ที่สุดของความฮิปสเตอร์! The Attic Diary Café บ้านและร้านอาหาร ที่สร้างมาจากตัวตน

ตามเสนาลิง และใบเตย ไปเคาะประตูดูไอเดียบ้านสุดฮิปสเตอร์! ที่เป็นทั้งบ้านและร้านอาหาร The Attic Diary Café กันที่ตลาดยิปซี พบหนุ่มมาดเซอร์ คุณปุ๊ อิศเรศ จันทรวดี ที่ค้นพบตัวตนบนความสุขที่เรียบง่าย 

ก่อนจะเข้าไปในร้าน เดินมาเจอแต่ตึกร้าง ห้องร้างเต็มไปหมด แถมเดินมาจนสุดตลาดอีกไกลมากๆ ไม่น่าเชื่อยังมีบ้านอยู่ในนี้ด้วย มาเจอทำเลที่นี่ได้ยังไง?

“เดิมที่ผมมาอยู่ที่นี้เมื่อ 3 ปีที่แล้ว เปิดร้านเสื้อผ้าเล็กๆ อยู่ที่นี่มันเป็นตลาดที่มีคนมาเดินเยอะอยู่มาก และวันหนึ่งมันก็เสื่อมคนก็ทยอยออก ระหว่างนั้นผมก็ไม่คิดที่จะไปไหน ตอนคนออกไปผมก็มองเห็นภูเขาอยู่หน้าบ้านเล็กๆ และก็มีรถไฟที่ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นแห่งเดียวในกรุงเทพฯ และผมก็เป็นคนที่ชอบเสียงรถไฟมาตั้งแต่เด็กๆ เพราะผมเป็นคนชอบเดินทาง ผ่านหลายฤดูไปเรื่อยๆ ยิ่งฤดูฝนเราเห็นนกมากินอาหารมันทำให้เราผูกพัน จนทำให้เรารู้สึกมีความสุขเล็กๆ กับสิ่งรอบข้าง เป็นภูเขาที่มีวัฎจักรที่มันเกิดขึ้นในตัวมันเอง จนมันเยี่ยวยาชีวิตเราไปเรื่อยๆ จนมันเงียบสงบ ทำให้เรามาตีคอนเซ็ปต์ว่าจะทำอะไรซึ่งตรงนี้มันเป็นร้านกางเกงยีนต์ มันเป็นร้านที่ออกไปแล้วผมก็นำเก้าอี้ของผมมาและผมก็เอากระดาษมานั่งวาด มองเห็นวิวด้านหน้ามีทางด่วนอยู่ฝั่งโน้น เราอยู่ใต้รถไฟ (ไม่ใช่รถไฟฟ้า) ถ้าเราสร้างอะไรอยู่ตรงนี้เราจะได้เสียงเหมือน นิวยอร์กซาวน์ ที่มีรถไฟวิ่งอยู่ในเมือง มีทั้งรถไฟฟ้า ทางด่วน รถไฟ การเดินทางก็สะดวกด้วย และมันเป็นมุมที่เงียบ”

ทำไมพี่ต้องทำบ้านอยู่ในที่ตรงนี้ด้วย
“เพราะว่าในอนาคตเราวางแผนไว้ว่าหมดจากเรื่องเสื้อผ้า เราอยากทำโฮมสเตย์ในวัยใกล้ๆ 50 ที่มาพักบ้านเจ้าของบ้านจริงๆ ผมกินอะไรคุณต้องกินแบบนั้น ผมอยู่ยังไงคุณก็ต้องอยู่แบบนั้น มันน่าจะเป็นโฮมสเตย์ที่แท้จริง เพราะฉะนั้นผมเลยคิดว่าเรามาสร้าง เบสแคมป์เล็กๆ ก็ดีมั้ย ที่มันเป็นห้องสมุดทดลองที่เราจะได้เรียนรู้ไปพร้อมกันว่าลูกค้ากับเรามีปฎิสัมพันธ์กันยังไง เราจะไปอยู่ร่วมกันได้มั้ย ก็เริ่มมีแฟนคลับเข้ามาทีละนิด เป็นการเติบโตไปด้วยกัน และวันหนึ่งเขาก็อยากมาเที่ยวบ้านเราและท้ายที่สุดเมื่อบ้านเสร็จและเขาก็มา”

ความหมายของชื่อร้าน The Attic Diary Café
“มาจาก Attic แปลว่าห้องใต้หลังคา ผมมาอยู่ที่นี่ก็เป็นบันทึกห้องใต้หลังคา บันทึกหน้าใหม่ของผม แต่ก่อนผมใช้ตัวผมว่า ทิปเปอร์สติปไดอารี คือ กรรมกรมันเย็บอะไรเยอะๆเพื่อให้เกิดความั่นคง เย็บสามครั้งคือมั่นคงมาก ผมก็เลยเอา attic มาเจอกับ diary และคำว่า cafe ของผมได้แปลว่าร้าน แต่ผมแปลว่าเพื่อนหรือแปลว่าตลกคาเฟ่”

ตอนที่เราจะมาสร้างทั้งร้านและบ้านอยู่ที่นี่เราคิดไว้อยากให้เป็นแบบไหน
“เราก็คุยกับน้องที่สนิทว่าจะทำร้านแล้วก็ทำเป็นที่อยู่ไปเลย ตื่นเช้ามาจะได้มองเห็นตัวเอง เห็นโรงรถ เห็นร้านของเรา ทำให้ทุกอย่างอยู่ในที่เดียวกัน เริ่มต้นจากผมรื้อออกหมดเลยจนเหลือแค่เสา 9 ต้นและก็เขียนแบบด้วยตัวเอง นั่งวาดให้เป็นโรงนา เพราะแต่ก่อนผมขายเสื้อผ้าชอบเสื้อผ้ากรรมกรและก็ออกแบบทำเองเพราะว่าเราชอบฟังกชั่นของเสื้อผ้ากรรมกร ก็เลยตีโจทย์ออกแบบบ้านให้เหมือนแบบบ้านกรรมกรแต่จะทำให้ทันสมัยก็คิดถึงโรงนา แต่โรงนาจะทำยังไงให้มันไม่เฉย ก็ทำให้เหมือนประตูทางเข้าเหมือนกระเพาอาหาร ใช้วิชาฮวงจุ้ยเข้ามาช่วย (เป็นทางเดินมังกร)”

ทำไมถึงเลือกใช้ไม้เป็นวัสดุหลักในการทำบ้าน
“วัสดุที่เลือกใช้ไม้ มีไม้ทั้ง 4 อย่าง ไม้สน 3 อย่าง ไม้เก่า 1 อย่าง ให้มันมีหลายๆ โทน ไม้เก่าให้อารมณ์มืด อารมณ์อบอุ่นแบบผู้ใหญ่เข้มๆ เราก็นำมาใช้ที่ประตูอย่างเดียว ไม้สนจะเป็นไม้ที่แสดงความอบอุ่นมากที่สุดก็เลยมาใช้ที่พื้นชั้น 2 กับบันไดทางขึ้น ไม้อบจากนิวซีแลนด์ทั้งหมดวางบนแผ่นซีเมนซ์บอร์ดแต่ถ้าวางหนากว่านี้มันจะไม่ได้ยินเสียงตอนเดิน แต่ผมอยากให้มันมีเสียงจะได้อารมณ์ ใต้พื้นชั้น 2 เห็นเป็นเพดานชั้น 1 ทั้งหมดก็เป็นไม้จากอเมริกาที่เป็นมือ 2 เอามาตัดขนาดใหม่ ไสหน้าทิ้งตามขนาดที่เราต้องการ มันเหมือนจะเป็นไม้ลังแต่ไม่ใช่มันเป็นไม้ที่ทำเฟอร์นิเจอร์ทั้งสิ้น แต่มันเป็นไม้ที่ถูกผ่านการเวลามาแล้ว ยิ่งมันเซทตัวมาแล้วเรายิ่งไม่ต้องกลัว ประตูด้านหลังก็เป็นไม้เต็งบ้างไม้สนบ้าง ผสมหลายๆอย่าง แปะสองฝั่งตรงประตูเหล็กเลื่อน ประตูต้องเลื่อนแบบโรงนาอเมริกาเท่านั้น โลโก้นกฟีนิกส์ เป็นนกที่ไม่มีวันตาย ใช้มาสักพักเพราะเป็นแบรนด์เสื้อผ้า”

เลือกติดกระจกทั้งหน้าร้าน ได้ไอเดียมาจากไหน
“ทำด้านหน้าให้เป็นกระจกเพราะว่าแสงมันเป็นทิศตะวันออก เพราะบ้านสแกนดิเนเวียนจะมีแสงเข้าน้อยๆ ด้วยภูมิอากาศเย็น แต่ก็ต้องปกป้องความเย็นไปพร้อมกัน ฉะนั้นเลยทำช่องหน้าให้เป็นช่องเล็กๆ ผมเลยนำสิ่งพวกนี้มาใช้ไว้ด้านหลังของบ้านโดยใช้ไม้เป็นบานทึบเพื่อปกป้องแสงแดดที่เข้ามาด้านหลังและก็มีช่องหน้าต่างเล็กๆ โดยวัดไซส์จากตัวของผม กระจกหน้าร้าน เรามาไอเดียมาจากโครงการหลวงป่าสวนวันจันทร์ ที่ผมได้มีโอกาสไปนั่งห้องน้ำและมีช่องแสงแบบนี้เลย ผมก็นั่งวาดเลยอยากได้แบบนี้ว่าอยากได้ตรงไหนเป็นสี่ช่องกรอบสี่เหลี่ยม แสงก็เข้ามาบ้างๆ เป็นแสง 45 องศาตลอดเวลา ตอนแรกเราจะเลือกใช้อลูมิเนียมแต่เห็นว่าคนอื่นก็ใช้กันทั่วไป เลยเลือกใช้เป็นคิ้วลอยและแปะกระจกเอาและก็ใส่ไม้ให้มันเป็นกรอบเพื่อยึดกรอบอลูมิเนียมเข้าไป ให้มันมีลูกเล่น”

จากด้านหน้าได้รับแสงแดดแล้ว พี่ปุ๊ยังเลือกที่จะทำกระจกรับแสงด้านบนด้วย
“ใช่ครับ high performance polycarbonate ตัวท๊อปของตลาด ผมทำการบ้านต้องเอาตัวท๊อปเอาอะไรตีก็ไม่พัง ทำยังก็ได้ต้องไม่พัง ยกเว้นเจอวัตถุคมที่ตัดกระจก เพราะว่าเราเป็นห่วงคนที่นั่งอยู่ข้างล่าง นั่งๆอยู่เนี้ยมีอะไรร่วงลงมามันก็อันตราย”

พี่ชอบสีเขียวรึเปล่า ถึงเลือกใช้ทาตัวบ้าน
“ได้เลือกโทนสีเขียวทั้งหมด 4 โทนของตัวบ้าน เอามาใช้ทั้งสีน้ำมันและสีภายนอกภายในปนกัน เขียวพื้น เขียวผนัง เขียวผนังปูน และเขียวไม้ด้านนอก ทำให้โทนบ้านดูอบอุ่น”

ทำไมพื้นยางสีเขียวเก่า ร้านเปิดมากี่ปี
“เพราะว่าผมเป็นคนชอบบ้านจีน ก็เลยต้องทำแบบบ้านจีน นี้แค่ 4 เดือนเองนะลองดูว่ามันเก่ามาก โจทย์ของผมคือทำยังไงให้มันเก่า ก็ระหว่างที่เราทำไปเราหยุดทำ แต่จริงๆมันหยุดทำไม่ได้ งั้นทำไม่ตรงครบทำตรงนั้นแล้วหยุด ทำตรงนี้แล้วหยุด ข้ามไปบ้าง และให้เลือกมุมแห้งไม่เท่ากัน ตรงนั้นแห้งไปทำตรงโน้นก่อน มันจะได้อารมรณ์สีที่ไม่เหมือนกัน มีทั้งเข้ม อ่อน และตกลายงา เป็นสีเขียวไก่กาเหมือนเซรามิก”

เฟอร์นิเจอร์ที่ใช้ในร้าน โต๊ะ เก้าอี้ ได้มาจากที่ไหน
“เป็นของที่บ้าน แต่เราเลือกให้มันดูง่ายๆ ที่มันพอจะมาวางในร้านได้บ้าง เป็นสไตล์แบบจีนไทย มีซื้อเก้าอี้สไตล์สแกนดิเนเวียนมาบ้างเอามามิกซ์”

ต้นไม้ที่เลือกมาในบ้านหลังนี้ เรามีวิธีเลือกต้นไม้อย่างไร?
“จะเลือกเป็นต้นไม้ที่สามารถฟอกอากาศได้ เพราะว่าเราอยู่ที่นี่ เดิมทีแรกอยากได้ต้นไทรออริจินอลมาไว้ในบ้านแต่ด้วยความที่รูปร่างและรากยาว จึงไม่สามารถนำเข้ามาไว้ในบ้านได้ ต้นสนเราก็ชอบ เมเปิ้ลก็ชอบเพราะชอบที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 คิดที่นำไม้พันธ์หนาวเข้ามาปลูกที่ไทย ก็เลยนำต้นเมเปิ้ลสีทองมาไว้ที่ในบ้าน ผมว่ามันน่ารักมันน่าจะเป็นสีเดียวกับไม้ ต้นนี้ได้มาจากเชียงใหม่ อายุ 5 ปี”

ที่เห็นจะโดดเด่นกว่าใครก็ เจ้าของรถคันนี้ อยู่ในบ้านและได้อยู่ในห้องแอร์ด้วย ได้มาจากไหน ใช้งานได้มั้ย
“เราสะสมรถโบราณ ซึ่งตอนนี้ก็เหลืออยู่ไม่กี่คัน มีรถไว้เป็นพลังใจ ตื่นมาได้เห็นรถอยู่ทุกวัน เปิดเพลงให้เขาฟัง ให้จอดอยู่ในห้องแอร์แบบนี้ เป็นของรักของหวงของผมครับ”

ที่สุดของความฮิปสเตอร์! The Attic Diary Café บ้านและร้านอาหาร ที่สร้างมาจากตัวตน

ทำไมเลือกใช้ท่อไฟเป็นสีทองแดง ได้ไอเดียมาจากไหน
“เริ่มจากหม้อ จาน ชาม ในช่วงสมัยยุคต้นมันเป็นทองแดงและมันสวย เคยเห็นชาวนาชาวไร่เข้าไปในป่าและใช้อุปกรณ์หุงต้มเป็นทองแดงและมันอยู่ในบ้านไม้สนมันสวยมาก ผมก็เลยเอาสีมาพ่นเราเลือกท่อที่เป็นเหล็กจริงๆและมาดัดถึงจะได้อารมณ์ และก็วางผังไฟเองทั้งหมด ใช้วิชาชีพที่เป็นผู้กำกับนี้หละมาจัดไฟตามอารมณ์ ทุกไฟจะมีสวิตชของมันเอง ไม่มีการพ่วง เพราะพ่วงเมื่อไหร่อารมณ์เปลี่ยนทันทีเลย ผมต้องการสร้างอารมณ์ในแต่ละโซน”

ห้องรับแขกมุมเล็กๆ น่ารักมาก
“ก็จะมีเก้าอี้ตำแหน่งที่ผมชอบนั่งจะเห็นเวลาแขกเดินมาด้านหลังจะผ่านทางช่องกระจก ดูทีวีฟังเพลงมุมเล็กๆ รับแขกไปในตัว ยกแท่นขึ้นมาจากการตั้งทีวีว่าควรวางไซส์ขนาดไหน”

ทำไมถึงเลือกที่จะนอนพื้น
“นอนกับพื้น เพราะแต่ก่อนพี่มีปัญหาเรื่องปวดหลัง ปวดคอ เราก็เห็นว่าพวกญี่ปุ่นนอนในห้องไม้ นอนพื้นเราก็คิดว่าเราลองทำห้องไม้และนอนพื้นดีกว่า นอนกับพื้นแบบเซนๆดีกว่า หมอนเล็กๆ ฟูเล็กๆ พระพุทธเจ้าเคยสอน ปัญหาที่เคยปวดพวกนี้ก็ไม่มีเลย ผมก็เลยรู้สึกว่าสบายมาก เสื้อผ้าที่แขวนคือเสื้อผ้าที่ซักแล้วแต่ยังมะได้เอามาเก็บไว้ในตู้เก็บเสื้อผ้า เลือกใช้ตู้หนังสือโบราณเป็นตู้เก็บเสื้อผ้า ผ้าม่าน ก็เป็นการใช้ผ้าเช็คหน้าโบราณที่เราสะสมมาทำเป็นผ้าม่าน”

มุมพักผ่อน ส่วนมากเราเอาไว้ทำอะไร
“เป็นมุมที่เช้าๆเราก็มานั่งดื่มกาแฟที่มุมนี้ ชมวิวเห็นรถไฟ มุมฝั่งตรงข้ามชานยื่นออกไปเป็นการแก้เรื่องฮวงจุ้ย เพราะว่ามันมีตอไม้ตายตรงประตูมันไม่ดี ผมเลยไปสร้างมุมนั้นจึงทำให้ความสนใจตรงตอไม้หายไป”

ที่เลือกทำมุมดาดฟ้าไว้ เพราะอะไร
“เวลาเราทะเลาะกับพ่อแม่หรือใคร ทุกคนก็มีความคิดอยากจะหนีไปอยู่ไกลๆ หรืออยู่ในกล่องสี่เหลี่ยม เพื่อแม่จะมาสนใจเปิดตู้เสื้อผ้าจะมาง้อมา แต่พอโตมาขนาดนี้เวลาจะเยียวยาตัวเองเนี้ยเราอยากอยู่ที่สูงแล้ว ทำให้เราได้มีเวลาคิด ก็เลยหากิมมิว่าจะทำยังไงก็เลยสร้างตึกให้เป็นสามชั้นเลย ด้วยโครงสร้างเหล็กที่มีอยู่ก็คำนวณว่ารับน้ำหนักได้เท่าไหร่ ตอนแรกก็ไม่ได้วางไว้จะเป็นที่แฮงค์เอ้าท์ แค่คิดว่าหาใครสักคนมาเป็นที่ปรึกษาหรือรับฟังปัญหาของเรา รองรับได้ 8-10 คน เป็นมุมที่บางทีรุ่นน้องมีความทุกข์ก็มาหา เพราะเห็นบ้านนี้มีแต่ความสุข เราก็ต้องแบ่งปัน การแชร์ความทุกข์กัน สุดท้ายแล้วจะเกิดสุข มีสุขให้เสพกันนานๆ มีทุกข์ให้กำจัดโดยเร็ว ก็จะมานั่งปรับทุกกันตรง Rooftop จะเอาไว้ต้อนรับเฉพาะคนสนิทเท่านั้น เพราะจริงๆ แล้วถือว่าเป็นพื้นที่ส่วนตัวของเรา อยู่เหนือห้องนอนของเราเลย”

ร้านพี่ปุ๊ เขาไม่ได้เปิดร้านเหมือนร้านทั่วไป ลูกค้าที่จะมาร้านต้องโทรจองล่วงหน้า ไม่งั้นรอกินเป็นชั่วโมงเลย
“ใช่ครับ ต้องโทรจองมาเพราะจองมาคุณมีที่นั่ง คุณได้ทานสิ่งที่คุณอยากทานแน่นอน แต่ถ้าไม่จองมาร้านกว่าจะได้กินก็ชั่วโมงครึ่งถ้าคุณรับได้ก็จะได้กิน ผมจะพูดเลยถ้าเจอหน้าว่าจองรึเปล่าถ้าวอคอิน ชั่วโมงครึ่งรอไหวมั้ย ผมก็เริ่มพูดคุยถ้าปฏิกิริยาเฟรนลี่ผมชอบ ผมก็จะทำให้เร็วกว่านั้นเพราะปกติอาหารทำมันไม่นานเท่าไหร่ มันขึ้นอยู่กับวัตถุดิบที่เราหั่นมาวางมากกว่า”

ไปเรียนทำอาหารที่ไหน
“เป็นวิชาที่ตอนเด็กๆ ผมสนิทกับคุณยาย ตื่นมาช่วยคุณยายเตรียมของตั้งแต่เด็กๆ เป็นพวกเครื่องที่ทำน้ำพริกต่างๆ และคุณยายก็ทำขนมไทยเก่งมาก ผมก็เลยทำขนมไทยเป็นทุกอย่าง พอเวลายายทำอาหารแกก็ชอบทำไปพูดไป มันก็เลยมีความรู้สึกว่าทำไมแม่ทำอาหารแล้วมีเพื่อนพ่อมากิน ทุกคนกลับบอกทำไมมันไม่เหมือนคนอื่นที่ทำทั้งๆ ที่หน้าตามันคล้ายกัน เรามั่นใจได้ว่าอาหารที่ออกมาจากสายบ้านผมเนี้ยเป็นรสชาติที่ดั้งเดิมแน่นอน คุณยายของคุณแม่คุณยายอยู่ในวังรัชกาลที่ 6 มาก่อน อาหารในร้านก็มี 15 เมนู เป็นอาหารที่ผมชอบทาน ทานแล้วไม่เบื่อ และเราก็คิดว่า 15 เมนูที่เรามี ลูกค้าบางท่านอาจจะกลับมาซ้ำทานใหม่เขาต้องคิดถึงความเป็นบ้านๆ และรสชาติไม่บ้าน”

และการทำกาแฟหละ ได้ความรู้มาจากที่บ้านตอนเด็กๆ ด้วยมั้ย
“ไม่ใช่ครับ ด้วยความโชคดีที่รุ่นน้องแต่ละคนเป็นบาริสต้าเลยโทรศัพท์ให้รุ่นน้องมาสอนมาสองคน คนละร้าน ก็ได้ลองทำที่นี่อยู่ทำเป็นอาทิตย์เลย เลือกๆ ให้มันน้อยๆ สุดท้ายก็ได้กาแฟที่โดนใจเราเพียง 1 เดียวเท่านั้น”

ติดตามชมรายการมายโฮม ออกอากาศทุกวันเสาร์ เวลา 9.30 น. ช่องอมรินทร์ทีวี 34

keyboard_arrow_up