เมื่ออุปกรณ์ติดตามของนักวิจัย ทำให้ชีวิต “เม่นแคระ” ต้องพบกับหายนะจนถึงตาย

เป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์ตัวอย่างที่สะท้อนปัญหาซึ่งเกิดจากฝีมือมนุษย์ ที่พยายามศึกษาชีวิตส่วนตัวของสัตว์มากเกินไป จนกลายเป็นความสูญเสียที่ไม่ควรจะเกิดขึ้น เมื่อหน่วยงานคุ้มครองสวัสดิภาพสัตว์ของอังกฤษได้เข้าพยายามยื้อชีวิต เม่นแคระ (Hedgehog) ตัวหนึ่ง ซึ่งมีอุปกรณ์ติดตามตัวจำนวน 26 ชิ้นและเครื่องส่งสัญญาณซึ่งถูกติดตั้งโดยทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัย University of Nottingham ที่ต้องการศึกษาชีวิตประจำวันในธรรมชาติของสัตว์ชนิดนี้ แต่ดูเหมือนของเหล่านี้จะเป็นเหตุให้มันต้องตาย จากข้อมูลเบื้องต้น เจ้าหน้าที่จากหน่วยงานคุ้มครองสวัสดิภาพสัตว์ ระบุว่าอุปกรณ์ดังกล่าวสร้างความรู้สึกไม่ปลอดภัยให้กับเม่นแคระตัวนี้ จนทำให้มันอยู่ในสภาพที่มีความเครียดสูง และพยายามปกป้องตัวเองตามสัญชาตญาณด้วยการพยายามขดตัวเป็นก้อนกลมตลอดเวลา แต่มันก็ไม่สามารถทำได้สะดวก เนื่องจากเครื่องส่งสัญญาณที่ติดอยู่บนตัวมันนั้นหนักและใหญ่เกินไปเมื่อเทียบกับขนาดของมัน แม้เจ้าหน้าที่ทุกคนจะพยายามยื้อชีวิตมันไว้ แต่ก็สายเกินไปแล้ว

Barefoot Gen : การ์ตูนสะท้อนหายนะแห่ง ‘ฮิโรชิมา’ หลังถูกถล่มด้วยปรมาณู

มีคำบอกเล่ามากมายเกี่ยวเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังจากเมืองฮิโรชิมา ประเทศญี่ปุ่น ถูกโจมตีด้วยระเบิดปรมาณูในวันที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2488 ที่ได้บรรยายถึงสภาพของผู้เสียชีวิตและบ้านเมืองที่ถูกถล่มจนไม่เหลือเค้าเดิม แต่คงไม่มีข้อมูลไหนจะเล่าถึงความหวาดกลัวที่คนญี่ปุ่นต้องพบเจอในตอนนั้นได้ดีเท่าผลงาน Barefoot Gen ของ Keiji Nakazawa นักเขียนการ์ตูนชาวญี่ปุ่นที่ได้ถ่ายทอดประสบการณ์จริงของตัวเองในเหตุการณ์ที่ฮิโรชิมาและนางาซากิ การ์ตูนชุดนี้ถูกวาดขึ้นครั้งแรกหลังจากเหตุการณ์หายนะในครั้งนั้นผ่านมากว่า 30 ปี ซึ่งเล่าเรื่องราวของเด็กหนุ่มที่ชื่อว่า Gen ที่เกิดและโตในช่วงที่ประเทศกำลังคุกรุ่นด้วยไฟสงคราม จนกระทั่งมีการทิ้งระเบิดลูกแรกลงที่เมืองฮิโรชิมา และกลายเป็นฝันร้ายตลอดกาลที่ติดอยู่ในความทรงจำของผู้คน ที่ได้พบเห็นบ้านเมืองถูกทำลายจนเหลือเพียงซากปรักหักพัง ทั้งยังสร้างผลกระทบร้ายแรงตามมาหลังจากนั้น เพราะหากผู้คนไม่เสียชีวิตในทันที ก็จะค่อยๆ ตายเพราะพิษบาดแผลที่ละลายผิวหนังจนไม่เหลือชิ้นดี แถมผู้ที่รอดชีวิตมาได้ก็ยังต้องเผชิญกับการสูญเสียนานับประการ และมีคนจำนวนมากที่ได้รับผลกระทบจากสารพิษตกค้างที่มาจากระเบิดในครั้งนั้น ทั้งยังเป็นบทเรียนราคาแพงที่เตือนมนุษยชาติถึงพลังทำลายล้าง ที่ซ่อนอยู่ในอาวุธที่พวกเขาได้สร้างมันขึ้นมา ที่มา – apjjf.org

อย่าคิดว่าไม่เป็นไร!! เผยผลลัพธ์สุดหายนะ ที่มาจากการทิ้งห่วงพลาสติกแบบมักง่าย

ในสายตามนุษย์แบบเราแล้ว ห่วงพลาสติกที่เหลือจากการเปิดขวดน้ำนั้นแทบเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้เลยนอกจากเศษขยะ และเป็นเรื่องปกติที่เรามักตัดสินใจทิ้งมันไปโดยไม่คำนึงถึงที่ผลที่ตามมาสักเท่าไหร่ เพราะเชื่อว่าห่วงพลาสติกกลมๆ แบบนี้คงไม่มีทางทำอันตรายใครได้แน่ แต่นั่นเป็นเพียงมุมมองด้านเดียวของมนุษย์เท่านั้น เพราะสำหรับพวกสัตว์ทั้งหลายที่หลงใหลในสีของพลาสติกจนคิดว่าเป็นอาหาร หรือวัสดุที่เหมาะจะนำมาทำรังแล้ว พวกมันไม่สามารถรับรู้ได้ถึงอันตรายของห่วงเล็กๆ เหล่านี้ จนกระทั่งทุกอย่างมันสายไปแล้ว มาถึงตรงนี้ หลายคนอาจคิดหาวิธีที่จะช่วยปกป้องชีวิตสัตว์เหล่านี้ให้ปลอดภัยขึ้นอีกขั้นจากความมักง่ายของมนุษย์ ซึ่งแน่นอนว่าในส่วนของห่วงพลาสติกแบบนี้ก้สามารถแก้ไขได้ง่ายๆ เพียงแต่ตัดมันให้ขาดก่อนทิ้ง เพื่อไม่ให้ห่วงเหล่านี้สร้างปัญหาแก่สัตว์แบบในภาพข้างบน หรืออีกวิธีที่ง่ายกว่า นั่นคือการทิ้งขยะเหล่านี้ให้เป็นที่ และลดปริมาณการใช้งานให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้

ย้อนรอยหายนะ ‘นิวเคลียร์ฮิโรชิม่า’ กับภาพวาดสุดสยองของผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์นั้น

แม้จะผ่านมากกว่า 70 ปี แต่เชื่อว่าเหตุการณ์ทิ้งระเบิดปรมณูที่ฮิโรชิม่าในช่วงสงครามโลกที่ 2 นั้นยังไม่หายไปจากความคิดของใครหลายๆ คน โดยเฉพาะกับคนญี่ปุ่นที่รอดชีวิตมาจากหายนะในครั้งนั้น ซึ่งยังคงยังมีทั้งรอยแผลบนร่างกายและจิตใจของคนเหล่านั้น และในวันครบรอบ 58 ปีของเหตุการณ์ทิ้งระเบิดในญี่ปุ่น ได้เคยมีการเชิญผู้ที่รอบชีวิตจากเหตุการครั้งนั้นมาร่วมถ่ายทอดความเลวร้ายของระเบิดครั้งนั้น ผ่านภาพวาดที่แม้จะไม่สวยงามเหมือนผลงานของศิลปินมืออาชีพ แต่ก็สามารถแสดงให้เห็นความโหดร้ายในเหตุการณ์ได้เป็นอย่างดี ไม่เพียงสิ่งปลูกสร้างและต้นไม้ที่ถูกทำลาย หลังไฟสงบยังพบศพคนจำนวนมาที่นอนตายอยู่กลางเมือง ศพคนนับพันที่เสียชีวิตและลอยไปกับน้ำ ศพส่วนใหญ่ไม่สามารถระบุตัวตนได้ ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องกำจัดการกับร่างเหล่านั้นให้เร็วที่สุด แม้เหตุการณ์จะสงบแล้ว และโรงเรียนเปิดการสอนอีกครั้ง แต่เด็กส่วนใหญ่ก็ยังต้องเดินทางผ่าน ซากบ้านเรือนที่เสียหาย และเต็มไปด้วยกลิ่นไหม้อบอวล ไม่ใช่เด็กทุกคนจะมีโอกาสได้เรียน และสิ่งที่พวกเข้าทำได้ในช่วงนี้ คือรื้อหาของมีค่าจากกองขยะและเลี้ยงน้องเพื่อแบ่งเบาภาระของพ่อแม่…หรือบางคนก็อาจไม่เหลือใครอีกแล้ว หลังระเบิดถูกทิ้งลงมา คนจำนวนมากหนีตายโดยที่เสื้อผ้าบนร่างกายถูกเผาไปแล้ว บางส่วนก็พยายามหนีลงแม่น้ำ แต่ก็ยังไม่ได้วายได้รับบาดเจ็บจากแรงระเบิดและความร้อนที่รุนแรง แม้จะรอดชีวิตมาได้ แต่ก็ไร้ที่อยู่อาศัย จึงมีคนจำนวนมากที่ผ่านคืนแรกไปพร้อมกับ เปลวเพลิงและเสียงโหยหวนของเพื่อนร่วมชาติ แม้บางคนจะอยู่ห่างจากจุดทิ้งระเบิดมาก แต่ก็ไม่อาจรอดชีวิตมาได้ และจากไปโดยที่สภาพไม่เหมือนคนที่เสียชีวิต บางคนก็จากไปพร้อมกับสัตว์เลี้ยงที่เป็นเพื่อนคู่ใจ บางคนพยายามหลบเข้าไปซ่อนในตู้รถไฟ แต่สุดท้ายก็โดนเผาจากไหม้เกรียม ที่มา – pcf.city.hiroshima.jp

คนมา…ป่าหมด! เผยผลงานสะท้อนหายนะความเจริญ ที่ทำให้บ้านของสัตว์หมดไป

แม้ว่าความเจริญนั้นเปรียบเสมือนระลอกคลื่นที่ซัดเข้ามาเรื่อยๆ ไม่มีวันหยุด และไม่มีสิ่งใดจะยับยั้งมันได้ แต่การปล่อยให้คลื่นลูกแล้วลูกเล่าซัดเข้ามาโดยไม่สนซึ่งผลกระทบ ก็อาจมีบางสิ่งที่บางหย่างที่ต้องหายไป อย่างเช่นในผลงานของ Nick Brandt (นิค แบรนดท์) ช่างภาพชาวอังกฤษเดินทางภ่ายรูปสารคดีชีวิตสัตว์ในแอฟริกามาเป็นนับครั้งไม่ถ้วน และได้พบเห็นความเปลี่ยนแปลงในหลายสถานที่ที่เขาเคยไป จนตัดสินใจนำภาพบางส่วนมาแต่งใหม่ และแต่งใหม่ ก่อนนำไปแสดงในนิทรรศการภาพถ่าย Inherit the Dust เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงหายนะที่เกิดขึ้นจากการขยายตัวของความเจริญในสังคมมนุษย์ ว่าส่งผลกับธรรมชาติและโลกใบนี้ไปมากน้อยแค่ไหน แน่นอนว่าไม่มีใครหรืออะไรจะยับยั้งความเจิรญก้าวหน้า และความเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยได้ แต่การปล่อยให้โลกพัฒนาไปโดยไม่ยั้งคิด ราคาที่ต้องจ่ายนั้นหากมาเกินไป จนไม่คุ้มต่อสิ่งที่ต้องจ่าย…หรือต้องแลกกับการสูญเสียบางอย่างไปตลอดกาลก็ได้ ที่มา – twistedsifter.com/

อดีตนักดาราศาสตร์เตือนนาซ่า ทำผิดใหญ่หลวงคิดติดต่อกับพวกต่างดาว เพราะมันคือ ‘หายนะ’

แฟรงค์ เดรค (Frank Drake) อดีตนักดาราศาสตร์ชื่อดังซึ่งเคยทำงานในโครงการ “ค้นหาสิ่งมีชีวิตนอกโลก” ให้กับ สำนักงานบริหารอวกาศและการบินแห่งชาติสหรัฐฯ (นาซ่า) ออกโรงเตือนโดยระบุว่า นาซ่ากำลังทำผิดพลาดครั้งใหญ่หลวงที่พยายามติดต่อกับ “พวกต่างดาว” พร้อมย้ำว่าการติดต่อกับอารยธรรมนอกโลก จะนำมาซึ่ง “หายนะ” สำหรับมวลมนุษยชาติ ก่อนหน้านี้ เดรค เคยเป็นผู้ออกแบบ “แผนที่ฉบับพิเศษ” แนะนำเส้นทางให้พวกต่างดาวเดินทางมายังโลก โดยที่แผนที่ที่เดรคออกแบบนี้ได้ถูกนำขึ้นไปปล่อยในอวกาศด้วยยานอวกาศของนาซ่า 2 ลำ คือ ยาน วอยยาเจอร์ 1 และ วอยยาเจอร์ 2 อย่างไรก็ดี เดรค ยอมรับว่าแผนที่ที่เขาออกแบบไว้ดังกล่าว รวมถึงความพยายามอย่างไม่ลดละของนาซ่า ในการติดต่อสื่อสารกับมนุษย์ต่างดาว อาจนำมาซึ่งหายนะครั้งเลวร้าย เพราะไม่มีใครสามารถรับประกันได้ว่า พวกมนุษย์ต่างดาวจะมีความเป็นมิตรกับมนุษย์ เหมือนกับในภาพยนตร์เรื่อง “อี.ที.” ทั้งนี้ เดรค ไม่ใช่คนแรกที่ออกโรงเตือนนาซาถึงอันตรายจากการติดต่อกับพวกต่างดาว เพราะก่อนหน้านี้ นักวิทยาศาสตร์ชื่อก้องโลกอย่าง “สตีเฟ่น ฮอว์กิง” เคยออกโรงเตือนให้มนุษย์หลีกเลี่ยงการติดต่อสื่อสารใดๆ กับสิ่งมีชีวิตนอกโลก โดยระบุมนุษย์อาจถูกล้างเผ่าพันธุ์จนสูญสิ้น และโลกอาจต้องตกเป็น “อาณานิคม” ไม่ต่างจากเหตุการณ์เมื่อครั้งที่พวกอินเดียนแดงพื้นเมืองในทวีปอเมริกา ได้เผชิญหน้ากับคนผิวขาวที่เป็นพวกนักสำรวจจากยุโรป

หายนะคลื่นความร้อน!? เผยภาพสุดสยองของรัฐแอริโซนาที่หลอมละลายสิ่งต่างๆ ในเมือง

ลำพังแค่อุณหภูมิในหน้าร้อนของรัฐแอริโซนา สหรัฐอเมริกา ที่ปกติก็ร้อนมากอยู่แล้ว แต่ดูเหมือนหลายปีที่ผ่านมา รัฐแห่งนี้จะยิ่งมีสภาพอากาศร้อนขึ้นจนหน้าใจหาย โดยเฉพาะในเมือง Phoenix ที่พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นทะเลทราย ซึ่งสร้างความเสียหายทั้งต่อชีวิตและทรัพย์สินบางประเภทที่ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อทนรับความร้อนสาหัสเหล่านี้ จนละลายและกลายเป็นภาพชวนขนลุกสำหรับใครที่ไม่เคยเจอกับความร้อนในตอนกลางวันที่สูงถึง 47 องศาเซลเซียส หรือกว่า 116 องศาฟาเรนไฮต์ เห็นตัวเลขก็เหงื่อแตกแล้ว ใครจะพาสุนัขออกไปเดินเล่น ยังมีคำแนะนำให้ต้องสวมอุปกรณ์ให้มัน มนุษย์เองก้ต้องสวมถุงมือเพื่อขับรถ   กำแพงที่ออกแบบคล้ายกับอิฐก็ไม่สามารถคงสภาพได้   แม้แต่ป้ายบอกทางก็ยังไม่รอด   บางคนถึงกับเล่นสนุก ขนาดเอาคุกกี้มาอบในรถ   แม้แต่พื้นทะเลทรายอย่างกระบองเพชรก็ยังสาหัส  

เบื้องหลังหายนะกัมมันตภาพรังสี กลับกลายเป็นสวรรค์ของเหล่าสัตว์ป่าในเชอร์โนบิล

จากเหตุระเบิดที่โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ เชอร์โนบิล ในประเทศยูเครน เมื่อปี 1986 ที่นับว่าเป็นอุบัติเหตุด้านนิวเคลียร์ที่ร้ายแรงที่สุดในโลก และทำให้เกิดการรั่วไหลของสารกัมมันตภาพรังสีจำนวนมากถูกปลดปล่อยออกมาเป็นวงกว้าง กินพื้นที่กว่า 1,000 ตารางไมล์ และทำให้พื้นที่รอบๆ โรงไฟฟ้าไม่สามารถอยู่อาศัยได้อีกกว่า 20,000 ปี แต่ถึงจะเป็นพื้นที่ที่ไม่สามารถให้มนุษย์อยู่อาศัยได้แล้ว แต่จากการติดกล้อง Camera Trap ของนักวิจัยจำนวนมาก ทำให้พบว่าสถานที่รกร้างแห่งนี้ได้กลับกลายมาเป็นสวรรค์ของเหล่าสัตว์ป่าที่ครั้งหนึ่งเคยถูกมนุษย์ล่าจนไม่สามารถอยู่อาศัยได้ ที่ตอนนี้กลับมาเฟื่องฟูอีกครั้งท่ามกลายสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้อต่อการดำรงชีวิต แม้ฟังดูไม่น่าเป็นได้ที่สัตว์เหล่านี้จะสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ และจากข้อมูลของทีมวิจัยของมหาวิทยาลัยเซาธ์แคโรไลนา สหรัฐอเมริกา พบว่าสัตว์ทุกตัวล้วนได้รับสารปนเปื้อนทั้งสิ้น แต่กลไกทางร่างกายทำให้ความเสี่ยงต่อที่จะถูกสารกัมมันตภาพรังสีทำลายสารพันธุกรรม จึงทำให้พวกมันสามารถอาศัยอยู่ในสถานที่แบบนี้ได้ และกระบวนการนี้เรียกว่า ‘การคัดเลือกอย่างไม่ตามธรรมชาติ’ (unnatural selection) ทั้งยังมีหลักฐานสัตว์เหล่านี้ไม่ใช้กลุ่มที่อพยพมาจากที่อื่น แต่เป็นสัตว์กลุ่มเดิมที่ค่อยๆ ฟื้นตัวขึ้นมาเนื่องจากการหายไปของมนุษย์ ที่มา – cnbc.com / treehugger.com

ย้อนรอยหายนะ กับ 12 ภาพวาดสะท้อนอดีตสุดสยองของผู้รอดชีวิตจากนิวเคลียร์ฮิโรชิม่า

แม้จะผ่านมากกว่า 70 ปี แต่เชื่อว่าเหตุการณ์ทิ้งระเบิดปรมณูที่ฮิโรชิม่าในช่วงสงครามโลกที่ 2 นั้นยังไม่หายไปจากความคิดของใครหลายๆ คน โดยเฉพาะกับคนญี่ปุ่นที่รอดชีวิตมาจากหายนะในครั้งนั้น ซึ่งยังคงยังมีทั้งรอยแผลบนร่างกายและจิตใจของคนเหล่านั้น และในวันครบรอบ 58 ปีของเหตุการณ์ทิ้งระเบิดในญี่ปุ่น ได้เคยมีการเชิญผู้ที่รอบชีวิตจากเหตุการครั้งนั้นมาร่วมถ่ายทอดความเลวร้ายของระเบิดครั้งนั้น ผ่านภาพวาดที่แม้จะไม่สวยงามเหมือนผลงานของศิลปินมืออาชีพ แต่ก็สามารถแสดงให้เห็นความโหดร้ายในเหตุการณ์ได้เป็นอย่างดี ไม่เพียงสิ่งปลูกสร้างและต้นไม้ที่ถูกทำลาย หลังไฟสงบยังพบศพคนจำนวนมาที่นอนตายอยู่กลางเมือง ศพคนนับพันที่เสียชีวิตและลอยไปกับน้ำ ศพส่วนใหญ่ไม่สามารถระบุตัวตนได้ ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องกำจัดการกับร่างเหล่านั้นให้เร็วที่สุด แม้เหตุการณ์จะสงบแล้ว และโรงเรียนเปิดการสอนอีกครั้ง แต่เด็กส่วนใหญ่ก็ยังต้องเดินทางผ่าน ซากบ้านเรือนที่เสียหาย และเต็มไปด้วยกลิ่นไหม้อบอวล ไม่ใช่เด็กทุกคนจะมีโอกาสได้เรียน และสิ่งที่พวกเข้าทำได้ในช่วงนี้ คือรื้อหาของมีค่าจากกองขยะและเลี้ยงน้องเพื่อแบ่งเบาภาระของพ่อแม่…หรือบางคนก็อาจไม่เหลือใครอีกแล้ว หลังระเบิดถูกทิ้งลงมา คนจำนวนมากหนีตายโดยที่เสื้อผ้าบนร่างกายถูกเผาไปแล้ว บางส่วนก็พยายามหนีลงแม่น้ำ แต่ก็ยังไม่ได้วายได้รับบาดเจ็บจากแรงระเบิดและความร้อนที่รุนแรง แม้จะรอดชีวิตมาได้ แต่ก็ไร้ที่อยู่อาศัย จึงมีคนจำนวนมากที่ผ่านคืนแรกไปพร้อมกับ เปลวเพลิงและเสียงโหยหวนของเพื่อนร่วมชาติ แม้บางคนจะอยู่ห่างจากจุดทิ้งระเบิดมาก แต่ก็ไม่อาจรอดชีวิตมาได้ และจากไปโดยที่สภาพไม่เหมือนคนที่เสียชีวิต บางคนก็จากไปพร้อมกับสัตว์เลี้ยงที่เป็นเพื่อนคู่ใจ บางคนพยายามหลบเข้าไปซ่อนในตู้รถไฟ แต่สุดท้ายก็โดนเผาจากไหม้เกรียม ที่มา – pcf.city.hiroshima.jp

keyboard_arrow_up