เฉลยที่มา “ปืนสีทอง” อาวุธของตำรวจหลวงรักษาพระองค์ ที่ปรากฏในพระราชพิธีฯ

กลายเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางในโลกออนไลน์ เมื่อมีการปรากฏภาพของ “ปืนสีทอง” บนหลังเจ้าหน้าที่นายหนึ่งในพระราชพิธีสำคัญที่ปวงชนชาวไทย จนมีการตั้งคำถามถึงที่มาของปืนลักษณะดังกล่าวเป็นจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม ต่อมาเพจเฟซบุ๊ก สถานีโทรทัศน์สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้โพสต์ข้อความว่า “โบราณราชประเพณี ตำรวจหลวงกับอาวุธประจำกายสีทอง” โดยให้ข้อมูลระบุว่า… เรื่องปืน tavor สีทอง แต่นี้ไปใช้ประกอบชุดพระตำรวจหลวง แต่เดิมพระตำรวจหลวงจะมีเฉพาะดาบสีทอง และหอกสีทอง ในโบราณกาลก็สามารถใช้ในการอารักขา​ได้ แต่ปัจจุบัน​ดาบและหอกถูกใช้แค่เป็นเครื่องประกอบแต่โบราณ และได้เพิ่ม ปลย และ ปพ เข้ามาเพิ่มเติม ซึ่งนอกจากจะทำสีทองแล้ว สายสะพายปืนและซองแม็กซอง ปพ ก็ถูกออกแบบตัดเย็บให้ดูกลมกลืนสมเกียรติ​กับชุดพระตำรวจหลวงด้วย” กรมพระตำรวจหลวงรักษาพระองค์ หรือเดิมชื่อว่า กรมพระตำรวจ หรือกรมตำรวจ จัดเป็นกรมใหญ่ฝ่ายทหาร แต่ “มิได้เกี่ยวข้องกับกรมพระกระลาโหมเลย แต่เดิมมามีข้อห้ามมิให้เสนาบดีผู้ใดผู้หนึ่งขอให้ตั้งผู้ใดเปนเจ้ากรมปลัดกรมพระตำรวจ ต้องแล้วแต่พระเจ้าแผ่นดินจะทรงตั้งได้พระองค์เดียว บันดาพระราชอาญาทั้งปวงซึ่งพระเจ้าแผ่นดินจะลงโทษแก่ผู้หนึ่งผู้ใดย่อมใช้กรมพระตำรวจทั้งสิ้น จึ่งมิได้ให้กรมพระตำรวจอยู่ในบังคับผู้ใด ฟังคำสั่งจากพระเจ้าแผ่นดินตรงแห่งเดียว กรมพระตำรวจที่ทำหน้าที่เป็นกรมรักษาพระองค์นั้น เรียกกันเป็นสามัญว่า กรมพระตำรวจหน้าแปดกรม ประกอบไปด้วย กรมพระตำรวจใน ขวา กรมพระตำรวจใน ซ้าย กรมพระตำรวจใหญ่ ขวา กรมพระตำรวจใหญ่ ซ้าย กรมพระตำรวจนอก ขวา […]

สิ้นสงสัย! เฉลยภาพภายใน ‘หอเอนเมืองปิซา’ ที่หลายคนอาจไม่รู้ว่ามันเป็นแบบนี้

เชื่อว่าคงมีน้อยคนนักที่จะไม่รู้จัก หอเอนเมืองปิซา หนึ่งในแลนด์มาร์คของโลกที่ตั้งอยู่ในจัตุรัสเปียซซา เดล ดูโอโม (Piazza Del Duomo) ของเมืองปิซาประเทศอิตาลี ที่ไม่ว่าแขกไปใครมาก็ต้องแวะมาถ่ายรูปกลับไปสักใบสองใบ แต่อีกสิ่งหนึ่งที่เชื่อว่าน้อยคนนักจะรู้ นั่นคือนอกจากจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของประเทศนี้แล้ว ที่แห่งนี้ยังเป็นหอคอยที่มีความสูง 55.86 เมตร น้ำหนักรวม 14,500 ตัน และมีบันได 293 ขั้น มีความเอียง 3.97 องศา ซึ่งทำให้ยอดของหอห่างจากแนวตั้งฉากประมาณ 3.9 เมตรนี้ ยังเป็นหอระฆังของศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกด้วย หรือถ้าจะรู้ละเอียดขึ้นไปอีกก็คงทราบด้วยว่าสิ่งปลูกสร้างนี้มีความสูง อย่างที่เห็นไปนั่นแหละ ว่าแท้จริงแล้วภายในหอเอนเมืองปิซานั้นว่างเปล่าไม่มีอะไร มีเพียงชั้นบนที่สามารถเดินขึ้นไปตามบันไดวนได้ เพื่อให้นักท่องเที่ยวสามารถขึ้นไปถ่ายรูปและชมวิวจากมุมสูงได้ และเหตุผลที่มันไม่มีอะไรเลยนั้น ก็เพื่อไม่ทำให้เป็นภาระกับของโครงสร้างที่เอนอยู่แล้วของมัน ที่มา – twistedsifter.com / wikipedia.org

เหนือเลนส์ซูมยังมีร่ม!! เฉลยสาเหตุใช้ ‘ร่มสีขาวคันใหญ่’ บังการลำเลียง ‘ทีมหมู’

สืบเนื่องจากกรณีที่มีเผยแพร่ภาพการขนเคลื่อนย้าย ‘ทีมหมูป่าอะคาเดมีแม่สาย’ ออกมาจากถ้ำหลวง โดยมีร่มสีขาวคันใหญ่บังการลำเลียงผู้ประสบภัยขึ้นเฮลิคอปเตอร์ พร้อมกับข้อความระบุว่า…เหนือฟ้ายังมีฟ้า เหนือเลนส์ซูมยังมีร่มกันเสือก ล่าสุดในช่วงกลางดึกของคืนวันที่ 9 กรกฎาคมที่ผ่านมา ทางเพจเฟซบุ๊ก Air Force Media by Kawin AFU ได้โพสต์ข้อความเปิดเผยสาเหตุที่ต้องมีร่มขาวบังการขนย้ายผู้ประสบภัย เนื่องจากน้องๆ ทีมหมูป่าไม่ได้เจออากาศสภาพภายนอกมาครึ่งเดือน ดังนั้นการต้องเจอแสงแดดแรงๆ และความร้อน อาจเป็นอันตรายต่อผิวหนัง และกระทบต่อการมองเห็นได้ นอกจากนี้ ทางเพจดังกล่าวยังระบุข้อความด้วยว่า…อย่าดราม่าให้มาก ว่าต้องปกปิดอะไรขนาดนั้น ไปดูแลอะไรกันขนาดนั้นอย่าลืมนะครับ ว่าน้องๆ หมูป่าฯ เขาคือผู้ประสบภัย เราต้องทำทุกอย่างเพื่อให้ผู้ประสบภัยมีความปลอดภัยมากที่สุด จนกว่าจะใช้ชีวิตได้ตามปกติ ซึ่งต้องใช้เวลาฟื้นฟูร่างกายนานนับสัปดาห์ บางคนก็นับเดือนครับ

หลอกลวงทั้งเพ!! อ.เจษฎา เฉลยคลิป ‘หินกินเหล็ก’ แค่มายากลวิทยาศาสตร์ต้มคนดู

จากกรณีที่ผู้เผยแพร่คลิป ‘หินกินเหล็ก’ ซึ่งเป็นเหตุการณ์ขณะมีคนวางตะปูดอกหนึ่งลงบนหินสีดำ ก่อนที่ตะปูนั้นจะค่อยๆ ละลายหายไปปนกับผิวชั้นนอกของหิน จนถูกแชร์ออกไปในโลกออนไลน์เป็นจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม ล่าสุด รศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้โพสต์ข้อความเปิดเผยข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคลิปดังกล่าว โดยระบุว่า หินกินเหล็กนั้นเป็นเพียงมายากลวิทยาศาสตร์หลอกคนเท่านั้น และการที่ตะปูละลายไปกับหินนั้น เป็นเพราะตะปูตัวดังกล่าวทำจากธาตุแกลเลี่ยม gallium ซึ่งจะแข็งตัวดูเป็นโลหะขณะที่เย็นอยู่ แต่กลับมีจุดหลอมเหลวต่ำเพียง 29.8 องศาเซลเซียส ดังนั้น แค่วางบนก้อนหินอะไรก็ได้ ที่ตากแดดไว้ มันก็หลอมละลายเป็นของเหลวไปเลย นอกจากนี้ อ.เจษฎา ยังบอกอีกว่าก่อนหน้านี้เคยมี ‘แก๊งค์ตุ๋นหินกินเหล็ก’ ถูกจับเพราะเพราะนำวิธีดังกล่าวมาหลอกขายประชาชนว่าเป็นหินจากนาซ่า ทำให้มีการสูญเสียทรัพย์มูลค่าหลายล้านบาท และมีบางเจ้าที่ทำตะปูปลอมหักง่าย มาสลับกับตะปูจริงเพื่อหลอกว่าหินมีรังสีสลายธาตุในตะปูได้ ทั้งนี้ อ.เจษฎา ได้ตั้งคำถามเกี่ยวกับการซื้อขายหินลวงโลกดังกล่าวว่า…แต่ถามจริงเหอะ ถึง “หินกินเหล็ก” มีจริง จ่ายกันเป็นล้าน แล้วจะเอาไปใช้ประโยชน์อะไรได้เหรอ … เสียเงินเปล่าๆ

เผื่อใครจะสงสัย? เฉลยเหตุผลว่าทำไม ‘มนุษย์’ ถึงดื่มน้ำทะเลไม่ได้

หากไม่นับความเค็มที่ทำยากจะกลืนแล้ว เชื่อว่าหลายคนคงสงสัยว่าทำไมของเหลว 3 ใน 4 ของโลกที่ส่วนใหญ่เป็นน้ำทะเลนั้น ทำไมเราจึงไม่สามารถดื่มเข้าไปได้ ทั้งที่มีสัตว์หลายชนิดที่อาศัยอยู่ใกล้กับทะเล และสามารถรับน้ำทะเลเข้าไปพร้อมอาหารได้อย่างไม่มีปัญหาแม้แต่น้อย ก่อนจะไปตอบคำถามนั้น คงต้องมาทำความเข้าใจก่อนว่า สัตว์และสิ่งมีชีวิตมากมายที่มีวีถีชีวิตวนเวียนอยู่กับทะเลนั้น มักจะมีอวัยวะหรือกลไกร่างกายที่สามารถขับเกลือส่วนเกินออกจากร่างกายได้ อย่างเช่นนกนางนวลที่สามารถกินอาหารเข้าไปพร้อมกับน้ำทะเล และตัวมันเองก็สามารถดื่มน้ำทะเลได้ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักตัว และสามารถขับเกลือส่วนเกินออกมาพร้อมกับของเสียภายในเวลาประมาณ 3 ชั่วโมงเท่านั้น เช่นเดียวกับ อิกัวนาทะเลกาลาปาโกส (Marine iguana) ที่ดำน้ำลงไปกินสาหร่ายตามโขดใต้ทะเลซึ่งทำให้มันได้รับน้ำทะเลเข้าไปในปริมาณมาก และเมื่อขึ้นมาอาบแดด พวกมันก็จะพ่นเกลือส่วนเกินออกมาพร้อมกับน้ำมูก ขณะเดียวกัน บรรดาปลาทะเลต่างก็ต้องดื่มน้ำทะเลเข้าสู่ร่างการเช่นกัน แต่พวกมันจะมีอวัยวะที่ถูกวิวัฒนาการขึ้นมาเพื่อกรองเอาเกลือในน้ำทะเลออกไป ทำให้ร่างกายได้รับน้ำที่ถูกลดเกลือไปบางส่วนแล้ว และเกลือส่วนเกินยังถูกขับไปพร้อมกับการขับถ่ายด้วย ได้รู้ความสามารถของพวกสัตว์ไปแล้ว ทีนี้ลองย้อนกลับมาดูในมุมของมนุษย์กันบ้าง ในกรณีที่เราดื่มทะเลเข้าไปในอัตราส่วนเดียวกับนกนางนวล งานนี้นอกจากจะไม่ช่วยแก้กระหายแล้ว น้ำทะเลที่เข้าไปในร่างกายนั้นจะทำให้น้ำที่มีอยู่ในร่างกายเดิมถูกดูดออกจากร่างกาย เพื่อกำจัดเกลือซึ่งเป็นส่วนเกินที่ร่างกายรับเข้า แต่เนื่องจากไตของมนุษย์ไม่สามารถกำจัดเกลือที่มีอยู่ในปัสสาวะได้เกินกว่า 2.2 เปอร์เซ็นต์ได้ ในขณะที่น้ำทะเลนั้นจะมีเกลือผสมอยู่ร้อยละ 3.5 ฉะนั้นแล้ว หากเราฝืนที่จะดื่มน้ำทะเลเข้าไปล่ะก็ จะทำให้ไตทำงานหนัก และทำให้เราอยู่ในภาวะขาดน้ำ ซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ อย่างไรก็ตาม เพราะความกังวลว่าวันนึงน้ำสะอาดอาจจะหมดไปจากโลก และทำให้เราต้องหันมาใช้น้ำทะเลในการบริโภคแทน นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ ประเทศอังกฤษ ได้คิดค้นวัสดุกรองที่เรียกว่า Graphene […]

เข้าใจตรงกันนะ!! เปิดคลิปเก่า อ.เจษฎา หลังเทรนด์ ‘แครกเกอร์ปลอม’ เผาติดไฟกลับมาระบาดอีกครั้ง

กลับมาเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์ในโลกออนไลน์อีกครั้ง เมื่อพบว่ามีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่ง ได้ทำคลิปทดลองเผาแครกเกอร์จากประเทศจีน และอ้างว่าเป็นแครกเกอร์ปลอมที่ทำจากพลาสติก เพราะมันติดไฟได้ และได้มีการแชร์ออกไปในโซเชียลอย่างกว้างขวาง เพื่อเตือนไม่ให้กินขนมจากเมืองจีนชนิดนี้ อย่างไรก้ตาม จากการตรวจสอบข้อมูลพบว่า เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2559 ผศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เคยทำคลิปทดลองเผาแครกเกอร์แบบต่างๆ เพื่อแสดงให้เห็นมีแครกเกอร์หลายยี่ห้อที่สามารถเผาติดไฟได้ เนื่องจากเป็นขนมที่มีส่วนผสมของแป้งและนำมัน จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่มันจะติดไฟ อีกทั้งยังอธิบายด้วยว่า ราคาของพลาสติกนั้นสูงกว่าราคาวัตถุดิบที่นำมาทำแครกเกอร์เสียอีก จึงไม่มีเหตุผลที่คนจะทำของปลอมขึ้นมาขาย

อ.เจษฎา เผย ‘หมึกกล้วย’ ไม่ได้กินปลาทั้งตัว ยันเหตุการณ์นี้เจอมาแล้วทั่วโลก

จากกรณีที่มีผู้โพสต์คลิปปลาตัวเล็กที่ติดอยู่ภายในตัวของหมึกกล้วยจำนวนมาก และเชื่อว่าเป็นความพยายามในการเพิ่มน้ำหนัก ซึ่งทำให้ผู้ซื้อได้จำนวนสินค้าน้อยลง ล่าสุด รศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ชี้แจงผ่านเฟซบุ๊ก Jessada Denduangboripant ว่า…หมึกกล้วย ไม่ได้กินปลาเข้าไปทั้งตัว โดยอธิบายว่าการกินอาหารของหมึกนั้นจะใช้หนวดในการโอบรัดเหยื่อ และใช้จะงอยปากที่คล้ายกับนกแก้วในการกัดกินเหยื่อเป็นชิ้นเล็กๆ  ทั้งยังบอกอีกว่า…ประเด็นแบบนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ และก็เจอกันทั่วโลก ไม่ใช่แค่ที่ไทย อย่างไรก็ตาม การที่มีปลาอยู่ในตัวหมึกกล้วยนั้น อ.เจษฎา เชื่อว่าอาจไม่ได้เกิดขึ้นจากฝีมือของคนขาย เพราะทำได้ยากและทำให้แนบเนียนลำบากมาก แต่สิ่งที่เกิดขึ้นอาจมาจาก การทำประมงที่จับได้ทั้งหมึกและปลาเล็กปลาน้อยจำนวนมาก และเมื่อเอาเข้าไปเก็บในห้องน้ำแข็งใต้ท้องเรือ ปลาก็พยายามหมุดหนีเข้าไปซ่อนในตัวของหมึก จนกลายเป็นภาพตามที่เห็น

สิ้นสงสัย! หมอแมวเฉลย ทำไมหมอไม่แนะนำให้ใช้กล้วยเลี้ยงทารก แต่คนเฒ่าคนแก่ชอบใช้

เป็นอีกหนึ่งประเด็นที่มีการพูดถึงอย่างกว้างขวางในช่วงปีที่ผ่านมา สำหรับกรณีการนำกล้วยบดมาเลี้ยงเด็กทารก ที่ทางการแพทย์เตือนว่าเป็นเรื่องไม่เหมาะสม เพราะอาจเป็นเหตุให้เด็กเสียชีวิตด้วยภาวะลำไส้อุดตันได้ แต่ขณะเดียวกันก็มีคนเฒ่าคนแก่ ที่เชื่อว่าใช้กล้วยเลี้ยงเด็กแบบนี้มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว ก็ไม่เห็นจะเป็นอะไรเลย ล่าสุด ในเพจเฟซบุ๊ก ความรู้สนุกๆแบบหมอแมว ได้แสดงความเห็นเกี่ยวกับเรื่องราวดังกล่าว โดยชี้แจงว่า เด็กทารกยังมีความสามารถในการย่อยแป้งได้ไม่ดีเท่าผู้ใหญ่ จึงทำให้เกิดอาการท้องผูก ท้องอืด ปวดท้อง ทั้งยังอธิบายว่าคนสมัยก่อนจะเลือกกล้วยที่สุกงอมมาป้อนเด็ก และบางครั้งก็เคี้ยวก่อนป้อนทำให้เอนไซม์จากน้ำลายช่วยย่อยแป้งในกล้วยที่ยังเหลืออยู่ให้หมดไป แต่ปัจจุบันคนมักจะเลือกกล้วยที่เป็นลูกสวยงามมาป้อน แถมเมื่อมีความรู้เพิ่มก็ไม่เคี้ยวแล้วคายไปป้อนให้เด็กเพราะเสี่ยงต่อการติดเชื้อ เลยทำให้แป้งไม่ถูกย่อย นอกจากนี้ กรณีที่สมัยก่อนนั้นทารกมีอัตราการเสียชีวิตสูงมาก จนเราไม่มีทางรู้ได้ว่าจริง ๆ แล้วเสียชีวิตเพราะอาหารหรือเพราะติดเชื้อ ดังนั้นในยุคนี้ที่อินเทอร์เน็ตรวดเร็วเราก็ควรเลือกหนทางที่ปลอดภัยที่สุด และอธิบายได้ด้วยวิทยาศาสตร์

เฉลยหมดเปลือก!? ชมเบื้องหลังอาหารจานหรูที่เสิร์ฟบนเครื่องบิน ดูสิว่าเขาทำกันอย่างไร

ไม่เพียงจะเป็นการเปิดประสบการณ์การเดินทางเหนือท้องฟ้าที่หลายคนหลงใหล การมีอาหารได้รับประทานอาหารที่สั่งบนเครื่องบินนั้น ยังเป็นความสุขที่น่าจดจำอีกรูปแบบหนึ่งของคนอีกมากมายเช่นกัน แต่เคยสงสัยกันคือไม่ว่า กว่าจะมาเป็นอาหารจานร้อนที่เสิร์ฟบนเครื่องบิน ต้องมีขั้นตอนการทำและการเตรียมการอย่างไรบ้าง เอาเป็นว่าเราลองมาชมคลิปวิดีโอของ Peter Greenberg ที่จะเฉลยที่มาของอาหารบนเครื่องบิน พร้อมๆ กันเลย อย่างที่ได้เห็นไปแล้ว ว่าอาหารที่บริการผู้โดยสารบนเครื่องบินนั้น จะผ่านการปรุงและเตรียมมาเรียบร้อยแล้วจากฝ่ายโภชนาการที่ภาคพื้น ส่วนครัวบนเครื่องบินจะมีไว้อุ่นอาหารให้พร้อมเสิร์ฟเท่านั้น และไม่สามารถปรุงอาหารตามคำร้องขอของผู้โดยสารได้

อย่ากลัวเกินเหตุ!! อ.เจษฎา ยันภาพจากข่าวไม่ใช่ ‘พยาธิ’ เป็นแค่ ‘ก้างปลากระป๋อง’

จากกรณีที่มีชาวบ้านใน ต.ดอนตะโก อ.เมือง จ.ราชบุรี ได้ซื้อปลากระป๋องยี่ห้อดังมารับประทาน และอ้างว่าพบพยาธิอยู่ในเนื้อปลา จนต้องร้องเรียนให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบนั้น ล่าสุด รศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้โพสต์ข้อความและภาพผ่านทางเฟซบุ๊ก อ๋อ มันเป็นอย่างนี้นี่เอง by อาจารย์เจษฎ์ โดยระบุว่าภาพที่เห็นนั้นไม่ใช่พยาธิ แต่เป็นก้างปลากระป๋องเท่านั้น

หยุดแชร์มั่ว!! อ.เจษฎา ยันดื่มน้ำเย็นไม่อันตราย เผยถ้าจริง…คนตายไปครึ่งโลกแล้ว

อีกหนึ่งเหตุการณ์ที่ได้รับความสนใจในโลกออนไลน์อย่างมาก เมื่อ รศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เฉลยความจริงเรื่องการดื่มน้ำเย็นเป็นอันตรายถึงชีวิต ซึ่งถูกแชร์กันในโลกออนไลน์อย่างกว้างขวาง ผ่านทางเฟซบุ๊ก Jessada Denduangboripant โดยยืนยันว่า เรื่องดังกล่าวเป็นข้อมูลเท็จ และยังอธิบายถึงภาพการหยดสีย้อมลงน้ำเย็นแล้วดูหนืดกว่าในน้ำร้อน ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติของการแพร่ของสารเคมีที่จะเร็วกว่าเมื่ออยู่ในน้ำอุณหภูมิที่สูงกว่า ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับน้ำเย็นอันตรายแต่อย่างใด และถ้าน้ำเย็นอันตรายตามที่บอก คนคงตายไปครึ่งโลกแล้ว

ถึงบางอ้อ!! อ.เจษฎา เฉลยชัด ที่มารอยเท้าประหลาดก้าวยาวๆ กลางทุ่งนา

จากกรณีที่มีการพบรอยเท้าประหลาด ที่วัดบ้านห้วยฮี ต.วังคำทราย อ.วังเหนือ จ.ลำปาง เนื่องจากรอยเท้านั้นมีความใหญ่กว่าเท้าคนปกติ จนชาวบ้านพากันแตกตื่น (ข้อมูลเพิ่มเติม : ล้อมวงข่าว_ฮือฮา! พบรอยเท้าใหญ่ยักษ์ 12 จุด ชาวบ้านทุ่งฮี แห่กราบไหว้ขอโชคลาภ) ล่าสุด รศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก อ๋อ มันเป็นอย่างนี้นี่เอง by อาจารย์เจษฎ์ โดยระบุว่าว่ารอยเท้าดังกล่าว เป็นเพียงรอยเท้าของคนวิ่งเท่านั้น ซึ่งไม่ใช่เรื่องน่าแปลกแต่อย่างใด อีกทั้งยังมีคนจำนวนมากที่ร่วมกันวิเคราะห์ว่า ร่องรอยดังกล่าวอาจเกินจากการลื่นบนดินโคลนก็เป็นได้

แจงปมดราม่า! เฉลยเบื้องหลังพระปรางค์วัดอรุณฯ โทนขาวหลังบูรณะใหม่ ระบุเป็นสีดั้งเดิม

จากกรณีที่กลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในโลกออนไลน์ เกี่ยวกับกรณีการบูรณะองค์พระปรางค์ วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร ที่กลายมีสีขาวแปลกตาสำหรับคนทั่วไป อีกทั้งจานโบราณและกระเบื้องหลากสีจำนวนมากยังถูกแกะออกไปด้วย (อ่านข่าว : วิจารณ์ยับ!! โซเชียลเผยภาพวัดอรุณฯ บูรณะใหม่กลายเป็นโทนสีขาว แถมกระเบื้องเก่าแก่ถูกรื้อทิ้งหมด) ล่าสุด พระศากยปุตติยวงศ์ ผู้ช่วยเจ้าอาวาส ที่รับผิดชอบงานบูรณะปฏิสังขรณ์ ได้ออกมาชี้แจงถึงเรื่องที่เกิดขึ้นว่า ที่เห็นเป็นสีขาวนั้นเกิดจากการทำความสะอาดคราบตะไคร้และทาสีน้ำปูน ซึ่งเป็นสีเดิมขององค์พระปรางค์ ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ส่วนกระเบื้องหลากสีที่ไม่พบนั้นเป็นเพราะภาพที่ถูกเผยแพร่เป็นภาพส่วนหนึ่งของมณฑปทิศ ไม่ใช่องค์พระปรางค์ จึงไม่มีชิ้นส่วนกระเบื้องประดับอยู่แต่เดิมแล้ว นอกจากนี้ ยังมีผู้ใช้ Facebook ชื่อ Watanyoo Thephuttee ซึ่งได้มีโอกาสไปถ่ายรูปพระปรางค์วัดอรุณ หลังมีการบูรณะแล้วเสร็จ และได้โพสต์ข้อความแสดงความเห็นเกี่ยวกับประเด็นดราม่าดังกล่าวไว้อย่างน่าสนใจดังนี้ #ดราม่ากระเบื้องวัดแจ้ง ภาพถ่ายการบูรณะงานผนังกรุกระเบื้องเคลือบสีที่พระปรางค์วัดแจ้ง (วัดอรุณราชวรารามฯ) ที่เพิ่งไปถ่ายมาเมื่อเย็นนี้ครับ พินิจดูก็เห็นว่าเป็นไปตามหลักการอนุรักษ์ที่เหมาะสมกล่าวคือ 1. พยายามเก็บรักษากระเบื้องเก่าไว้ให้ได้มากที่สุด ถึงแม้ว่าจะสีซีดหรือน้ำเคลือบแตกร่อนจนเห็นเนื้อดินเผาข้างในก็ตามที ทั้งนี้จุดใดที่กระเบื้องเดิมชำรุดหมดสภาพก็สั่งเผามาติดตั้งทดแทน ส่วนสีสันของใหม่จะเหมือนเดิมแค่ไหนค่อยมาว่ากันอีกที 2. ผิวปูนฉาบทั้งหมดถูกซ่อมด้วยปูนหมัก (ปูนขาวผสมทราย) และขัดผิวมันด้วยปูนตำสีขาว ก็เป็นไปตามวัสดุเดิมเมื่อแรกสร้าง ซึ่งดีกว่าในอดีตที่เอาปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์สมัยใหม่(ปูนดำ) มาซ่อมแบบไม่มีความรู้ ทั้งนี้ก็เพราะปูนหมักมีเนื้ออ่อน พอเริ่มหมดอายุก็หลุดร่อนไปโดยไม่ทำร้ายกระเบื้อง ต่างจากปูนดำที่แข็งเป็นหิน สกัดออกเมื่อใด กระเบื้องข้างเคียงก็ชำรุดไปหมด ถ้าคนโบราณรู้จักใช้ปูนดำมาเมื่อร้อยปีที่แล้ว กระเบื้องเก่าๆ […]

เฉลยแล้ว! เผยความจริงของ ‘ผีกระสือ’ ในกล้องวงจรปิด ที่แท้ก็แค่…ตุ๊กตาติดโดรน

หลังจากสร้างความอกสั่นขวัญหายในโลกออนไลน์ไปเป็นวงกว้าง เกี่ยวกับการพบเห็นสิ่งลี้ลับอย่างผีกระสือที่ปิดผ่านกล้องวงจรปิด ก่อนจะขึ้นไปหยุดอยู่บนยอดไม้ และกลายเป็นกระแสฮือฮาในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ล่าสุดได้มีผู้ใช้งาน Facebook รายหนึ่งที่ชื่อว่า มีความสุขได้ ถ้าใจบอกว่าพอ ได้ออกมาเฉลยเรื่องจริงเกี่ยวกับดวงไฟดังกล่าว ว่าแท้จริงแล้วนั่นไม่ใช่ผีกระสืออย่างที่หลายๆ คนเชื่ออย่างปักใจ แต่เป็นเพียงตุ๊กตากับดวงไฟ ที่นำมาประกอบเข้ากับโดรนเท่านั้น ที่มา – Facebook.com / มีความสุขได้ ถ้าใจบอกว่าพอ

เข้าใจผิดมาตั้งนาน!? เฉลยวิธีใช้งาน 7 สิ่งของรอบตัวที่เราใช้งานกันมาแบบผิดๆ มาทั้งชีวิต

ม่แน่ใจเหมือนกันว่าจุดเริ่มต้นความเข้าใจผิดๆ กับการใช้งานสิ่งของรอบตัวเหล่านี้เริ่มมาจากไหน แต่ที่รู้แน่ๆ คือตอนนี้ของมากมายที่เราใช้งานมันออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ โดยไม่รู้ตัวเลยว่า นั่นเป็นรูปแบบการใช้งานที่ผิดพลาดจากความต้องการของผู้ออกแบบอย่างมาก อย่างเช่นบรรดาสิ่งของข้างล่างนี้ที่เราไม่รู้เลยว่ามันมีวิธีใช้งานที่ถูกต้องอยู่ และมีข้อดีกว่าวิธีเดิมๆ ที่ทำกันอยู่ด้วย  ลองเปลี่ยนวิธีจับเบอร์เกอร์ของคุณดู แล้วปัญหาไส้ไหลจะหมดไปในพริบตา 2. การคว่ำแก้วที่ล้างบนผ้าอาจทำให้คุณรู้สึกว่าน้ำนั้นไหลออกไปหมดแล้ว แต่ความจริงแล้วน้ำซึทลงในผ้า และกลายเป็นไอขึ้นมาจับภายในแก้ว ซึ่งแม้จะแห้งไปเอง แต่ก็ฝากกลิ่นไม่พึงประสงค์ติดไว้ด้วย ดังนั้นวิธีที่ดีกว่าคือ หงายมันไว้ รอให้แห้ง แล้วเช็ดด้วยผ้าสะอาด 3. หลายคนชอบปรับกระจกมองข้างให้ชิดกับตัวรถมากที่สุด แต่ถ้าลองปรับองศามันออกไปให้กว้างขึ้นอีกนิด วิสัยทัศน์คุณจะเพิ่มขึ้นด้วย…แต่ถ้าใช้ในบ้านเราอาจจะเสี่ยงกับการโดนรถมอเตอร์ไซค์เฉี่ยวสักหน่อย 4. การตอกไข่โดยใช้มุมหรือขอบของสิ่งของเพื่อทำให้ไข่แตกนั้น จะทำให้เศษเปลือกไข่เข้าไปปะปนอยุู่ข้างใน ซึ่งแตกต่างจากการตอกกับพื้นเรียบๆ มาก ไม่เชื่อลองกลับไปทำกันดูสิ!? 5. อาจดูผิดสามัญสำนึกของเราไปสักนิด แต่นี่แหละวิธีเทน้ำผลไม้ออกจากกล่องลักษณะนี้ และมันคุมทิศทางกับความแรงของการไหลง่ายกว่าด้วย 6. ท่านั่งชันเข่าอาจไม่ดีต่อสุขภาพเข่าและหลัง แต่ถ้าใครกำลังมองว่าวิธีปลดทุกข์ที่ง่ายและใช้เวลาน้อยที่สุด ท่าดีดูจะได้ผลดีทีเดียว 7. เช่นเดียวกับเบอร์เกอร์ ใครมีปัญหากับหน้าพิซซ่าที่หล่นง่าย ลองถือมันแบบนี้ดูสิ ที่มา – viralnova.com

เฉลยเบื้องหลังการทำงานของ 12 สิ่งของที่ใช้กันอยู่ทุกวัน แต่เราไม่เคยเห็นกลไกข้างในของมันมาก่อน

แม้จะมีสิ่งของมากมายที่แค่มองเพียงปราดเดียวก็สามารถจินตนาการกลไกการทำงานของมันได้แล้ว แต่ก็ยังมีสิ่งของและอุปกรณ์รอบตัวเราอีกจำนวนไม่น้อยที่แม้จะเห็นมันอยู่ทุกวัน แต่ก็ไม่สามารถจินตนาการถึงเบื้องหลังจากการทำงาน หรือกระบวนการผลิตที่ทำให้มันออกมามีหน้าตาเป็นแบบนี้ได้ อย่างเช่นตัวอย่างข้างล่างนี้เป็นต้น กลไกการทำงานภายในเครื่องแยกเหรียญ เคยสงสัยมั๊ยว่ามดที่มีหกขามันเดินยังไง การกระจายตัวของสัญญาณ Wifi กว่าจะมาเป็นคลิปหนีบกระดาษแต่ละอัน เบื้องหลังการผลิตไอศกรีมแซนด์วิช ทีนี้รู้ยังว่าถังซักผ้าฝาบนทำงานยังไง เบื้องหลังกลไกการทำงานง่ายๆ ของซิป ดื่มน้ำกันทุกวัน แต่รู้มั๊ยว่าเรากลืนมันลงไปยังไง กว่าจะมาเป็นโคนใส่ไอศกรีมแต่ละอัน เบื้องหลังการเต้นทางยากของ Michael Jackson ทำไมพัดลมถึงส่ายไปมาเพราะดึงสลัก…นี่ไงคำตอบ ไขกุญแจอยู่ทุกวัน แต่รู้มั๊ยทำไมเราจึงไขมันออกได้!? ที่มา – diply.com  

เฉลยความจริงของ ‘ว่านจั๊กจั่น’ ที่หลายคนอาจไม่รู้ว่ามันเป็นแค่…ซากแมลงขึ้นรา!?

เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินเรื่อง ‘ว่านจั๊กจั่น’ กันมาบ้างไม่มากก็น้อย แต่สำหรับใครที่ไม่เคยได้ยินชื่อของสิ่งที่มานี้มาก่อน คงต้องขอเกริ่นก่อนว่า ตามความเชื่อของคนโบร่ำโบราณนั้น ว่านจั๊กจั่น หรือ พญาว่านต่อเงินต่อทอง ถูกจัดให้เป็นเป็นว่านกึ่งพืชกึ่งสัตว์ประเภทเดียวกับพวกมักกะลีผล และมีสรรพคุณให้ผู้ที่บูชามีทรัพย์สินเงินทองงอกเงยไม่ขาดมือ จึงไม่แปลกที่ว่านเหล่านี้จะมีราคาซื้อขายที่สูงมาก แม้ว่าตามข้อมูลทางวิทยาศาสตร์จะชี้ชัดแล้วว่า…ว่านจั๊กจั่นนั้นเป็นเพียงตัวอ่อนของจั๊กจั่นที่ตายเพราะติดเชื้อราก็ตาม!! อาจฟังดูไม่น่าเชื่อ หรืออาจดูเหมือนเป็นการลบหลู่ความรู้ของคนเฒ่าคนแก่ แต่ถ้าใครเคยชมสารคดีที่ของมดในป่าฝนที่ตายเพราะเชื้อรา Cordyceps unilateralis และทำให้มันมีชิ้นส่วนคล้ายเขางออกออกมาจากร่างกาย ในกรณีของว่านจั๊กจั่นนั้นก็ไม่มีสาเหตุไม่ต่างกัน เพราะมันเกิดจากเชื้อรา Cordyceps sobolifera ที่มักติดอยู่กับตัวอ่อนจั๊กจั่นในระยะที่อาศัยอยู่ใต้ดิน โดยมันจะดูดซึมสารอาหารในร่างของพาหะจนอ่อนแอและตายในที่สุด เมื่อไม่มีสารอาหารเหลือแล้ว เชี้อราจะเริ่มสร้างโครงสร้างสืบพันธุ์ที่มีลักษณะเหมือนเขายืดขึ้นเหนือพื้นดิน ที่หลายคนเข้าใจผิดคิดว่าเป็นเขาของว่านจั๊กจั่น แต่ความจริงแล้วมันคือสปอร์ของเชื้อรา ที่จะแตกออกและไปตกอยู่ในร่างของแมลงอื่นหรือจั๊กจั่นโชคร้ายตัวต่อไป มาถึงตรงนี้หลายคนอาจสงสัยว่า ถ้าไม่ใช่สิ่งศักดิ์สิทธิ์อะไร แล้วจะสามารถเปลี่ยนมันเป็นยาสมุนไพรได้หรือไม่!? จากข้อมูลในเพจ หมอแล็บแพนด้า ได้อธิบายเกี่ยวกับว่านตัวนี้ไว้ว่า… ที่มา – mushroaming.com / Facebook.com : หมอแล็บแพนด้า

อย่าเสียเวลาตีเลข! อ.เจษฎา เฉลยคลิป ‘หนอนคลานเป็นวงกลม’ ที่แท้แค่พฤติกรรมธรรมชาติ

กลายเป็นอีกหนึ่งคลิปที่ได้รับความสนใจอย่างมากในโลกออนไลน์ เมื่อผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อว่า ‎TaOod Kanghae‎ ได้โพสต์คลิปของตัวอ่อนแมลงที่เรียงแถวกันเป็นกลุ่มก้อน พร้อมข้อความว่า ‘หนอนอะไรไม่รู้ มันกำลังยกพวกจะเข้าบ้านผม แม่บอกเกิดมา 50 กว่าปี พึ่งเคยเห็น’ ซึ่งสร้างความสนใจให้กับคนจำนวนมาก เพราะไม่เคยเห็นหนอนแบบนี้มาก่อน แถมมีบางคนที่นำไปตีเป็นเลขด้วย   ล่าสุดในเพจ อ๋อ มันเป็นอย่างนี้นี่เอง by อาจารย์เจษฎ์ ได้มีคำอธิบายของ รศ. ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เกี่ยวกับคลิปที่ถูกแชร์ไปกว่าสองพันครั้งนั้น ว่าแท้จริงแล้วเป้นพฤติกรรมตามธรรมชาติของตัวอ่อนแมลงบั่วรา (fungus gnats) แมลงในกลุ่มแมลงวัน ที่มักมีพฤติกรรมชอบรวมตัวรวมกันตามกอเห็ดและเศษซากพืชที่เน่าเปื่อย ทั้งยังชอบเคลื่อนที่กันเป็นกลุ่มก้อนโดยมักจะรวมตัวกันเป็นเส้นตรงไปข้างหน้า แต่ถ้าตัวอ่อนที่อยู่ด้านหน้าคลานมาเจอกับตัวที่อยู่ท้ายขบวนก็จะเกิดการคลานเป็นวงกลมชวนแปลกตา และเมื่อถูกคุกคามตัวอ่อนเหล่านั้นจะแยกกันไปคนละทิศละทางเพื่อหนี แต่ทั้งนี้การเคลื่อนที่เป็นกลุ่มในลักษณะดังกล่าวมักเกิดขึ้นเพียงไม่กี่ครั้งเท่านั้นในระยะตัวอ่อน และมักมีสาเหตุมาจากการย้ายแหล่งอาหาร ซึ่งเป็นพฤติกรรมตามธรรมชาติของแมลงชนิดนี้อยู่แล้ว   ที่มา – Facebook.com : TaOod Kanghae / อ๋อ มันเป็นอย่างนี้นี่เอง by อาจารย์เจษฎ์ / Wossawat Inplang‎ 

keyboard_arrow_up