ครอบครัวชายพิการถูก 7 โจ๋ฆ่า ยังผวา หวั่นพ้นคุก 19 ปีออกล้างแค้น จี้ประหารถึงสาสม (คลิป)

จากกรณี นายพีรพล ยศพงศ์อนันต์ หรือ “เปา” พร้อมพวกทั้งหมด 7 คน หนึ่งในนั้นเป็นลูกของตำรวจ ร่วมกันบุกเข้าไปในบ้านพักของ นายสมเกียรติ ศรีจันทร์ ชายพิการ อาชีพขายขนมปัง ที่ย่านโชคชัย 4 แล้วรุมแทง จนถึงแก่ความตาย เหตุเกิดเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2559 ต่อมาได้ถูกดำเนินคดีในข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่น ซึ่งผู้ต้องหาทั้งหมดให้การปฏิเสธ

ภาพเหตุการณ์ที่เกิดเหตุที่กลุ่มวัยรุ่นทำร้ายนายสมเกียรติ

ความคืบหน้าล่าสุด วันนี้ (26 ธ.ค.) ศาลอาญาเบิกตัวจำเลยทั้ง 7 คน มาจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ และทัณฑสถานหญิงกลาง เพื่อนัดฟังคำพิพากษาคดีอัยการ ฟ้องนายพีรพล ยศพงศ์อนันต์ หรือ เปา, นายอัครเดช ทัศนะ หรือ อั๋น , นายมนต์มนัส แสงโพธิ์ หรือ เต้ย , นายจตุพร จันทร์โสภา หรือ เบียร์ , นายเมฆ พลไกรษร, นายอรินทร์ ยศพงศ์อนันต์ และ น.ส.ณัฐณิชา ฤทธิ์ล้ำเลิศ หรือเกม เป็นจำเลยที่ 1-7 ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา, ร่วมกันบุกรุกโดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยมีอาวุธ และร่วมกันพกพาอาวุธมีดไปในเมือง โดยไม่มีเหตุอันควร

ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า จากภาพกล้องวงจรปิดและภาพนิ่ง มีความสอดคล้องกับคำให้การของพยาน อีกทั้งเวลาเกิดเหตุมีแสงสว่างชัดเจน ซึ่งพยานโจทก์ที่นำมาเบิกความไม่มีความขัดแย้งกับจำเลย จึงเชื่อว่าจำเลยกระทำผิดจริง

ภาพผู้ต้องหาคดีรุมทำร้าย นายสมเกียรติ ศรีจันทร์

ส่วนจำเลยที่ 7 คือ น.ส.ณัฐณิชา ซึ่งเป็นผู้หญิงนั่งแท็กซี่ตามมาภายหลัง แล้วเห็นเหตุการณ์เกิดขึ้น ตั้งแต่ก่อนจะเสียชีวิต แม้จำเลยที่ 7 ไม่ได้มีส่วนร่วมลงมือทำให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย แต่ตะโกนว่า “เอามันเลย เอามันให้ตาย” สาเหตุเนื่องจากความไม่พอใจ เพราะจำเลยที่ 1 ถูกมีดผู้ตายฟันที่แขนซ้าย ซึ่งเป็นเหตุการณ์ก่อนที่ผู้ตายจะเสียชีวิต การกระทำของจำเลยที่ 7 จึงเป็นการให้กำลังใจสนับสนุนให้เกิดการกระทำผิดเกิดขึ้น

นายนิคม ศรีจันทร์ พี่ชายของนายสมเกียรติ ผู้เสียชีวิต

ขณะเดียวกันทีมข่าว ได้เดินทางมาที่บ้านของ นายสมเกียรติ ซ.โชคชัย 4 แยก 69 ชายพิการที่เปิดร้านขายขนมปังวันนี้ร้านขายขนมปัง ปิดทำการ เนื่องจากคนในครอบครัวต้องไปฟังคำสั่งตัดสินของศาล

นายนิคม ศรีจันทร์ พี่ชายของ นายสมเกียรติ เปิดเผยว่า วันนี้ตนพึงพอใจในคำตัดสินของศาล แต่คิดว่าการได้รับโทษของผู้ต้องหาในคดีดังกล่าวนั้นน้อยเกินไป โดยตัดสินจำคุกผู้ต้องหาเป็นเวลาเพียง 19 ปี ส่วนตัวตนคิดว่า ชีวิตของน้องชายตน มีค่ามากกว่าระยะเวลา ที่ผู้ต้องหาถูกจำคุก

โดยแม่ของตนรอคอยเวลาดังกล่าวมาหลายเดือน ต้องรอปรึกษาทางครอบครัวว่า จะจัดพิธีฌาปณกิจ นายสมเกียรติ วันไหน คาดว่าจะเป็นช่วงต้นปี ส่วนทางคดี ครอบครัวจะเดินหน้ายื่นอุทธรณ์ต่อ เพื่อให้ผู้ต้องหาได้รับโทษมากกว่านี้

นายสมเกียรติ ศรีจันทร์ ผู้เสียชีวิต

นอกจากนี้ นายนิคม บอกอีกว่า ตนและครอบครัวสู้มาตลอด ตั้งแต่มีคดีจนถึงวันนี้ รู้ว่าตั้งแต่เกิดเรื่อง แม่ทุกข์ใจ แต่เลือกที่จะไม่แสดงออกให้คนในครอบครัวเห็น ส่วนตัวคิดว่า ทางผู้ต้องหาที่ก่อเหตุ ทำรุนแรงเกินไป น้องชายตนก็สู้กับพวกเขาไม่ได้อยู่แล้ว เพราะน้องพิการ อีกทั้งคู่กรณีก็ตัวใหญ่กว่า

ภายหลังเกิดเหตุเพียงหนึ่งวัน ทางครอบครัวถูกข่มขู่ ตอนที่ตนนั่งอยู่หน้าร้านคนเดียว โดยมีวัยรุ่นขี่รถจักรยานยนต์ตะโกนมาว่า “มึงระวังตัวให้ดี” พร้อมกับชี้นิ้วมาทางตน แต่ตนเลือกที่จะไม่ตอบโต้ แต่ตอนนี้ตนรู้สึกอุ่นใจมากขึ้นที่ทางผู้ต้องหาถูกตัดสินให้จำคุก แต่คิดว่าเรื่องเช่นนี้ ไม่ควรเกิดขึ้นกับครอบครัวใคร

น.ส.ภัสธิร์ญา ภัคสิรีธร หลานสาวของนายสมเกียรติ

ด้าน น.ส.ภัสธิร์ญา ภัคสิรีธร หลานสาวของ นายสมเกียรติ เปิดเผยว่า อยู่ในเหตุการณ์วันที่ นายสมเกียรติ โดนกลุ่มชายวัยรุ่นทำร้าย เมื่อตนทราบข่าวจากทางโรงพยาบาลว่า นายสมเกียรติ เสียชีวิต ตนรู้สึกตกใจ ร้องไห้ตัวไม่ถูก ภาพในวันเกิดเหตุยังวนเวียนอยู่ภายในหัว ช่วงแรกตนไม่สามารถที่จะเล่าเหตุการณ์ให้ใครฟังได้ เพราะรู้สึกเจ็บปวด และคิดว่าเหตุการณ์ดังกล่าวไม่ควรจะเกิดขึ้น

ระหว่างที่ต่อสู้คดี ตนและครอบครัวรู้สึกท้อ เพราะข่าวที่ออกไป ทำให้รู้ว่าฝ่ายคู่กรณีที่เป็นลูกตำรวจ ตนสงสารทนายที่มาว่าความให้ เพราะเกรงว่า จะสู้คดีกับคู่กรณีไม่ได้ และหากแพ้คดีแล้ว คู่กรณีไม่ได้รับโทษ หรือออกจากคุกมาได้ ยังสามารถกลับมาทำร้ายครอบครัวตนเองได้

น.ส.ภัสธิร์ญา ยอมรับว่า ตนท้อและหมดกำลังใจ ถ้าหากร้านที่เปิดมาขาดใครไป ตนไม่อยากจะทำต่อ เพราะภาพเหตุการณ์วันนั้น ทำให้จิตตก ทุกวันนี้ตนคิดเสมอว่า ถ้าไม่เลิกกิจการร้านขนมปัง อาจจะย้ายร้านไปอยู่ที่อื่น เพราะคู่กรณี และครอบครัวเป็นคนที่อาศัยในท้องที่แห่งนี้

สำหรับเรื่องคดี รู้สึกดีขึ้นมาเพียงเล็กน้อย เพราะคู่กรณีติดคุก 19 ปี แต่หลังจากพ้นโทษ ทางคู่กรณีสามารถออกมาใช้ชีวิตต่อ แต่สำหรับผู้เสียชีวิตไม่ได้ฟื้นมาเจอใคร มันไม่คุ้มค่าหรือทดแทนได้

โดยระยะเวลา 10 ปี เหมือนเป็นเวลาต่อลมหายใจให้ตัวเอง และครอบครัวว่า “พวกเขายังไม่ได้ออกมาจากคุกในเวลานี้ แต่หากในวันหนึ่งที่เรารู้ว่า เขาได้ออกมาจากคุก เราก็คงไม่ได้มีโอกาสมานั่งยิ้มแบบนี้ เพราะเขาก็เป็นคนที่มีพรรคพวกเยอะ”

สำหรับโทษที่ผู้ต้องหาได้รับ ตนพอใจในระดับหนึ่ง แต่คิดว่า จะยื่นอุทธรณ์ต่อในข้อหาไตร่ตรองไว้ก่อน ทางทนายพยายามสู้ในประเด็นนี้มาตลอด ตนจึงอยากให้ศาลเป็นผู้พิจารณา ไม่ใช่เพียงเจ้าหน้าที่ผู้ทำสำนวนส่งฟ้อง

 

keyboard_arrow_up