอตนด้วย ทั้งที่ตนตั้งครรภ์ได้ 3 เดือน แต่คลิปจะไม่เห็นภาพดังกล่าว เพราะขณะนั้นเป็นช่วงที่ตัวเองล้มลงไป และเมื่อเห็นสังคมโซเชียลถล่มด่า ฝ่ายตนจึงจำเป็นที่จะต้องเข้าไปแจ้งความ เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ ส่วนคลิปที่เห็นว่าลูกชายถูกทำร้ายเพิ่งนำมาเปิดเผยนั้น เพราะไม่คิดว่าเรื่องจะบานปลายถึงขั้นนี้

ขณะที่นายพยอม ยอมรับว่า ตัวเองไม่ชอบพฤติกรรมตำรวจที่เข้ามาขอตรวจค้นโดยใช้อำนาจบังคับ ซึ่งถ้าขอดี ๆ ตนจะไม่ทำแบบนี้

น.ส.หทัยรัตน์ กล่าวถึงกรณีที่มักจะบอกคู่กรณีไปว่า ตัวเองจบนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ โดยยอมรับว่าที่พูดไปนั้นเป็นการแอบอ้าง เพื่อหวังว่าตำรวจจะเกรงพวกตนบ้าง แต่ยืนยันว่า ตัวเองมีความรู้ด้านกฎหมายจริง เพราะศึกษาด้วยตัวเอง เนื่องจากมีปมที่ไม่ชอบตำรวจมาตั้งแต่ในอดีต

นางสุนันทา เพียนาม หรือ ป้าจ่อย คู่กรณีของครอบครัว

ด้านป้าจ่อย ยืนยันว่า ครอบครัวดังกล่าวเอามีดมาจี้จริง และมีการพูดจาข่มขู่ว่าจะส่งคนมาข่มขืน ส่วนภาพที่เห็นว่าตนเองถือมีดนั้น เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังจากตนถูกกระทำแล้ว ทั้งนี้ เพื่อเป็นการป้องกันตัวเอง

ขณะที่ น.ส.หทัยรัตน์ ชี้แจงว่า ตนไม่ได้ไปขู่ แค่ขณะนั้นตนถามไปว่า ทำไมป้าถึงไปให้การอย่างนั้น ให้การเท็จต้องระวังนะ ยอมรับว่ารู้สึกโกรธป้า จึงพูดไปด้วยน้ำเสียงที่ไม่ดีนัก แต่ยืนยันว่า ไม่ได้พูดข่มขู่ว่าจะส่งใครไปข่มขืน และไม่ได้จับมีดไปจี้

ครอบครัวที่มีปัญหากับตำรวจ ชี้แจงเหตุการณ์ที่จังหวัดตาก

นอกจากนี้ ครอบครัวดังกล่าวได้ชี้แจงเหตุการณ์ที่นายพยอมถูกคู่กรณีขัยรถเหยียบเท้าที่ จ.ตาก โดย น.ส.หทัยรัตน์ยืนยันว่า ไม่ได้มีการข่มขู่เรียกเงิน เพียงแต่ต้องการได้รับคำขอโทษ แต่คู่กรณีกลับบอกว่า ทำไมต้องขอโทษมึงด้วย จึงทำให้มีปากเสียงกัน ยืนยันว่าไม่ได้ไปขู่คู่กรณีว่ามีมีดในรถ ซึ่งตัวเองมีคลิปยืนยัน ส่วนในครั้งนี้ที่ตนไม่ได้ตามคู่กรณีไปโรงพัก เพราะคิดว่าเสียเวลาต้องไปงานแต่งงาน

ส่วนเหตุการณ์ที่ จ.นนทบุรี นายพยอมยอมรับว่าตัวเองเป็นฝ่ายเข้าไปปาดรถคู่กรณีก่อน สำหรับเหตุการณ์ที่ จ.สุรินทร์ กับคู่กรณีที่เป็นคนเลี้ยงช้างนั้น เกิดจากคู่กรณีพูดจาไม่ดีก่อน เมื่อไปถึงโรงพัก ตนเห็นว่าตำรวจไม่ให้ความเป็นธรรม เพราะไม่ดำเนินการใด ๆ กับคู่กรณี ทำให้ตัวเองบันดาลโทสะ ด้วยการมีปากเสียงกับตำรวจอีกครั้งหนึ่ง

ครอบครัวที่มีปัญหากับตำรวจ ชี้แจงเหตุการณ์ที่จังหวัดตาก

โดยพฤติกรรมของลูกชายที่แสดงอาการก้าวร้าวนั้น ยอมรับว่า เคยอบรมสั่งสอนไปแล้วว่า ให้รู้จักยับยั้งระงับสติอารมณ์ ซึ่งยืนยันว่า เวลาอยู่กับพ่อแม่ เขาจะอยู่ในกรอบเป็นปกติ แต่เมื่ออยู่ในสถานการณ์แบบในคลิป ก็จะปล่อยอารมณ์ไปแบบนั้น ซึ่งยอมรับด้วยว่า พฤติกรรมที่ลูกชายแสดงออก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเห็นพฤติกรรมของพ่อแม่ โดยสิ่งที่ลูกชายทำเกินเลยกับตำรวจ ก็จะพาลูกชายไปขอโทษด้วย

ทั้งนี้ ครอบครัวดังกล่าว บอกว่า สิ่งที่ทำไปนั้น บางเรื่องยอมรับว่าผิดจริง แต่ไม่ใช่ทั้งหมด ซึ่งบางเรื่องแค่เหตุการณ์เล็กน้อย แต่กลับถูกคู่กรณีทำให้กลายเป็นเรื่องใหญ่ โดยทุกวันนี้มีคนโทรมาด่า แต่พอมีโอกาสได้อธิบายให้ฟัง ก็ทำให้เขาเข้าใจ และให้กำลังใจกลับมา ซึ่งน.ส.หทัยรัตน์บอกว่า ตนอยากให้สังคมเข้าใจ และมองในอีกมุมหนึ่ง ว่าสิ่งที่ตนโวยวายไปตามในคลิปขนาดนั้น จะต้องมีที่มาที่ไป หลังจากนี้จะลดพฤติกรรมนี้ลง ขณะที่นายพยอมบอกว่า หากตนถูกกระทำแบบนี้อีก ก็อาจจะแสดงพฤติกรรมตอบโต้กลับไปเช่นเดิม

นายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ ประธานเครือข่ายรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคม

ด้านทนายรณณรงค์ ยอมรับว่า ตัวเองสงสารครอบครัวดังกล่าว มุมหนึ่งตนมองว่าเป็นเรื่องที่ดี ที่ประชาชนรู้จักสิทธิ์ของตัวเอง ด้วยการนำโทรศัพท์มาบันทึกเหตุการณ์ไว้ แต่พฤติกรรมบางอย่างของครอบครัวนี้ ยอมรับว่าทำเกินเลยไป

ทั้งนี้ หากครอบครัวดังกล่าว พร้อมลูกชายเข้าไปขอโทษตำรวจ ก็อาจเป็นเหตุช่วยบรรเทาโทษได้ แต่ทั้งนี้ หากครอบครัวเลือกที่สู้คดีต่อ ยอมรับว่าโอกาสชนะคดีเป็นไปได้ยาก ละจะเป็นผลเสียต่อลูกชายของพ่อแม่คู่นี้ด้วย

ออกอากาศสด รายการต่างคน ต่างคิดประจำวันที่ 14 พฤษภาคม 2561ตอน เปิดอก “ครอบครัวหัวร้อน” ถูกถล่มเป็นภัยสังคม

โพสต์โดย ต่างคนต่างคิด เมื่อ 14 พฤษภาคม 2018

keyboard_arrow_up