ทนายครูปรีชาเปิดปากมีหลักฐานเด็ดงัด “ษิทรา” บนศาล ขออย่าเชื่อโซเชียลมาก (คลิป)

จากรณีการอ้างสิทธิ์เป็นเจ้าของลอตเตอรี่ 30 ล้านบาท ระหว่าง นายปรีชา ใคร่ครวญ ครูชำนาญการพิเศษฯ กับ ร.ต.ท.จรูญ วิมูล อดีตข้าราชการตำรวจ ซึ่งล่าสุด พล.ต.อ. จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ สั่งการให้โอนสำนวนคดีการสอบสวนมายังกองบังคับการปราบปราม เพื่อให้เกิดความโปร่งใส

นอกจากนี้นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ออกมาระบุว่า ได้ส่งมอบหลักฐานสำคัญเป็นคลิปเสียงการสนทนา ระหว่างครูปรีชา กับแม่ค้า ในทำนองว่าตัวเองไม่ได้ซื้อลอตเตอรี่ชุดดังกล่าว

นายปรีชา ใคร่ครวญ ครูชำนาญการพิเศษฯ

ล่าสุด วันนี้ (7 ก.พ.) ครูปรีชา ได้เปิดเผยถึงความรู้สึก หลังจากกองปราบฯ เป็นผู้ทำสำนวนคดีว่า ส่วนตัวรู้สึกดีที่มีการโอนคดีให้กับทางกองปราบฯ และไม่ได้รู้สึกเครียดหรือวิตกกังวลแต่อย่างใด เพราะตัวเองให้การณ์ตามความจริงมาโดยตลอด และเชื่อมั่นว่า ต่อให้นำคดีไปให้หน่วยงานใดทำความจริง ก็คือความจริง ทุกวันนี้มาทำงานสอนหนังสือตามปกติ ไม่ได้มีความวิตกกังวลเรื่องของคดีแต่อย่างใด ปล่อยให้เรื่องทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการ

ส่วนเรื่องที่มีการออกมาบอกว่า มีคลิปเสียงบทสนทนา ระหว่างตนกับแม่ค้าลอตเตอรี่ ตนเองยังไม่เคยเห็น และยังไม่เคยได้ยิน แต่คิดว่าคงไม่มีอะไร เพราะตนไม่เคยสร้างหลักฐานเท็จ และข้อมูลทุกอย่างได้ให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจไปหมดแล้ว

สำหรับเรื่องที่โซเชียลมองว่า คดีเริ่มพลิกกลับอีกครั้ง ตนไม่ได้วิตกกังวล เพราะผลการตัดสินไม่ได้อ้างอิงจากกระแสในโลกโซเชียลอยู่แล้ว

สลากหวยที่แผงของนางสาวพัชริดา พรมตา หรือ “เจ้พัช”

ส่วนที่มีรายงานข่าวแจ้งมาว่า มีหลักฐานสำคัญที่ทีมสืบสวนกองปราบฯ รวบรวมได้มา เป็นคลิปเสียงการสนทนากันระหว่าง นางรัตนาภรณ์ สุภาทิพย์ หรือ “เจ๊บ้าบิ่น” อายุ 58 ปี แม่ค้าขายสลากลอตเตอรี่ ซึ่งโทรศัพท์ไปหา นายปรีชา รวม 2 ครั้ง

ครั้งแรกคือวันที่ 1 พ.ย. 2560 เวลาประมาณ 16.30 น. เป็นวันและเวลา หลังจากที่ทราบผลสลากในงวดดังกล่าวแล้ว ในคลิปเสียงมีใจความสำคัญคือ “เจ๊บ้าบิ่น” ได้โทรศัพท์ไปบอกครูปรีชา ด้วยน้ำเสียงทีเล่นทีจริงว่า ครูปรีชาถูกรางวัลที่ 1 เพราะจำได้ บนแผงของตนมีเลขรางวัลดังกล่าวอยู่ และครูปรีชาก็น่าจะเป็นคนซื้อไป แต่หลังจากรับโทรศัพท์แล้ว ครูปรีชา ปฏิเสธว่าไม่ใช่เลขที่ตนซื้อ ตนซื้ออีกหมายเลขหนึ่ง ในคลิปเสียงครูปรีชา ยังระบุหมายเลขของตนอย่างชัดเจน

ส่วนหลักฐานคลิปเสียงที่ 2 เป็นคลิปเสียงที่ เจ๊บ้าบิ่น โทรศัพท์หา ครูปรีชา อีกครั้ง วันที่ 2 พ.ย. 2560 เวลาประมาณ 16.00 น. เนื้อหาที่พูดคุยเป็นการย้ำว่า ครูปรีชา ถูกรางวัล ขณะนั้นครูปรีชา ได้ปฏิเสธว่าไม่ได้ถูกรางวัลเช่นเดียวกับครั้งแรก

อย่างไรก็ตาม “เจ๊บ้าบิ่น” พยายามย้ำลักษณะยัดเยียดว่า ครูปรีชา เป็นคนถูกรางวัล แต่ ครูปรีชา ปฏิเสธมาตลอดพร้อมกับย้ำหมายเลขที่ตนเองเป็นคนซื้อมาด้วย

โดยทั้ง 2 คลิป ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบฯ จะนำเข้าสำนวนการสอบสวน เพื่อเป็นหลักฐานในการพิจารณาคดี เพราะเป็นหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ไม่อาจปฏิเสธได้

นางรัตนาภรณ์ สุภาทิพย์ หรือ “เจ๊บ้าบิ่น”

ขณะเดียวกัน ทีมข่าวได้โทรศัพท์สอบถาม “เจ๊บ้าบิ่น” เกี่ยวกับเรื่องคลิปเสียงที่มีการสนทนากับครูปรีชา เรื่องลอตเตอรี่ ซึ่งเจ้าตัวบอกว่า ไม่สะดวก เพราะขับรถอยู่ พร้อมกับพูดเรื่องคลิปเสียงว่า เป็นคลิปเสียง หาหวยไม่เจอ ถูกปรักปรำ และคลิปเสียงดังกล่าวไม่มีอะไร ตัวเองให้สำนวนกับตำรวจไปหมดแล้ว

ทนายความของครูปรีชา ใคร่ครวญ

จากนั้นทีมข่าวได้ถามข้อมูลทางโทรศัพท์ กับทาง ทนายความของครูปรีชา ใคร่ครวญ (เจ้าตัวไม่เปิดเผยชื่อ-นามสกุล) ต่อกรณีทีมสืบสวนกองปราบฯ มีคลิปเสียงของครูปรีชากับ “เจ๊บ้าบิ่น” ทางตนทราบเรื่องแล้ว โดยส่วนตัวมั่นใจในหลักฐาน และจะชี้แจงให้ทราบ แต่ละจุดว่าเป็นอย่างไร พร้อมกับขอนำไปสืบในชั้นศาล ทางครูปรีชาไม่ได้กังวลใจ รู้สึกสบายๆ

นอกจากนี้ ทนายความครูปรีชา ยกตัวอย่างคดีของครูจอมทรัพย์ ที่ไม่มีใครเชื่อฟังหลักฐาน แต่กลับไปเชื่อกระแส เช่นเดียวกับคดีนี้เช่นกัน ซึ่งตนยึดพยานหลักฐาน

ส่วนคำถามว่า คลิปเสียงดังกล่าวจะมีผลต่อน้ำหนักในคดีอย่างไรนั้น ทางทนายความของครูปรีชา ขอให้เป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวนดำเนินการให้เสร็จ และเจ้าหน้าที่ตำรวจภาค 7 ไม่ได้รู้จักกับใคร ทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา มีแต่กระแสกดดันครูปรีชา ตนทราบว่าหลักฐานเป็นอย่างไร ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจสอบไปตามพยานหลักฐาน ตอนนี้ไม่ได้รู้สึกกังวลใจที่ทางกองปราบฯ นำคดีไปทำ และยิ่งมั่นใจ เพราะทำให้การสืบในชั้นศาลง่ายมากยิ่งขึ้น ตนเชื่อมั่นในกระบวนการของทั้งตำรวจภูธรภาค 7 และกองปราบปราม

ส่วนกรณีที่แม่ค้า ไม่พูดข้อมูลเกี่ยวกับคดีนี้ ตนยืนยันว่า ไม่ได้แนะนำใคร ไม่ให้พูดข้อมูลสื่อ แต่คิดว่าบางครั้งหลักฐานต่างๆ ในฐานะทนายความจะต้องนำไปเปิดชั้นศาล แต่บางครั้งกลับพบว่าพยานกลับนำไปเปิด จึงทำให้รู้สึกตกใจ ทนายทุกคนทราบตรงนี้ดีว่า เป็นความลับของสำนวนการสอบสวน

อย่างไรก็ตามคลิปเสียง 2 คลิป ที่เป็นหลักฐานเพิ่ม คดีอาจจะพลิกได้ ทางทนายบอกว่า ให้กองปราบสอบสวนมา โดยหลักฐานทุกอย่างให้เปิดออกมา เพราะส่วนตัวไม่เชื่อกระแส เพราะเห็นมาจากคดีครูจอมทรัพย์แล้ว บางอย่างพูดกันไป แต่ข้อเท็จจริงกลับไม่มีหลักฐานเลย ตนเชื่อมั่นในตำรวจภูธรภาค 7 เชื่อมั่นในกองปราบฯ เชื่อทุกท่านทำงานด้วยความตรงไปตรงมา

นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม

หลังจากมีกระแสข่าวว่า มีคลิปเสียงออกมา ตนยังไม่ได้คุยอะไรกับครูปรีชา หลักฐานทุกอย่าง ตนอยากให้เจ้าหน้าที่ตำรวจสอบสวนให้เสร็จสิ้นกระบวนการ ทุกอย่างจะได้ชัดเจน ส่วนตัวเตรียมคำถามค้านไว้เยอะ ตอนนี้ตนทำงานในส่วนของทนายความตามปกติ ศึกษาข้อมูล เตรียมคำถามค้าน และจะนำเสนอศาลอย่างไร

ส่วนกรณี นายอัจฉริยะ นำหลักฐานคดีหวย 30 ล้านบาท ออกมาเปิดเผยผ่านโซเชียล ทนายครูปรีชา บอกว่า ตนไม่มีความกังวลกับโลกโซเชียล พร้อมขอย้อนกลับไปที่คดีครูจอมทรัพย์ ไม่มีใครฟังพยานหลักฐาน แต่กลับไปตามกระแส ส่วนตัวเข้าใจอะไรหลายเรื่อง แต่ว่าตอนนี้ยังไม่สามารถนำสืบชั้นศาลได้ เพราะเป็นความลับในสำนวน ปกติความลับในสำนวนจะไปเปิดกันที่ชั้นศาล

ประเด็นที่เลขทะเบียนรถครูปรีชา ไม่ตรงกับเลขลอตเตอรี่บนแผง เมื่อขึ้นศาลก็จะนำชี้และนำสืบให้สังคมเห็นเองว่าเกิดอะไรขึ้น

ทนายความครูปรีชา ระบุด้วยว่า คดีไม่มีอะไร ทุกอย่างเป็นไปตามพยานหลักฐาน ไม่มีการกลั่นแกล้งใคร ไม่รู้จักใคร และไม่มีใครโกรธเคืองใคร ยิ่งสอบสวนให้มากยิ่งดี  ส่วนกรณีนายอัจฉริยะทรัพย์ บอกให้ครูปรีชากลับใจ เพราะจะเหมือนกับครูจอมทรัพย์ ตนไม่ห้ามความเชื่อของแต่ละคน แต่ในฐานะทนายความ ต้องยึดมั่นตามพยานหลักฐานเท่านั้น และรอเปิดในชั้นศาล

ทีมข่าวได้ถามย้ำว่า จนถึงวันนี้มั่นใจว่าคดีนี้ไม่พลิกแน่นอนใช่หรือไม่ ทนายกล่าวว่า ยังมีอะไรเยอะ แต่ไม่ขอพูด แต่จะขอนำเสนอในชั้นศาล

ทนายความครูปรีชา ได้สรุปทิ้งท้ายว่า  “ตำรวจกองปราบ ตำรวจภาค 7 ไม่รู้จัก ไม่โกรธเคืองใครมาก่อนทั้งสิ้น คดีลักษณะนี้ทุกคนทำอย่างตรงไปตรงมา ซึ่งส่วนตัวแล้วตนรู้สึกดีใจด้วยซ้ำที่ตำรวจกองปราบมาสอบ ทำให้นำสืบชั้นศาลง่ายมาก เอาทั้งสองฝั่งมาเบิกความ โดยขอให้ประชาชนรอดูในวันขึ้นศาล ในวันนั้นหลักฐานทุกอย่างก็จะเปิดออกมา”

 

keyboard_arrow_up