ย้อนรอยจับโป๊ะ “มหาลัยปลอม” เมื่อสำนักข่าวดังใช้ “สุนัข” ล่อซื้อใบปริญญา

กลายเป็นประเด็นที่ถูกนำกลับมาพูดถึงอย่างกว้างขวางอีกครั้งในสังคมไทย เกี่ยวกับมหาวิทยาลัยที่ไม่ได้รับการรับรองอย่างถูกต้อง แต่กลับสามารถออกใบรับปริญญาให้กับผู้เรียนได้ ซึ่งเรื่องทำนองนี้ได้เพิ่งจะเกิดขึ้นเท่านั้น แต่หากย้อนกลับไปเมื่อเดือนตุลาคม ปี ค.คศ. 2013 เมื่อสำนักข่าวใหญ่อย่าง BBC ได้มีการจับโป๊ะมหาวิทยาลัยปลอม ด้วยการใช้สุนัขเป็นตัวล่อ!! เหตุการณ์นี้ เกิดขึ้นเมื่อ The American University of London ในประเทศอังกฤษ ได้ตกเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในสังคม เพราะการเรียกเก็บเงินเพื่อออกใบปริญญาให้ โดยที่ไม่ต้องไปนั่งเรียนจริงๆ ซึ่งเรื่องนี้ถูกเปิดโปงเมื่อสำนักข่าว BBC ลองทำท่าติดต่อขอใบปริญญา โดยการสร้างหลักฐานปลอมเป็นชายชื่อ Peter Smith ที่ปรึกษาทางธุรกิจวัย 36 ปี ประสบการณ์ทำงาน 15 ปี และเรียนจบจากมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในอังกฤษ ส่งไปให้มหาวิทยาลัยแห่งนี้พิจารณาออกวุฒิปริญญาให้ ทางมหาวิทยาลัยดังกล่าว ได้ตอบรับข้อเสนอ พร้อมกับเรียกเก็บเงินประมาณ 221,178 บาท ($ 7,278) จากนั้นก็ส่งใบปริญญาโทสาขาบริหารธุรกิจ MBA มาให้จริงๆ โดยหารู้ไม่ว่า…ตัวตนของ Peter Smith แท้จริงคือสุนัขที่ทีมงานเลี้ยงไว้นั่นเอง ทำให้งานนี้กลายเป็นว่า มหาวิทยาลัยดังกล่าวออกปริญญาให้สุนัขแทน หลังจากนั้นได้ข้อมูลดังกล่าว ก็เกิดการสืบเสาะหาความจริง […]

ไม่ได้มีแค่ที่เขากะลา…รวมภาพที่เขาว่าถ่ายติด UFO จากทั่วโลก

กลับมาเป็นกระแสที่ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางในบ้านเราอีกครั้ง สำหรับการมาเยือนของเอเลี่ยนที่เขากะลา จังหวัดนครสวรรค์ เมื่อร่างทรงดาวพลูโตได้จัดพิธีถ่ายทดสดทางเฟซบุ๊ก โดยมีอาจารย์นักพูดชื่อดังเป็นคนช่วยแปล เนื่องจากร่างทรงดังกล่าวสื่อสารด้วยภาษาต่างดาว และได้มีการนัดรวมตัวกันระหว่างผู้ที่เชื่อและอยากพิสูจน์ เพื่อจะติดต่อกับมนุษย์ต่างดาวที่เดินทางมาจากดาวพลูโต ว่ามีจริงอีกไม่ ทั้งยังมีภาพถ่ายจากผู้คนมากมายที่อ้างว่าถ่ายติด UFO ในพื้นที่ละแวกนั้นมาแล้ว แม้จะมีภาพถ่ายและคำให้สัมภาษณ์ แต่ UFO ก็ยังคงเป็นปริศนาดำมืดเหลือเกิน ที่จะมีใครกล้าฟันธงว่าตกลงแล้วโลกของเราเคยมีการมาเยือน หรือเคยมีใครในโลกได้พบกับยานเหล่านั้นและมีผู้โดยสารมากับมันหรือไม่ ยิ่งในยุคที่การสร้างภาพและเรื่องราวปลอมๆ สามารถทำได้ง่ายเหมือนพลิกฝ่ามือ จึงทำให้คนส่วนใหญ่หวั่นใจเหลือเกินที่จะเชื่อข้อมูลเหล่านั้น ถึงจะไม่มีใครเชื่อ และยากที่จะทำให้คนเชื่อเรื่องแบบนี้ได้ แต่ก็ยังมีกลุ่มคนจากทั่วโลกที่มั่นใจว่าครั้งหนึ่งในอดีต มนุษย์เราต้องเคยเผชิญหน้าและถูกสอดส่องโดยเหล่ามนุษย์ต่างดาวและจานบินอยู่นับครั้งไม่ถ้วน แถมยังมีหลายครั้งที่มีคนสามารถบันทึกเหตุการณ์นั้นไว้ได้ ตัวอย่างเช่นภาพข้างล่างนี้ ในรัฐนิวแฮมป์เชียร์ ปี ค.ศ.1870 ในฝรั่งเศส ปี ค.ศ. 1910 ไม่ระบุสถานที่ ปี ค.ศ. 1920 ในรัฐออริกอน ปี ค.ศ. 1927 ในประเทศเม็กซิโก ปี ค.ศ. 1927 ในรัฐโคโลราโด ปี ค.ศ. 1929 ในรัฐโอไฮโอ ปี ค.ศ. 1932 ในรัฐเวสต์เวอร์จิเนีย […]

“ชิมแปนซี” ลิงไร้หางที่มีความใกล้เคียงกับมนุษย์มากที่สุด

ชิมแปนซี (Chimpanzee) เป็นลิงไร้หางที่กระจายพันธุ์อยู่ในทวีปแอฟริกา อาศัยอยู่รวมกันเป็นครอบครัวที่มีความสัมพันธ์กันแบบเครือญาติ โดยมีจ่าฝูงเพศผู้เพียงตัวเดียว กับสมาชิกเพศผู้และเมียในช่วงวัยต่างๆ โดยมากมักจะออกหากินบนพื้นดินมากกว่าต้นไม้ โดยหากินในเวลากลางวัน ซึ่งอาหารได้แก่ ผลไม้และใบไม้ต่าง ๆ รวมถึงสัตว์ขนาดเล็กต่าง ๆ เช่น แมลง เป็นต้น ลิงชิมแปนซีมีพฤติกรรมที่จะประดิษฐ์เครื่องมือต่างๆ ในการหาอาหารเช่นเดียวกับมนุษย์ในยุคก่อนประวัติศาสตร์ และมีเสียงร้องหลากหลายถึง 32 แบบ โดยถือเป็นภาษาสำหรับการสื่อสารระหว่างกัน นอกจากนี้ ชิมแปนซียังมีความจำดีมาก ทั้งยังมีอารมณ์ความรู้สึกเช่นเดียวกับมนุษย์ มีความฉลาดสูงกว่าอุรังอุตังและกอริลล่า ซึ่งเป็นลิงไม่มีหางเช่นเดียวกัน โดยสถาบันวิจัยสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม มหาวิทยาลัยเกียวโตของญี่ปุ่นระบุว่า ลูกชิมแปนซีมีความจำดีกว่ามนุษย์ที่เป็นผู้ใหญ่เสียอีก แต่ถึงอย่างนั้น ลิงชิมแปนซียังถูกขับเคลื่อนด้วยสัญชาตญาณของสัตว์มากกว่าสติปัญญา จึงทำให้พวกมันมีพฤติกรรมก้าวร้าว โดยเฉพาะในกลุ่มตัวผู้ที่บางครั้งจะยกพวกเข้าตีกันจนถึงขั้นฆ่ากันตายได้ รวมถึงมีการรวมตัวกันเพื่อล่าลิงโลกเก่าบางชนิด เช่น ลิงโคโลบัส กินเป็นอาหาร โดยจะแจกจ่ายให้ชิมแปนซีตัวผู้ได้กินก่อน ขณะที่ตัวเมียก็จะได้รับส่วนแบ่งที่เหลือจากการล่าด้วย นอกจากนี้ยังพบว่าในฝูงลิงชิมแปนซี ยังมีการละเว้นโทษให้กับลูกลิงที่อยู่ในช่วง 3 ขวบปีแรก ซึ่งมีกระจุกขนสีขาวบริเวณก้นเป็นเครื่องหมายบอกถึงวุฒิภาวะที่ยังไม่สมบูรณ์ จนกระทั่งพวกมันอายุเลย 3 ขวบ ลูกลิงจะเริ่มเข้าสู่กฏเกณฑ์ภายในฝูง เช่นเดียวกับมนุษย์ ที่มีกฎหมายยกเว้นโทษบางข้อให้กับเด็กด้วย

“แมลงสามง่าม” ตัวแทะกระดาษและเสื้อผ้า ที่ซ่อนอยู่ในบ้านของคุณ

แมลงสามง่าม (Silverfish) มีเป็นแมลงที่มีขนาดเล็ก ไม่มีปีก แต่มีหนวด ลำตัวสีเงินหรือสีเทา ส่วนหัวกว้างกว่าส่วนปลายและมีแพนหาง 3 เส้น ขา 3 คู่ และหลายบ้านก็มีพวกมันอาศัยอยู่ เพียงแต่ไม่ค่อยเป็นที่สังเกตนัก จนกระทั่งมีคนไปรื้อชั้นหนังสือเก่าๆ หรือตู้เสื้อผ้าที่ไม่ค่อยมีใครไปเปิด เพราะสิ่งเหล่านั้นคือแหล่งอาหารและที่ซ่อนตัวของพวกมัน แม้จะไม่มีพิษภัย หรือเป็นพาหนะนำโรคในๆ สู่มนุษย์ แต่เพราะคราบเหลืองและรูที่ทิ้งไว้จากการกัดแทะ ก็อาจสร้างความรำคาญให้ใครหลายๆ คนได้ ซึ่งเราก็สามารถจัดการกับพวกมันได้ง่ายๆ โดยไม่ต้องใช้สารเคมีใดๆ เพียงแค่หมั่นทำความสะอาดชั้นหนังสือ ตู้เสื้อผ้า รวมถึงพยายามหยิบจับหนังสือและเสื้อเหล่านั้นมาใช้บ้าง เพื่อไม่ให้บริเวณเหล่านั้นปลอดภัยเกินไปจนกลายเป็นที่ซ่อนตัวสำหรับพวกมัน หรือหากไม่มีเวลาทำความสะอาดจริงๆ การนำลูกเหม็น และน้ำมันหอมระเหยกลิ่นต่างๆ ไปตั้งไว้ตามจุดที่คิดว่าจะมีพวกมันอยู่ รวมถึงการทำห้องให้มีแสงสว่างไว้ ก็เพียงพอจะช่วยไล่แมลงรบกวนชนิดนี้ออกไปจากบ้านของคุณได้เหมือนกัน

รู้หรือไม่…แถบสีขาวดำบนตัว “ม้าลาย” ก็คล้ายๆ กับลายนิ้วมือของมนุษย์

ไม่เพียงจะใช้เพื่อจำแนกชนิดของม้าลายสายพันธุ์ต่างๆ แล้ว ลายแถบสีขาวดำบนตัวม้าลายนั้น ยังเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของม้าลายแต่ละตัวอีกด้วย ดังนั้นไม่ว่าม้าลายในฝูงนั้นจะมีมากสักแค่นั้น พวกมันก็จะมีลวดลายที่ไม่เหมือนกันเลยแม้แต่ตัวเดียว ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดในการที่ม้าลายมีลายแถบสีขาวเหล่านี้ไว้เพื่ออะไรกันแน่ แต่ก็มีหลายทฤษฎีที่ให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ เช่นใช้ในการพรางตัวจากศัตรู ทำให้นักล่าตาลายเมื่อพบเจอม้าลายที่อยู่รวมกันเป็นฝูง และจับระยะทางที่จะโจมตีผิดพลาดไป นอกจากนี้ ชาร์ลส์ ดาร์วิน ยังเคยตั้งข้อสังเกตว่า ม้าลายมีลายเพื่อจดจำกันได้ และตัวผู้ใช้เกี้ยวพาตัวเมีย รวมทั้งเชื่อว่ามีไว้ป้องกันแมลง โดยเฉพาะแมลงวัน มีหลักฐานว่าม้าลายดึงดูดแมลงน้อยกว่าสัตว์กินพืชชนิดอื่นๆ ในแอฟริกา โดยปกติแล้ว ม้าลายจะไม่ใช้เป็นม้าใช้งานเหมือนกับม้าหรือลาชนิดอื่น ๆ เนื่องจากเป็นสัตว์ป่าที่ฝึกให้เชื่องได้ยาก ม้าลายมีอารมณ์ฉุนเฉียวไม่แน่ไม่นอน อีกทั้งมีขนาดเล็ก จึงไม่เหมาะแก่การใช้งาน แต่ทว่าก็มีผู้ที่สามารถฝึกม้าลายได้บ้าง เช่น ฝึกให้เป็นม้าลากรถในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เป็นต้น ส่วนมากม้าลายจะเป็นสัตว์ที่เลี้ยงแสดงกันตามสวนสัตว์ ม้าลายในธรรมชาติจะถูกล่าเพื่อเอาเนื้อบริโภคเป็นอาหารและหนังเพื่อทำเป็นเครื่องประดับ และเครื่องนุ่งห่ม ซึ่งทำให้ม้าลายบางชนิดสูญพันธุ์ไปแล้ว อีกทั้งลวดลายอันโดดเด่นของม้าลาย จึงทำให้ลายของม้าใช้เป็นสัญลักษณ์หรือตราสัญลักษณ์ต่าง ๆ เช่น ทางม้าลาย บนพื้นถนนสำหรับการข้ามถนนของผู้คนที่เดินสัญจรปกติ และเป็นสัญลักษณ์หรือฉายาขององค์กรหรือสโมสรต่าง ๆ เช่น สโมสรฟุตบอลยูเวนตุส ในกัลโช่เซเรียอา ของอิตาลี ก็มีฉายาว่า “ม้าลาย” ตามสีของชุดแข่งขันและสัญลักษณ์ประจำสโมสร เป็นต้น

“กวางชะมด” สัตว์กินพืชที่มีเขี้ยวเหมือนแวมไพร์ และถูกมนุษย์ใช้เป็นเครื่องหอม

กวางชะมด (Musk deer) เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมจำพวกสัตว์เคี้ยวเอื้อง มีขนหยาบและมีสีสันที่หลากหลาย มีความยาวประมาณ 1 เมตร มีความสูงถึงหัวไหล่ประมาณ 50-60 เซนติเมตร แต่บริเวณสะโพกจะสูงกว่าหัวไหล่อีกประมาณ 5 เซนติเมตร น้ำหนักเมื่อโตเต็มที่ประมาณ 9-11 กิโลกรัม มีจุดเด่นคือ มีเขี้ยวออกมาจากริมฝีปากประมาณ 7.5 เซนติเมตร ซึ่งตัวเมียจะมีขนาดสั้นกว่า ตัวผู้มีต่อมผลิตสารคล้ายขี้ผึ้งที่มีกลิ่นคล้ายกับกลิ่นของชะมด (Viverridae) ซึ่งมีไว้เพื่อใช้ในการติดต่อสื่อสารกับตัวเมียและประกาศอาณาเขต โดยมาก กวางชะมดมักอาศัยอยู่ลำพังตัวเดียวในป่าที่ราบสูงในระดับ 2,600-3,600 เมตร จากระดับน้ำทะเล ในทวีปเอเชียตอนกลางและเอเชียตะวันออก ออกหากินในเวลาเช้าและเย็น นอนหลับพักผ่อนในเวลากลางวัน ตกลูกครั้งละ 1 ตัว เมื่อสู่วัยเจริญพันธุ์เมื่ออายุได้ 1 ปี ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน กวางชะมดถูกใช้เป็นเครื่องสำหรับผลิตเครื่องหอมมาแต่โบราณ โดยมีสูตรว่า ให้ทุบกวางชะมดตัวผู้ให้ตาย โดยอย่าให้เลือดออก แล้วเลาะกระดูกออก และนำเนื้อไปตากแดดให้แห้งแล้วป่นทำเป็นผงหอม หรือให้ผ่าท้องตัวผู้แล้วนำไข่ดันออกมาป่นให้เป็นผงแล้วนำใส่ถุง จะเป็นเครื่องหอมที่ดีที่สุด อย่างไรก็ตาม ยังมีกลิ่นธรรมชาติที่ผลิตจากการป้ายกลิ่นของกวางตัวผู้ที่เรียกว่า “ชะมดเชียง” ในเชิงสมุนไพรและผลิตเครื่องหอม บางชนิดมีการเลี้ยงเป็นสัตว์เศรษฐกิจ ซึ่งตัวผู้จะผลิตสารนี้ได้ตัวประมาณ 28 […]

หากสิ่งมีชีวิตจากนอกโลกมีจริง มันอาจเหมือนกับสิ่งที่ติดมาในอุกกาบาตชิ้นนี้

อีกหนึ่งความฝันของนักดาราศาสตร์และคนธรรมดาอีกหลายท่าน คงจะหนีไม่พ้นการค้นพบสิ่งมีชีวิตจากนอกโลกสักครั้งในชีวิต แต่ถ้าการหาเศษกรวดสวยๆ สักอัน ท่ามกลางเม็ดทรายในกำมือนั้นเป็นเรื่องยาก การค้นหาคำตอบในคำถามนี้ก็เป็นเรื่องยากยิ่งกว่าหลายเท่า แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีหลักฐานที่ ดูเหมือนจะมีความน่าเชื่อถือมากที่สุดชิ้นหนึ่งปรากฎอยู่ และสร้างความตื่นเต้นให้กับนักวิทยาศาสตร์ที่พยายามค้นหาสัญญาณของชีวิต (biosignatures) ภายในระบบสุริยะ ซึ่งติดมากับอุกกาบาตจากดาวอังคาร เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1984 โดยคุณ Roberta Score นักวิจัยในโครงการแอนตาร์กติกา ที่ได้นำก้อนหินหนัก 2 กิโลกรัมที่เธอเจอบนพื้นน้ำแข็งกลับมายังศูนย์วิจัย โดยไม่รู้มาก่อนเลยว่าหินที่เธอหยิบมานั้นมาเคยเป็นส่วนหนึ่งของจากดาวอังคาร และได้ตั้งชื่อให้มันว่า ALH84001 หลังจากที่ได้ทำการตรวจสอบพบว่า หินของมันไม่ตรงกับหินชนิดใดบนโลกค่อนข้างเป็นที่ชัดเจนว่ามันไม่ได้มาจากโลกนี้แน่นอน สุดท้ายแล้วในปี ค.ศ. 1996 องค์การนาซ่าได้ออกมาประกาศว่าหินก้อนนี้มาจากดาวอังคาร และอาจเดินทางมายังโลกจากการที่ดาวอังคารถูกชนด้วยดาวเคราะห์น้อยเมื่อหนึ่ง 16 ล้านปีที่แล้ว และจากการวัดอายุคาร์บอนพบว่าตกมาบนโลกเมื่อเวลาประมาณหนึงหมื่นปีก่อนคริสตกาล ความประหลาดใจไม่ได้มีเพียงเท่านั้น เพราะหลังจากที่พวกเขาได้ทำการส่องด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอน ก็ได้พบกับสิ่งที่เหมือนจะเป็นฟอสซิลของแบคทีเรีย หรือสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กมากๆ ไม่ว่าสิ่งนี้จะเกิดจากการปนเปื้อนบนโลก หรือมาจากดาวอังคารจริงๆ แต่การค้นพบนี้ก็ได้เปลี่ยนการศึกษาระหว่างดาวไปตลอดกาล และทำให้เกิดศาสตร์ที่ถูกเรียกว่า Astrobiology หรือ ดาราศาสตร์ชีววิทยา ขึ้นบนโลก เพราะค้นหาสิ่งมีชีวิตรูปแบบต่างๆ ที่อาศัยนอกดวงดาวของเรา

เปิดข้อเท็จจริงของ Starchild skull หัวกะโหลกเด็กที่เชื่อว่าเป็นลูกผสม “มนุษย์ – เอเลี่ยน”

ท่ามกลางหลักฐานที่มีทั้งจริงและเท็จ เกี่ยวกับการมีอยู่ของมนุษย์ต่างดาวในรูปแบบต่างๆ ที่มีผู้คนเคยพยายามจดบันทึกไว้ หนึ่งในหลักฐานที่ดูเหมือนจะได้รับความสนใจ และมักถูกหยิบยกมาเอ่ยถึงในเรื่องราวของมนุษย์ต่างดาวมากที่สุด คงจะหนีไม่พ้น The Starchild skull หรือ หัวกะโหลกของเด็กจากดวงดาว ที่นักจานบินวิทยา รวมทั้งผู้คลั่งไคล้ในเรื่องลี้ลับเชื่อว่า มันคือหลักฐานการมีปฏิสัมพันธ์กันระหว่าง “มนุษย์” และ “สิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญา” จุดเริ่มต้นทั้งหมดเกิดขึ้นที่เหมืองเก่าแห่งหนึ่งในประเทศเม็กซิโก เมื่อคนงานและทีมนักสำรวจได้พบกับกะโหลกศีรษะรูปร่างคล้ายของมนุษย์ที่รูปร่างผิดปกติ ซึ่งถูกฝังรวมกับโครงกระดูกมนุษย์ธรรมดา จนมีการตั้งชื่อเล่นให้กับชิ้นส่วนปริศนานี้ว่า The Starchild skull และมีการอ้างอิงข้อมูลที่ได้จากการวิเคราะห์รายละเอียดต่างๆ โดยนักมานุษยวิทยาและศัลยแพทย์ ซึ่งพบว่าดีเอ็นเอที่พบบนกะโหลกดังกล่าวไม่ใช่ดีเอ็นเอของมนุษย์ทั้งหมด และมีส่วนประกอบสิ่งมีชีวิตอื่นที่ไม่สามารถจำแนกประเภทได้ ทั้งมีรายงานบางชิ้นที่ระบุว่าเจ้าของกะโหลกศีรษะนี้อาจมีฟันถึง 3 ชุด แทนที่จะเป็นสองชุดแบบมนุษย์ทั่วไป รวมทั้งเรื่องเล่าพื้นเมืองในแถบนั้นที่อ้างถึงการลงมาเยือนจาก “คนบนฟ้า” ที่สมสู่กับหญิงสาวในหมู่บ้านหลายแห่ง และทำให้เกิดเด็กที่มีรูปร่างแบบนี้ขึ้นมา ซึ่งมีบางครั้งที่ผู้เป็นแม่มักไม่ยอมมอบลูกที่เกิดจากสายเลือดผสมนี้คืนให้กับพ่อ และทำให้ชาวบ้านต้องจำใจฝังพวกเขาทั้งเป็น เพื่อป้องกันภัยพิบัติที่จะตามมา อย่างไรก็ตาม มีรายงานอีกด้านหนึ่งที่ระบุว่าลักษณะกะโหลกดังกล่าวนั้นเป็นของชาวอเมริกันพื้นเมืองที่ป่วยเป็น โรคหัวบาตร หรือ โรคน้ำในสมอง (Hydrocephalus) ซึ่งเป็นความผิดปกติตั้งแต่กำเนิดที่มีของเหลวมากเกินไปในกะโหลกศีรษะ และทำให้เจ้าของศีรษะมีกะโหลกขนาดใหญ่กว่าคนทั่วไปเท่านั้นเอง แล้วคุณล่ะ…คิดว่ากะโหลกนี้เป็นของใคร แค่เด็กที่ป่วยเป็นโรค หรือ เด็กลูกผสมจากคนที่มาจากบนฟ้า

พบกับชายชราผู้เชื่อว่าตนเคย “ถูกลักพาตัว – เสียซิง” ให้กับมนุษย์ต่างดาว

ถึงจะยังเป็นข้อถกเถียงถึงการมีตัวตนของสิ่งมีชีวิตจากนอกโลกที่เราเรียกว่า มนุษย์ต่างดาว เพราะจนตอนนี้ยังไม่มีใครสามารถฟันธงได้ว่าสิ่งมีชีวิตที่ว่านั้นมีตัวตนหรือไม่ แต่ก็มีผู้คนอีกจำนวนไม่น้อยที่เชื่อว่ามนุษย์ต่างดาวนั้นมีตัวตนอยู่จริง และบางคนเชื่อว่าพวกเขาเคยมีประสบการณ์การเผชิญหน้ากับสิ่งมีชีวิตนอกโลกนี้แบบตัวต่อตัวมาแล้ว อย่างเช่นกรณีของชายชราชาวนิวเจอร์ซีที่ชื่อว่า David Huggins อาจฟังดูเหมือนเรื่องเล่าจากทฤษฎีสมคบคิด แต่ชายผู้นี้ยืนยันว่าตัวเองเคยถูกมนุษย์ต่างดาวลักพาตัวตั้งแต่อายุ 8 ขวบ และยังคงเผชิญหน้ากับเหตุการณ์นั้นซ้ำๆ ซากๆ นั้นจนถึงทุกวันนี้ และมีครั้งหนึ่งเขาเคยถูกบังคับให้มีเพศสัมพันธ์กับมนุษย์ต่างดาวที่ชื่อว่า Crescent ซึ่งนั่นนับเป็นการเสียซิงครั้งแรกของเขาด้วย และเป็นเหตุการณ์นี้สร้างความอึดอัดให้กับ David อย่างมาก จนทำให้เขาระบายมันออกมาผ่านภาพวาดต่างๆ ซึ่งเขาอ้างว่านี่คือโฉมหน้าของผู้มาเยือนจากต่างดาว แน่นอนว่าทุกคนที่ได้ยินเรื่องนี้ ล้วนรู้สึกว่าชายผู้นี้ต้องเพี้ยนสุดขีด และทั้งหมดนี้เป็นแค่เรื่องโกหกที่เขาแต่งขึ้นมาเพื่อสร้างสีสันให้กับตัวเองเท่านั้น แต่ David ยังคงยืนยันว่าเรื่องทั้งหมดนี้คือความจริง และเขาเป็นแค่คนปกติคนหนึ่งเท่านั้น

5 สมมติฐาน ว่าทำไมเราถึงไม่พบ “มนุษย์ต่างดาว” สักที!?

อีกหนึ่งคำตอบที่เชื่อว่าหลายคนคงอยากได้คำตอบเป็นอย่างมาก นั่นคือแท้จริงแล้วโลกเรานั้นอยู่อย่างโดดเดี่ยวในจักรวาลอันกว้างใหญ่นี้หรือไม่ เพราะถึงจะมีคนจำนวนไม่น้อยที่เชื่อว่าบนท้องฟ้าอันมืดมิดนั้น ยังมีใครบางคนจ้องมองเราอยู่ แต่ก็ยังไม่มีหลักฐานชัดๆ แม้แต่ชิ้นเดียวที่ยืนยันว่า มี มนุษย์ต่างดาว อยู่จริงๆ ปัญหาที่ว่านี้ แม้แต่นักดาราศาสตร์ฟิสิกส์ที่ครุ่นคิดและสงสัยในเรื่องนี้มานานหลายปีก็ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนได้ แต่ท่ามกลางความสนใจที่จะค้นหาชีวิตจากดาวดวงอื่นให้ได้ ทำให้เกิดสมมติฐานที่น่าสนใจที่พยายามให้คำตอบว่า…ทำไมเราจึงยังไม่เจอสิ่งมีชีวิตที่เราเชื่อว่ามีอยู่จริงสักที!? เอกภพนั้นกว้างใหญ่เกินไป นักวิทยาศาสตร์เคยประมาณการว่ามีดาวเคราะห์มากกว่า 100 ล้านดวงในทางช้างเผือก และทางช้างเผือกเองก็เป็นเพียงหนึ่งในแสนล้านกาแลคซีของเอกภพ ฉะนั้นมันแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่เราจะสามารถสแกนดาวทุกดวงได้อย่างครบถ้วน หรือต่อให้มนุษย์สามารถสำรวจทางช้างเผือกจนทะลุปรุโปร่ง แต่ไม่พบสัญญาณของสิ่งมีชีวิต นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าในอีกแสนล้านกาแลคซีที่เหลือจะไม่มี เราไม่ได้จริงจังกับการค้นหาพวกมันมากอย่างที่ควรจะเป็น ถ้าไม่นับอุปกรณ์ของนักล่ามนุษย์ต่างดาวมือสมัครเล่นที่มีอยู่ทั่วโลก อุปกรณ์ที่ดูจะทรงประสิทธิภาพที่สุดและออกแบบมาเพื่อค้นหาชีวิตบนดาวดวงอื่นโดยเฉพาะ ก็มีแค่กล้องโทรทัศน์ของ สถาบันที่ค้นหาสิ่งมีชีวิตที่มีปัญญาความฉลาดที่อยู่นอกโลก หรือ สถาบัน SETI เท่านั้น และมันก็มีโอกาสสำเร็จน้อยมากที่จะใช้กล้องที่ว่านี้กวาดหาดาวฤกษ์กว่าล้านดวง และอีกกว่าร้อยกาแลคซีที่อยู่ใกล้เราที่สุด เพื่อหาสัญญาณการมีชีวิตจากนอกโลก เทคโนโลยีของเรามันล้าสมัยเกินกว่าจะเจอพวกเขา หากมนุษย์ต่างดาวมีตัวตนอยู่จริง และสามารถเดินทางมายังโลกของเราโดยข้ามผ่านกาแลคซีหรือดาวดวงอื่นในเวลาเพียงพริบตา อย่างที่หลายๆ คนเคยอธิบายไว้ นั่นก็แปลว่าเทคโนโลยีของพวกเขาจะต้องก้าวล้ำนำสมัยมนุษย์ไปหลายขุม และอาจรวมถึงรูปแบบการสื่อสารและการซ่อนตัวเองจากเราด้วย ฉะนั้นจึงไม่แปลกที่เทคโนโลยีที่ว่าก้าวหน้าที่สุดของมนุษย์ จะหาพวกนั้นไม่เจอ เราอยู่เพียงลำพังจริงๆ จากคำอธิบายในสมมติฐาน Fermi Paradox ถ้าคุณเชื่อในเรื่องของความบังเอิญ ก็จงเชื่อเถอะว่าการกำเนิดมนุษย์นั้นก็ไม่ต่างกัน เพราะจากความเปลี่ยนแปลง และการทำลายล้างในแต่ละช่วงอายุของโลกที่เพิ่งสร้างอารยธรรมมนุษย์ขึ้นมาเมื่อไม่กี่พันปีก่อน เมื่อเทียบกับอายุของเอกภพที่มีอยู่มานานกว่า 13.8 พันล้านปี เราอาจเรียกว่าเป็นผลผลิตจากความบังเอิญในห้วงอวกาศนี้ก็เป็นได้ […]

“ขนมโตเกียว” ของกินเล่นแบบไทยๆ ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากญี่ปุ่น

หากใครไปญี่ปุ่น และพยายามเดินตามหา “ขนมโตเกียว” มาลองชิมล่ะก็ งานนี้คงจะต้องผิดหวังอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะขนมที่ว่านี้เป็นไอเดียไทยประดิษฐ์โดยแท้ เพียงแต่ได้แรงบันดาลใจมาจากขนมญี่ปุ่นที่หน้าตาคล้ายๆ กันอย่าง ขนมโดะระยะกิ (บ้างก็ว่าเป็นขนมยะสึฮะชิ) นั่นคือการใช้แป้งแพนเค้กบางๆ ที่ผ่านการทำให้สุกบนเตาร้อนๆ แล้วม้วนห่อไส้ซึ่งมีด้วยกันหลากหลายไส้ เช่น ไส้กรอก, ไข่นกกระทา, ไส้ครีมรสหวานต่าง ๆ รวมถึงอาจจะมีไส้พิเศษในบางร้าน เช่น ชีส, บิ๊กไบค์, ไก่ยอ หรือแม้กระทั่งเนื้อปลาแซลมอนก็มี แม้จะยังไม่ทราบที่มาแน่ชัดของขนมชนิดนี้ (แม้กระทั่งขนมที่เป็นแรงบันดาลใจก็ยังมีข้อมูลไม่ตรงกัน) แต่จากข้อมูลในนิตยสาร HEALTH & CUISINE ปีที่ 16 Vol. 188 ได้ระบุว่า ขนมโตเกียวนั้นมีการนำขายในประเทศไทยเมื่อราวๆ ปี พ.ศ. 2510 ที่ห้างสรรพสินค้าไทยไดมารู ซึ่งเป็นกิจการห้างสรรพสินค้าของญี่ปุ่นมาเปิดดำเนินกิจการครั้งแรกในประเทศไทย และได้รับความนิยมเป็นมาก เพราะเป็นสถานที่แห่งแรกในประเทศไทยที่มีบันไดเลื่อนและเครื่องปรับอากาศ เชื่อว่าจุดกำเนิดของขนมโตเกียวมาจากการที่มีผู้ขายอยู่ที่ห้างแห่งนี้ โดยดัดแปลงมาจากขนมโดะระยะกิของญี่ปุ่น แล้วตั้งชื่อขนมของตนเองที่ทำขึ้นใหม่นี้ว่า “ขนมโตเกียว” เนื่องจากไทยไดมารูนำเข้าสินค้าจากประเทศญี่ปุ่นรวมถึงอาหารด้วย ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับกรุงโตเกียว เมืองหลวงของประเทศญี่ปุ่นแต่อย่างใด ปัจจุบัน ขนมโตเกียวกลายเป็นของกินเล่นที่สามารถพบเห็นได้ทั่วไป ทั้งในแบบของร้านที่มีการตั้งขายเป็นหลักแหล่ง และในแบบในร้านรถเข็นตามชุมชน และมีการพัฒนารูปแบบการทำไปอีกหลายรูปแบบ […]

เป็นใครก็ไม่ชอบ!! หนุ่มอินเดียหายซ่า หลังชูนิ้วกลางใส่ลิง จนโดนถีบขาคู่

ไม่แปลกที่คนส่วนใหญ่จะไม่ชอบให้ใครมารชูนิ้วกลางใส่หน้าแบบมั่วๆ เพราะแม้แต่สัตว์เองก็ดูเหมือนจะไม่โอเคกับท่าทีท้าทายของมนุษย์นี้เหมือนกัน เช่นเดียวกับในคลิปฮาชื่อ “Monkey Drop Kicks A Guy Who Gave It The Finger” ที่เผยให้เห็นเหตุการณ์ขณะหนุ่มน้อยในอินเดียรายหนึ่งได้ชูนิ้วกลางใส่เจ้าลิงที่กำลังนั่งข้างทาง แม้มันจะไม้เข้าใจความหมายของนิ้วที่ชูขึ้นมา แต่ด้วยความโมโหต่อท่าทีที่คุกคามของฝ่ายตรงข้าม ทำให้เจ้าลิงกระโดดถีบขาคู่ในหนุ่มคนดังกล่าว จนล้มลงไปนอนกลิ้งอยู่กับพื้น ก่อนจะลุกขึ้นเดินจากไปแบบจ๋อยๆ

รู้หรือไม่!? ที่มาของการ “ชูนิ้วกลาง” สัญลักษณ์ที่รับรู้กันในระดับสากล

ตามหน้าข่าวที่มีบริบทเนื้อหารุนแรงต่างๆ หนึ่งในภาพที่มักต้องมีการเซ็นเซอร์ ถมดำ วางเส้นทึบ หรือทำอะไรก็ตามแต่ให้ถูกเห็นได้น้อยที่สุด นั่นคือการ “ชูนิ้วกลาง” ของคนบนหน้าสื่อ ที่เราทุกคนต่างรับรู้กันดีว่า…ความหมายของนิ้วที่ชูขึ้นมาในขณะที่นิ้วอื่นๆ ถูกพับเก็บนั้น มีความหมายว่าอย่างไร? ในวัฒนธรรมตะวันตก การชูนิ้วกลาง ที่เผยให้เห็นด้านหลังมือและเหยียดเฉพาะนิ้วกลางขึ้นนั้น เป็นกิริยามือลามกและสื่อการดูหมิ่นในระดับปานกลางถึงมาก และถือเป็นสัญลักษณ์ของดูหมิ่นในหลายวัฒนธรรมโดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศฝั่งตะวันตก ที่แสดงให้เห็นถึงความไม่เคารพที่รับรู้กันในระดับสากลอีกด้วย แม้จะฟังดูเป็นการกระทำของคนสมัยใหม่ แต่กิริยาดังกล่าวสามารถย้อนกลับไปได้ถึงสมัยกรีซโบราณ และยังมีใช้ในโรมโบราณ ในอดีตกิริยานี้เป็นสัญลักษณ์ของ “องคชาติ” ในวัฒนธรรมสมัยใหม่บางแห่งกิริยานี้เริ่มเป็นที่รู้กันว่าเป็นสัญลักษณ์การแสดงความไม่เคารพ และแม้ในปัจจุบัน การแสดงนิ้วดังกล่าวจะไม่ได้บ่งชี้ถึงการดูหมิ่นโดยตรง และมีการนำกิริยาที่ดูเป็นการดูหมิ่นนี้มาใช้ในเชิงตลกหรือหยอกกัน ตั้งแต่ในกลุ่มศิลปินดนตรี นักแสดง ผู้มีชื่อเสียง นักกีฬา และนักการเมือง ร่วมไปถึงคนทั่วไปเองก็มีการนำนิ้วดังกล่าวนี้มาหยอกล้อกัน แต่ถึงอย่างนั้น…นิ้วดังกล่าวก็ยังถูกมองว่าเป็นเครื่องหมายของความไม่สุภาพ และจะไม่นำมายกให้กันแบบมั่วๆ เพราะอาจกลายเป็นการหาเรื่องใส่ตัวโดยไม่ได้ตั้งใจได้ นอกจากการการชูนิ้วกลางแล้ว ก็ยังมีภาษานิ้วที่มีความหมายคล้ายๆ กันอยู่ด้วย เช่นในสหราชอาณาจักร ประเทศไอร์แลนด์ ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ สัญลักษณ์วีหรือ “ชูสองนิ้ว” เมื่อหันหลังมือให้กับผู้รับมีความมุ่งหมายคล้ายกับการชูนิ้วกลาง ในประเทศที่พูดภาษาสเปน โปรตุเกส หรือฝรั่งเศส กิริยาที่มีการชูกำปั้นและตีกล้ามเนื้อไบเซปส์บนแขนข้างเดียวกับที่ชูกำปั้นนั้น บางทีเรียก “แขนเกียรติยศ” (bras d’honneur) แต่ในประเทศอิตาลี โปแลนด์ รัสเซีย […]

ทำไม ‘ดอกมะลิ’ จึงถูกใช้เป็นดอกไม้สัญลักษณ์ประจำวันแม่

หลายคนคงทราบแล้วว่ามันที่ 12 สิงหาคมของทุกปีนั้นเป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ และได้มีการกำหนดให้วันดังกล่าวเป็นวันแม่แห่งชาติเมื่อ พ.ศ. 2519 และมีดอกมะลิเป็น ดอกไม้สัญลักษณ์ประจำวันแม่ อีกด้วย แต่รู้หรือไม่ว่า…ทำไมต้องเป็นดอกมะลิล่ะ? ย้อนกลับไปในอดีต คงปฏิเสธไม่ได้ดอกไม้ชนิดนี้มีความผูกพันกับคนไทยในหลายๆ เรื่อง ไม่ว่าจะนำดอกมะลิมาลอยน้ำเย็นเพื่อดื่ม ปลูกตกแต่งบ้าน นำดอกมาร้อยเป็นมาลัยบูชาพระ และยังทำเครื่องหอมประเภทหนึ่งที่ได้รับความนิยมอย่างมาก ดังนั้นจึงได้มีการนำดอกมะลิมาใช้เป็นสัญลักษณ์ของวันแม่ เนื่องจากมีสีขาวบริสุทธิ์ ส่งกลิ่นหอมไกล และให้กลิ่นที่ทนนาน ทั้งยังออกดอกได้ตลอดทั้งปี จนมีการตีความเปรียบเปรยว่า ดอกมะลินั้นเป็นตัวแทนของความรักบริสุทธิ์ของแม่ที่มีต่อลูกไม่เสื่อมคลาย นอกจากนี้ มะลิเองยังเป้นไม้ดอกที่พบได้แพร่หลายในภูมิภาคเอเชียใต้ และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จึงทำให้ดอกมะลิจึงมีความสำคัญต่อวัฒนธรรมของชนชาติต่างๆ ในประเทศแถบนี้อย่างมาก อาทิ มะลิ (melati putih) เป็นดอกไม้ประจำชาติของประเทศอินโดนีเซีย และ มะลิฉัตร หรือ มะลิลา (Arabian jasmine) เป็นดอกไม้ประจำชาติของประเทศฟิลิปปินส์ ที่มา – wikipedia.org

คือดีอ่ะ!! ชม 12 เมนูหลังคลอด สำหรับคุณแม่ในโรงพยาบาลญี่ปุ่น

งานนี้ลืมเมนูข้าวต้มแบบเดิมๆ ที่เคยเห็นใรงพยาบาลบ้านเราไปได้เลย เพราะที่จะได้ชมต่อไปนี่คือเมนูหลังคลอดที่เสิร์ฟในโรงพยาบาลที่ประเทศญี่ปุ่น ที่คุณแม่ชาวต่างชาติท่านหนึ่งซึ่งไปใช้บริการที่นั่นได้ถ่ายรูปอาหารทั้ง 12 มื้อที่เดินได้รับประทานระหว่างรักษาตัวออกมาใช้ชมกัน และต้องยอมรับจริงๆ ว่า…แต่ละเมนูนั้นเห็นแล้วชวนให้อยากไปคลอดที่ประเทศนั้นจริงๆ แม้จะเป็นแมนูที่น่าอิจฉา แต่ความจริงแล้วการเสิร์ฟอาหารในแต่ละประเทศนั้นก็แตกต่างกันไป แล้วแต่ฤดูกาล ราคาสินค้า ณ ขณะนั้น รวมทั้งสุขภาพของคุณแม่ว่าพร้อมรับอาหารหรือไม่ แต่เหนือสิ่งอื่นใด อาหารสำหรับคุณแม่หลังคลอดนั้น นอกจากจะต้องช่วยในการฟื้นฟูความแข็งแรงของคุณแม่แล้ว ยังต้องช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตน้ำนมด้วย ฉะนั้นมือหลังคลิดจึงมีความสำคัญมากและคุณแม่ไม่ควรอดหรืองดอาหารในช่วงนี้เด็ดขาด ที่มา – imgur.com

“เขียวปากจิ้งจก” งูพิษอ่อนรูปร่างเรียวบาง ที่ไม่เป็นภัยต่อมนุษย์

งูเขียวปากจิ้งจก (Oriental whipsnake) เป็นงูที่มีพิษอ่อนมาก ที่มีลักษณะลำตัวเรียวยาว หัวหลิม ปลายปากแหลม ขนาดเมื่อโตเต็มที่ได้ถึง 2 เมตร พื้นลำตัวโดยมากเป็นสีเขียว มักจะมีเส้นสีขาวข้างลำตัวบริเวณแนวต่อระหว่างเกล็ดตัวกับเกล็ดท้อง เส้นขาวยาวตั้งแต่บริเวณคอ จนถึงโคนหาง ท้องขาว ส่วนหางตั้งแต่โคนหางถึงปลายหางจะมีสีน้ำตาลหรือสีชมพู ตามีขนาดใหญ่ ม่านตาอยู่ในแนวนอน มักอาศัยอยู่ตามต้นไม้ พบทั่วไปในภูมิภาคเอเชียใต้จนถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในประเทศไทยพบได้ทุกภาค ในป่าทุกประเภท แม้กระทั่งสวนสาธารณะหรือสวนในบริเวณบ้านเรือนของผู้คนที่อยู่ในเมือง แม้จะเป็นงูที่ใช้พิษจัดการเหยื่อ แต่งูเขียวปากจิ้งจกมีพิษอ่อนมาก โดยพิษจะสามารถทำอันตรายได้เฉพาะสัตว์เล็กที่เป็นอาหาร เช่น จิ้งจก, กิ้งก่า, นก และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดเล็กเท่านั้น ทั้งยังมีความคล้ายคลึงกับงูอีก 2 ชนิด ที่อยู่ในสกุลเดียวกัน คือ งูเขียวปากแหนบ (A. nasuta) และ งูเขียวหัวจิ้งจกมลายู (A. mycterizans) โดยงูทั้ง 3 ชนิด นี้ จะมีความหลากหลายทางสีสันมาก โดยจะมีสีสันแตกต่างหลากหลายออกไป ทั้งสีเขียว, สีส้ม, สีเหลือง, สีน้ำตาล, สีเทา, สีฟ้า […]

“น้ำเต้าหู้” แหล่งโปรตีนสำหรับผู้ไม่บริโภคเนื้อสัตว์

น้ำเต้าหู้ หรือ นมถั่วเหลือง เป็นเครื่องดื่มซึ่งทำจากการบดถั่วเหลืองและนำไปต้มกรองจนเจือจางลง อาจมีการปรุงรสหรือรับประทานคู่กับปาท่องโก๋ และธัญพืชอื่นๆ ตามชอบ นอกจากนี้ ยังจัดเป็นแหล่งโปรตีนสำหรับผู้ที่ไม่บริโภคเนื้อสัตว์ เพราะมีคุณค่าทางโภชนาการใกล้เคียงกัน และยังอุดมด้วยสารอาหารต่างๆ อีกมากมาย เช่น คาร์โบไฮเดรต แคลเซียม ฟอสฟอรัส วิตามิน A, B, B1, B2, B6, B12, ไนอาซิน และวิตามิน C, D, E อีกทั้งในถั่วเหลืองนั้นยังมีสารเลซิทิน ช่วยบำรุงสมอง เพิ่มทักษะความจำ และช่วยลดระดับโคเลสเตอรอลในร่างกายได้อีกด้วย อย่างไรก็ตาม แม้การดื่มนมถั่วเหลืองจะได้รับประโยชน์กว่าเครื่องดื่มอื่นๆ แต่ขณะเดียวกันนมถั่วเหลืองก็ยังมีสารอาหารบางอย่างที่สู้นมไม่ได้ เพราะถึงนมถั่วเหลืองให้โปรตีนเกือบเท่านม และมีกรดไขมันไม่อิ่มตัวมากกว่า แต่ขณะเดียวกันก็มีปริมาณแคลเซียมที่น้อยกว่ามาก ดังนั้นการดื่มนมถั่วเหลืองในแต่ละวัน ถ้าเป็นนมถั่วเหลืองชนิดธรรมดาที่ไม่ได้มีการเสริมแคลเซียมเข้าไปนั้น แนะนำให้ดื่มเป็นอาหารเสริมวันละ 1-2 แก้ว เพราะนมถั่วเหลืองชนิดธรรมดา มีแคลเซียมไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย จึงควรรับประทานอาหารอื่นที่มีแคลเซียมควบคู่กันไปด้วย

รู้หรือไม่ว่า…ลายบนตัว “เสือโคร่ง” ก็เหมือนกับลายบนนิ้วมือของมนุษย์

เสือโคร่ง หรือ เสือลายพาดกลอน เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม อันดับสัตว์กินเนื้อ มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Panthera tigris ในวงศ์ Felidae ซึ่งจัดเป็นสัตว์ที่มีขนาดที่สุดในวงศ์นี้ และยังเป็นเสือชนิดที่ใหญ่ที่สุดอีกด้วย โดยมีความยาวเฉลี่ยจากหัวไปจนถึงโคนหาง 1.4–2.8 เมตร หางยาว 60–95 เซนติเมตร น้ำหนักตัวประมาณ 130–260 กิโลกรัม นอกจากนี้ สีขนบนลำตัวที่ออกน้ำตาลเหลืองหรือเหลืองอมส้ม และมีลายสีดำพาดขวางตลอดทั้งลำตัวนั้น ยังเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของเสือโคร่งแต่ละตัว เช่นเดียวกับลายนิ้วมือของมนุษย์ เพราะลายเหล่านั้นจะไม่มีความเหมือนกันเลย ทำให้นักวิทยาศาสตร์สามารถระบุตัวพวกมันเพื่อทำการวิจัยได้ เสือโคร่งมีพฤติกรรมและอุปนิสัยชอบอยู่เพียงลำพังตัวเดียวโดดๆ ยกเว้นในฤดูผสมพันธุ์จึงจะจับคู่กัน อายุที่พร้อมจะผสมพันธุ์ได้นั้นคือ 3–5 ปี โดยตัวเมียจะเป็นสัดทุก ๆ 50 วัน และจะส่งเสียงร้องดังขึ้น ๆ และถี่ขึ้นเรื่อย ๆ การผสมพันธุ์ของเสือโคร่งนั้นใช้เวลาเร็วมาก คือ ใช้เวลาเพียง 15 วินาทีเท่านั้น เมื่อเสร็จแล้วตัวผู้จะแยกจากไป และอาจไปผสมพันธุ์กับตัวเมียตัวอื่น ตัวเมียที่ปฏิสนธิแล้วจะตั้งท้องนานประมาณ 105–110 วัน คลอดลูกครั้งละ 1-6 ตัว และจะเลี้ยงลูกเองตามลำพังโดยไม่ยอมให้ใครเข้าใกล้ประมาณ […]

keyboard_arrow_up