ดาบนั้นคืนสนอง!! งานวิจัยเผยมนุษย์นำ “ไมโครพลาสติก” เข้าสู่ร่างกายปีละกว่าแสนชิ้น

หากจะมีสิ่งใดที่เราไม่อยากให้เข้ามาอยู่ในร่างกายมากที่สุด ก็คงต้องยกให้บรรดาพลาสติกทั้งหลาย เพราะแม้เราจะมีของแบบนี้อยู่รอบตัว และใช้มันในการบรรจุสิ่งของต่างๆ ในชีวิตประจำวัน แต่เราต่างก็รู้ดีว่าพลาสติกนั้นไม่มีทางกินได้ แม้ว่าบางครั้ง…เราจะเผลอกินมันเข้าไปในรูปของ “ไมโครพลาสติก” ก็ตาม ไมโครพลาสติก (Microplastics) คือชิ้นส่วนพลาสติกขนาดเล็กมากที่อาจมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า ซึ่งปนเปื้อนลงไปในสิ่งแวดล้อม ซึ่งไม่ได้หมายถึงพลาสติกประเภทใดประเภทหนึ่งเป็นพิเศษ แต่หมายถึงรวมถึงเศษพลาสติกชนิดใดๆ ที่มีขนาดเล็กกว่า 5 มิลลิเมตร และเกิดจากขยะพลาสติกที่เมื่อเวลานานเข้าๆ จะแตกเป็นชิ้นเล็กๆ จนเราแทบมองไม่เห็น แต่จะปนเปื้อน เป็นอันตรายต่อสัตว์ มนุษย์ และสิ่งแวดล้อมอย่างมากโดยที่เราไม่รู้ตัว และยังใช้เวลาในการย่อยสลายนาน โดยนักวิทยาศาสตร์พบว่าไมโครพลาสติกถูกนำเข้าสู่สิ่งแวดล้อมได้หลายช่องทาง และปัจจุบันมันได้กระจายอยู่ทุกที่ รวมทั้งในตัวมนุษย์เองก็มีไมโครพลาสติกอยู่ด้วย จากงานวิจัยที่มีการเผยแพร่ในวารสาร the journal Environmental Science and Technology พบว่าไมโครพลาสติกนั้นมีอยู่ทั้งในอาหาร น้ำ และอากาศ แถมคนทั่วไปยังกินไมโครพลาสติกชิ้นเล็กๆ เหล่านี้เข้าไปมากกว่าปีละ 50,000 ชิ้น และสูดเข้าไปทางระบบทางเดินหายใจในปริมาณเท่ากัน แถมการกินน้ำจากขวดพลาสติกยิ่งเพิ่มความเสี่ยงในการนำไมโครพลาสติกเข้าสู่ร่างกายมากเป็นพิเศษอีกด้วย ซึ่งผลจากการสะสมไมโครพลาสติกไว้ในร่างกายนั้น นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าอาจส่งผลกระทบต่อระบบภูมิต้านทาน แม้จะยังไม่มีผลการศึกษาชัดเจนก็ตาม ปัจจุบันมีการค้นพบไมโครพลาสติกที่กระจายอยู่ทุกที่ทั้งในอากาศ ดิน แม่น้ำ ส่วนที่ลึกสุดของมหาสมุทร และยังพบในขวดน้ำพลาสติก และที่กดน้ำสาธารณะ พบในเบียร์ […]

“Stellar’s Sea Cow” พะยูนที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่โลกเคยมี และสูญพันธุ์ไปเพราะ “มนุษย์”

ในอดีต…วิวัฒนาการได้เป็นบทเรียนที่สอนให้สัตว์จำนวนมากหาวิธีเอาตัวรอดแบบง่ายๆ ด้วยการทำให้ตัวเองมีร่างกายขนาดมหึมาจนปราศจากศัตรูตามธรรมชาติ เพราะคงไม่มีนักล่าตัวใดอยากเสียเวลาจัดการกับยักษ์ปักหลั่น และนั่นคือวิธีที่ทำให้ Stellar’s Sea Cow หรือ วัวทะเลชเตลเลอร์ พะยูนที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่โลกเคยมีมา ใช้เพื่อเอาตัวรอดผ่านยุคน้ำแข็งที่ทำลายล้างสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมโบราณไปเป็นจำนวนมาก ด้วยความยาวถึง 9 เมตร หนักว่า 3 ตัน และสามารถปรับตัวเพื่อชีวิตอันแร้นแค้นในเขตอาร์กติกได้เป็นอย่างดี จนดูเหมือนการขยายร่างให้ใหญ่โตจะเป็นวิธีที่ได้ผลชะงัด แต่เมื่อพวกมันถูกค้นพบครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1741 โดยนักวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมัน Georg Wilhelm Steller และด้วยความที่ปราศจากนักล่ามานานหลายหมื่นปี ทำให้พะยูนยักษ์เหล่านี้ไม่สนใจกับแขกผู้มาเยือนที่สูงไม่ถึง 2 เมตร จนนักวิทยาศาสตร์ลงความเห็นว่ามันคือยักษ์ใหญ่ใจดีขนานแท้ และไม่เป็นภัยต่อมนุษย์ ขณะที่มีคนที่พยายามศึกษาเพื่อรู้จักกันพวกมันให้มากขึ้น ก็มีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่เดินทางมาหาพวกมันพร้อมกับหอกแบบง่ายๆ จนทำให้มันกลายเป็นเป้าหมายนิ่งของนายพรานที่ต้องการเนื้อและไขมันใต้ผิวหนังของมัน ด้วยความที่ตกเป็นเหยื่ออย่างง่ายดาย และอ่อนไหวต่ออาการบาดเจ็บ ทำให้วัวทะเลชเตลเลอร์ถูกฆ่าไปเป็นจำนวนมาก จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1768 หรือเพียง 27 ปีหลังจากที่มันถูกค้นพบ พะยูนยักษ์เหล่านี้ก็ถูกลงมติว่าเป็นสายพันธุ์ที่สูญพันธุ์ไปจากโลกใบนี้แล้ว และเหลือเพียงโครงกระดูกของมันให้คนรุ่นหลังได้ดูเท่านั้น

เปิดประวัติของ “หมู” สัตว์ในฟาร์มที่อยู่กับมนุษย์มานานกว่า 5,000 ปี

ปฎิเสธไม่ได้ว่า “หมู” นั้นมีส่วนสำคัญต่อชีวิตประจำวันของเราอย่างเลี่ยงไม่ได้ แต่รู้หรือไม่ว่า…สัตว์ที่เราเลี้ยงไว้เป็นอาหาร และอาจมีการแปรรูปเป็นข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ที่เราอาจใช้กันโดยไม่รู้ตัวนั้น มีความผูกพันกับมนุษย์ในฐานะ “สัตว์ในฟาร์ม” มานานกว่า 5,000 ปีแล้ว เรื่องราวของมนุษย์กับหมูนั้นเริ่มขึ้นในยุค Neolithic Age (ยุคหินใหม่) โดยหมูในยุคแรกนั้นมีต้นกำเนิดมาจาก “หมูป่ายุโรป” มีชื่อวิทยาศาสตร์ Sus scrofa ส่วนสุกรที่พบในแถบเอเชียอินเดีย มีชื่อวิทยาศาสตร์ Sus Vittatus ชาติแรกที่มีการนำหมูมาเลี้ยงแบบปศุสัตว์คือประเทศจีน ซึ่งเริ่มกันมาเกือบ 5,000 ปีก่อน ส่วนในฝั่งยุโรปนั้นมีบันทึกในประเทศอังกฤษว่ามีการเลี้ยงหมูเมื่อ 800 ปีก่อนคริสตกาล ก่อนจะมีการแพร่ไปเขตอเมริกาโดยโคลัมบัส เมื่อถึงช่วง ค.ศ. 1539 (ปีที่พบดินแดนใหม่) ไปสู่รัฐฟอริดา โดยชาวสเปนนำสุกรไปแพร่หลาย สำหรับประเทศไทยนั้นเริ่มเลี้ยงหมูโดยกลุ่มชาวจีนที่อยู่ในไทย โดยเลี้ยงเพื่อเป็นอาหารและอาชีพเสริม เป็นสุกรพันธุ์พื้นเมืองของชาวจีนและไทย เช่นพันธุ์ไหหลำ ที่นำมาจากต่างประเทศ คือ พ.ศ. 2461 พันธุ์ Large Black, Essex จากประเทศอังกฤษ พ.ศ. 2482,2492 พันธุ์ Midle […]

เมื่อรัฐฟลอริดากลายเป็นสมรภูมิที่มนุษย์พ่ายแพ้ให้กับ “งูหลามพม่า”

แม้จะมีระบบการตรวจสอบสิ่งแปลกปลอมที่จะเล็ดลอดเข้ามาในประเทศ แต่บางครั้งกลไกที่เฉียบขาดที่สุดก็ยังมีจุดอ่อน และความผิดพลาดเพียงครั้งเดียว ก็มากพอจะทำให้สหรัฐอเมริกาได้รับบทเรียนราคาแพง จากการปล่อยให้ งูหลามพม่า (Burmese Python) สัตว์เลื้อยคลานขนาดใหญ่จากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ถูกส่งเข้ามาไปในฐานะสัตว์เลี้ยงสำหรับผู้นิยมสัตว์แปลกในรัฐฟลอริดา และกลายเป็นปัญหาสัตว์เลื้อยคลานที่แก้ไม่ตก แถมยังส่อแววว่ามนุษย์จะแพ้ให้กับผู้รุกรานรายนี้ ไม่มีใครทราบว่างูยักษ์ชนิดนี้เข้ามาในรัฐที่จัดว่าเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำของประเทศนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่ด้วยนิสัยการกินแบบไม่เลือกและมีขนาดที่ใหญ่กว่าที่คิด ทำให้ผู้เลี้ยงในรัฐฟลอริดาจำนวนมากตัดสินใจนำมันไปปล่อย และหวังว่าพวกมันจะโดนจระเข้ในบึงเขมือบไปเอง แต่กลับกลายเป็นว่างูเหล่านี้สามารถขยายพันธุ์ได้ในสิ่งแวดล้อมใหม่ แถมยังกินเจ้าบ้านอย่างจระเข้และสัตว์ท้องถิ่นเป็นอาหาร จนทำให้มันมีขนาดที่ใหญ่แซงหน้าเจ้าของสถิติเดิมในประเทศพม่า ด้วยความยาวมากถึง 5.18 เมตร น้ำหนัก 74 กิโลกรัม (สถิติเดิมคือ 5 เมตร) แน่นอนชาวมะกันไม่ได้นิ่งดูดายต่อปัญหาที่เกิดขึ้นบนปลายจมูกตัวเอง และมีความพยายามลดประชากรสัตว์เลื้อยคลานเหล่านี้อย่างเต็มที่ อย่างเช่นในปี ค.ศ. 2002 ได้มีการเคลื่อนย้ายงูที่ว่านี้ออกจากพื้นที่อุทยานแห่งชาติเอเวอร์เกลดส์ถึง 2,000 ตัว แต่จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่สามารถควบคุมประชากรของพวกมันได้ และด้วยจำนวนที่ยากเกินควบคุมของมัน ทำให้สัตว์พื้นเมืองบางชนิดเริ่มกลายเป็นสัตว์หายากในถิ่นอาศัยเดิมไปแล้ว

“เซ็กส์ทอย” ไม่ใช่ของแปลก และอยู่คู่ประวัติศาสตร์มนุษย์มานานกว่า 30,000 ปี

อาจจะเป็นสิ่งของชื่อแสลงหูคนจำนวนไม่น้อย และหลายคนอาจรับไม่ได้ที่ต้องรับรู้ถึงการอยู่ของ “เซ็กส์ทอย” แต่ไม่ว่าคุณจะรู้สึกอย่างไรกับอุปกรณ์เพิ่มความสุขทางเพศชิ้นนี้ เซ็กส์ทอยก็อยู่บักทึกอยู่ในประวัติศาสตร์มนุษย์มานานกว่า 30,000 ปีแล้ว อาจจะฟังดูเกินจริงไปสักนิด แต่ดูเหมือนความหมกมุ่นในกิจกรรมทางเพศของมนุษย์นั้นมีนานพอสมควร และเซ็กส์ทอยยุคก่อนประวัติศาสตร์นั้นเริ่มมีการพูดถึงในค.ศ. 2005 เมื่อมีการค้นพบเซ็กส์ทอยที่เก่าแก่ที่สุดในโลก ซึ่งอายุราว 27,000 – 30,000 ปี ภายในถ้ำ Hohle Fels ประเทศเยอรมนี ซึ่งวัตถุรูปร่างคล้ายอวัยวะเพศชายขนาด 19 เซนติเมตร แกะสลักจากหินซิลเวอร์ ก่อนจะถูกนำมาจัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์ Prehistoric Blaubeure แม้นักโบราณคดีจะยังไม่สามารถหาคำตอบได้ชัดเจนว่า เซ็กส์ทอยชิ้นนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่ออะไร จะใช้ในพิธีกรรม เป็นอาวุธ หรือเพื่อความสุขของใครบางคน แต่นอกจากวัตถุชิ้นนี้แล้ว ยังมีรายงานการพบศิวลึงค์ที่ทำจากก้อนหิน และกระดูกมากมาย เช่นเดียวกับเครื่องมือเครื่องใช้อื่นๆ เช่น หวี และเข็มเย็บผ้า รวมอยู่ด้วย ข้ามมาที่ฝั่งเอเชีย ในประวัติศาสตร์จีนก็มีบันทึกถึง “ของเล่น” เพื่อความสุขทางเพศของผู้หญิงไว้เช่นกัน โดยมีลักษณะเป็นกิ่งไม้ที่ตัดแต่งเป็นรูปอวัยวะเพศชาย แต่ที่แปลกที่สุดเห็นจะเป็น “Ben Wa ฺBalls” ของผู้หญิงในราชวงศ์หมิง ที่ใช้ลูกบอลลูกเล็กๆ ที่ทำจากทองแดง, ทองคำ หรือดิน […]

พบกับ Graham ตัวอย่างร่างสุดยอดของมนุษย์ ที่จะไม่มีวันตายเพราะโดนรถชน

คงเป็นไอเดียที่ใครหลายๆ คนเคยคิดไว้ ว่าในเมื่อเราไม่สามารถห้ามไม่ให้เกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์ได้ งั้นเราก็เปลี่ยนร่างกายตัวเองให้ทนทานต่ออุบัติเหตุแนวนี้ไปซะเลยสิจะได้หมดเรื่องหมดราว งั้นเอาเป็นว่าถ้าใครอยากรู้ว่า ต้องมีร่างกายแบบไหนถึงจะรอดตายเพราะความประมาทในการขับขี่รถยนต์ของคนบางประเภทได้ คำตอบอยู่ในรูปข้างล่างนี่… นี่คือ Graham หุ่นปั้นที่สร้างขึ้นโดยศิลปินชาวออสเตรเลีย Patricia Piccinini ที่นำความข้อมูลจากศัลยแพทย์มาสร้างขึ้นร่างกายมนุษย์ที่สามารถรอดตายจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ได้ โดยต้องมีหน้าอกใหญ่ๆ กับเต้านมหลายๆ คู่บนซี่โครง เพื่อเป็นเบาะป้องกันซี่โครงหักไปทิ่มหัวใจกับปอด และมีเนื้อขึ้นมาห่อหุ้มจมูกกับหู รวมทั้งตัดส่วนคอทิ้งไปเพื่อป้องกันอาการคอหัก นอกจากนี้ยังต้องมีหนังหนาๆ และขามีปลายเท้าห่างจากส้นเท้ามาๆ เพื่อให้สามารถกระโดดหลบรถยนต์ได้ทัน ทั้งยังต้องมีกะโหลกหนามาก เพื่อใช้ป้องกันสมองที่อาจถูกกระทบกระเทือนได้ ฟังดูเป็นไอเดียบ้าๆ ใช่มั้ยล่ะ เพราะมนุษย์ที่ไหนล่ะจะมี หรืออยากมีร่างกายแบบนี้ได้ แต่นี่แหละวัตถุประสงค์ในการสร้างศิลปะชิ้นขึ้นมา เพราะในเมื่อมนุษย์ไม่มีวันสร้างร่างกายแบบนี้ได้ งั้นก็ขับรถให้มันดีๆ สิ แบบนี้ง่ายกว่ากันเยอะเลย

มนุษย์เป็นสัตว์ประเภทเดียวที่ทึกทักว่าตนรู้จัก “ความรัก” สัมผัสความรักที่ต้องใช้สัญชาตญาณในการเอาตัวรอด “WILDLIFE”

ตอนโจอายุ 16 พ่อพาเขาและแม่ย้ายบ้านไปยังแถบห่างไกลความเจริญ เพื่อตั้งต้นชีวิตใหม่ในมอนทานา พ่อ (เจค จิลเลนฮอล) เล่นกอล์ฟเป็นอาชีพ แต่ดูเหมือนว่าจุดรุ่งเรืองที่สุดในชีวิตของพ่อได้ผ่านพ้นไปแล้ว พ่อไม่สามารถก่อร่างสร้างตัวได้อย่างที่เคยให้สัญญาไว้ นานวันเข้า พ่อกลายเป็นคนเคว้งคว้างไร้ที่ยึดเหนี่ยว และภาระในการหาเลี้ยงครอบครัวก็ตกมาอยู่กับ แม่ (แครี่ มัลลิแกน) วันหนึ่งพ่อตัดสินใจออกจากบ้านไปร่วมทีมดับไฟป่า ทั้งๆที่ตนเองไม่มีความรู้เรื่องดับเพลิงอะไรทั้งสิ้น และเวลาผ่านไปแค่เพียงชั่วข้ามวัน แม่ก็พาผู้ชายคนใหม่เข้ามาในบ้าน โจ (เอ็ด ออกเซนโบลด์) อายุแค่ 16 โจเคยคิดว่า คนเราเมื่อแต่งงานกันแล้ว ก็ต้องอยู่ด้วยกันจนวันตาย ผู้ชายเป็นหัวหน้าครอบครัว และผู้หญิงคอยดูแลงานในบ้าน แต่วันนี้ทุกอย่างไม่เป็นอย่างที่เขาเคยเข้าใจ ครอบครัวกำลังล่มสลายลงอย่างช้าๆต่อหน้าโจ และไฟป่าของพ่อก็ไม่มีทีท่าจะสงบลงได้ง่าย  ถึงที่สุดแล้ว เมื่อภัยร้ายย่างกรายเข้ามาใกล้ สัตว์ป่าทุกตัวก็ต้องดิ้นรนหาแหล่งหลบภัยให้ตนเองก่อนเสมอ…เพื่อเอาชีวิตรอด                Wildlife สร้างมาจากนิยายระดับเพชรน้ำเอกของ ริชาร์ด ฟอร์ด นักเขียนชื่อดังชาวอเมริกันเจ้าของรางวัลพูลิตเซอร์ และเป็นผลงานกำกับภาพยนตร์ครั้งแรกของนักแสดงหนุ่มฝีมือจัดจ้าน พอล เดโน ออกฉายครั้งแรกในเทศกาลหนังซันแดนซ์ต้นปี 2018 กวาดคำชมอย่างล้นหลาม จนได้รับคัดเลือกให้ฉายในเทศกาลหนังเมืองคานส์ในอีกไม่กี่เดือนต่อมา และเรียกเสียงปรบมือจากนักวิจารณ์ทั่วโลก             คอหนังคุณภาพ เตรียมพบกับ Wildlife ได้ 15 พฤศจิกายนนี้เป็นต้นไป เฉพาะที่โรงภาพยนตร์เฮ้าส์ อาร์ซีเอ แห่งเดียวเท่านั้น

หากวันพรุ่งนี้ไม่มีมนุษย์เหลืออยู่ โลกของเราอาจจะมีหน้าตาเหมือนงานศิลปะเหล่านี้

หนึ่งในจินตนาการที่ทั้งสร้างความหวาดกลัวและความฉงนสงสัยให้กับมนุษย์ในเวลาเดียวกัน นั่นคือสิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาหลังจากมนุษย์ได้หายไปจากโลกนี้ ซึ่งได้กลายเป็นวัตถุดิบชั้นดีให้ศิลปินมากมาย ที่สร้างผลงานเกี่ยวกับโลกหลังร้างผู้คนออกมาให้ได้ชมกันนับไม่ถ้วน อย่างเช่นผลงานของสองศิลปิน Nix และ Kathleen ที่สร้างโมเดลจำลองในชื่อว่า The City ที่สะท้อนสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นหลังจากโลกใบนี้ไม่มีสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า ‘มนุษย์’ เหลืออยู่แล้ว ที่มา : lorinix.net

เหยื่อนักท่องเที่ยว!! เผยบาดแผลฉกรรจ์ของวาฬหลังค่อม ที่ถูกเฉือนเพราะใบพัดเรือชมวาฬ

ด้วยเทคโนโลยีต่างๆ ที่มนุษย์สร้างขึ้น ทำให้เขตแดนที่คนเราไม่มีวันไปถึงกลายเป็นแค่อุปสรรคเล็กๆ ที่ทำให้เราเสียเวลาแค่นิดหน่อยเท่านั้นในการที่จะผ่านมันไป แต่บางครั้งความสะดวกสบายนี้ก็อาจสร้างความหายนะต่อชีวิตอื่นๆ ได้ อย่างเช่นกรณีของวาฬหลังค่อมตัวหนึ่งที่ถูกถ่ายได้จากบริเวณอ่าว Exmouth Gulf ในประเทศออสเตรเลีย ซึ่งมีบาดแผลฉกรรจ์ที่เกิดจากใบพัดของเรือนำนักท่องเที่ยวออกไปชมวาฬ แต่ดูเหมือนว่าเรือลำดังกล่าวจะเข้าไปใกล้ระยะปลอดภัยมากเกินไป และทำให้เกิดอุบัติเหตุในครั้งนี้ขึ้น

ไม่ใช่แค่ไตที่ขายได้!? รวมราคา ‘อวัยวะมนุษย์’ ที่มีการซื้อขายกันในตลาดมืด

เปิดตัวกันไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วสำหรับสมาร์ทโฟนรุ่นเรือธงของค่าย Apple ประจำปี 2018 นั่นคือ iPhone XS iPhone XS Max และ iPhone XR ส่วนราคาของแต่ละรุ่นนั้นหลายคนก้คงจะทราบกันเรียบร้อยแล้ว…อะรไนะ ยังไม่รู้ราคาอีกงั้นเหรอ งั้นเข้าไปตามรายละเอียดกันต่างในลิ้งค์ข้างหลังนี้ได้เลย (อ่านเพิ่มเติม – แตกต่าง…เหมือนเดิม?! เปิดตัว iPhone XS / iPhone XS Max / iPhone XR ทำหุ้นร่วง) แต่นอกจากการเปิดตัวสมาร์ทโฟนระดับหัวเรือใหญ่ ที่คับแก้วทั้งคุณภาพ ขนาด และราคาแบบนี้ อีกหนึ่งมุกอมตะที่ตามมาติดๆ นั่นคือวลีขายไตซื้อไอโฟน ที่ตอนนี้น่าจะเล่นกันอย่างแพร่หลายเรียบร้อยแล้ว แต่รู้หรือไม่ว่า นอกจากอวัยวะยอดฮิตอย่างไตที่กลายเป็นเหยื่ออารมณ์โดนขู่ว่าจะขายทิ้งบ่อยๆ แล้ว อวัยวะอื่นๆ ในมนุษย์เราก็ถือเป็นสิ่งมีค่ามาก และมีหลายชิ้นที่มีการซื้อขายกันจริงๆ ในตลาดมืดทั่วโลก เพื่อนำมาใช้ดูดเงินจากลูกค้ากระเป๋าหนักที่หาทางต่อชีวิตตัวเอง ด้วยอวัยวะที่ยังไม่สามารถหาทดแทนในทางการแพทย์ได้ จึงส่งผลให้กลุ่มคนในประเทศที่ยากจนจำนวนมาก ผันตัวเองมาเป็นผู้ค้าขายชิ้นส่วนมนุษย์เพื่อหาเลี้ยงครอบครัว แน่นอนว่าการขายอวัยวะนั้นเป็นเรื่องผิดกฎหมายร้ายแรงและไม่บางครั้งอาจต้องแลกด้วยชีวิต เพราะการได้มาซึ่งอวัยวะบางส่วนนั้นไม่ได้ถูกทำโดยแพทย์ (แต่ก็มีบ้างที่หมอรับบทเป็นคนขายอวัยวะซะเอง) และส่วนใหญ่ผู้รอรับอวัยวะหลังผ่าตัดก็ไม่ได้สนใจใยดีเจ้าของอวัยวะคนเดิมสักเท่าไหร่ (แหงสิ ก็ให้เงินไปแล้วไง) จึงทำให้อวัยวะหลายชิ้นมีราคาสูงมาก […]

เปิดอดีตสุดอัปยศ เมื่อครั้งหนึ่งโลกเคยมี ‘สวน(สัตว์)มนุษย์’ ภายใต้ชื่อสวยหรู..นิทรรศการชาติพันธุ์

ถึงจะเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจและใช้เวลาร่วมกันของคนในครอบครัว แต่สวนสัตว์ก็มักถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงในแง่ของความเหมาะสมที่นำสัตว์มาไว้ในที่ที่มันไม่ควรอยู่ โดยเฉพาะการนำสัตว์แปลกๆ หรือหายากมาขังไว้ในกรงเพื่อผู้คนมาจ้องดูมัน และไม่ว่าคุณจะเชื่อหรือไม่ ครั้งหนึ่งในอดีตเราเคยมีสถานที่ที่เรียกว่า สวนสัตว์มนุษย์ (Human Zoo) หรือที่เรียกแบบสวยหรูว่า ‘นิทรรศการชาติพันธุ์’ แม้ไม่มีหลักฐานแน่ชัดนักว่าสวนสัตว์แนวนี้เริ่มต้นที่ใดเป็นแห่งแรก แต่ในช่วงปี ค.ศ.1500 หลังจากการค้นพบดินแดนใหม่มากมาย ชาวยุโรปไม่เพียงนำสัตว์แปลกๆ ที่พวกเขาเห็นมาก่อนกลับมายังประเทศบ้านเกิด แต่เขายังนำผู้คนผิวสีกลับมาด้วย และนำมาจัดแสดงเพื่อเก็บค่าเข้าชมมนุษย์ที่พวกเขาเชื่อว่ามีวิวัฒนาการต่ำกว่า และได้รับความนิยมอย่างมากในช่วงปี ค.ศ.1870 – 1930 ซึ่งคนส่วนใหญ่ที่ถูกนำมาแสดงนั้นมักชนพื้นเมืองทั้งผิวเหลืองและผิวสี จากพื้นที่ถูกชาติตะวันตกไปล่าอาณานิคมไว้ หลังจากมีเริ่มทำการศึกษาและเข้าใจในความหลากหลายของชาติพันธุ์มากขึ้น สวนสัตว์มนุษย์จึงค่อย ๆ ลดลงและเริ่มหายจากไปในที่สุด เนื่องจากความบันเทิงดังกล่าวเข้าข่ายการดูถูกความเป็นมนุษย์ ทั้งยังเป็นการเหยียดสีผิวและเชื้อชาติอย่างรุนแรง แต่ถึงจะไม่มีสวนสัตว์ที่นำมนุษย์ผิวสีมาโชว์แบบนี้ก็ตาม แต่ก็ใช่ว่าการเหยียดผิวและความแตกต่างทางเชื้อชาติจะหมดไปจากโลกแล้ว และมีหลายครั้งที่การมนุษย์สมัยใหม่มักทำสิ่งเหล่านี้โดยไม่รู้ตัว ที่มา : boredomtherapy.com

อย่าคิดว่าไม่เป็นไร!! เผยผลลัพธ์สุดหายนะ ที่มาจากการทิ้งห่วงพลาสติกแบบมักง่าย

ในสายตามนุษย์แบบเราแล้ว ห่วงพลาสติกที่เหลือจากการเปิดขวดน้ำนั้นแทบเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้เลยนอกจากเศษขยะ และเป็นเรื่องปกติที่เรามักตัดสินใจทิ้งมันไปโดยไม่คำนึงถึงที่ผลที่ตามมาสักเท่าไหร่ เพราะเชื่อว่าห่วงพลาสติกกลมๆ แบบนี้คงไม่มีทางทำอันตรายใครได้แน่ แต่นั่นเป็นเพียงมุมมองด้านเดียวของมนุษย์เท่านั้น เพราะสำหรับพวกสัตว์ทั้งหลายที่หลงใหลในสีของพลาสติกจนคิดว่าเป็นอาหาร หรือวัสดุที่เหมาะจะนำมาทำรังแล้ว พวกมันไม่สามารถรับรู้ได้ถึงอันตรายของห่วงเล็กๆ เหล่านี้ จนกระทั่งทุกอย่างมันสายไปแล้ว มาถึงตรงนี้ หลายคนอาจคิดหาวิธีที่จะช่วยปกป้องชีวิตสัตว์เหล่านี้ให้ปลอดภัยขึ้นอีกขั้นจากความมักง่ายของมนุษย์ ซึ่งแน่นอนว่าในส่วนของห่วงพลาสติกแบบนี้ก้สามารถแก้ไขได้ง่ายๆ เพียงแต่ตัดมันให้ขาดก่อนทิ้ง เพื่อไม่ให้ห่วงเหล่านี้สร้างปัญหาแก่สัตว์แบบในภาพข้างบน หรืออีกวิธีที่ง่ายกว่า นั่นคือการทิ้งขยะเหล่านี้ให้เป็นที่ และลดปริมาณการใช้งานให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้

นี่คือ 10 ภาพที่ยืนยันว่า…ในวันที่คุณไม่เหลือใคร สุนัขก็ยังอยู่เคียงข้างเราเสมอ

หลายคนอาจรู้สึกแปลกๆ ที่คำว่า ‘เพื่อนที่ดีที่สุดของมนุษย์’ ถูกยกให้เป็นอีกหนึ่งคำเรียกและฉายาของสุนัขหลายๆ ตัว แต่หากพิจารณาจากความเป็นสัตว์เลี้ยงที่ร่วมเดินทางไกล บนถนนสายวิวัฒนาการของเรามาตลอดเวลานับหมื่นปีแล้ว  คงไม่ใช่เรื่องแปลกหากสุนัขนั้นจะมีความซื่อสัตย์และจงรักภักดีต่อเจ้าของยิ่งกว่าสัตว์ชนิดใด และแม้ความรักของพวกมันจะมีแรงจูงใจมาจากอาหาร ที่พักอาศัย แต่นั่นก็ไม่ได้ว่าหมายความว่าเจ้าตูบทั้งหลายจะไม่สนใจใยดีเจ้านายในยามที่เหลือแต่ตัว เพราะหากเป็นเช่นนั้น…คนเหล่านั้นก็คงไม่มีพวกมันอยู่เคียงข้างในวันยากๆ แบบนี้

นึกว่าสบตาคน! พบกับเจ้า Valkyrie แมวเมนคูนที่บังเอิญมีหน้าตาแอบคล้ายกับมนุษย์

เวลามองหน้าสัตว์เลี้ยงหรือสิ่งมีชีวิตอื่นๆ พวกเราต่างก็คงจะรับรู้ได้ทันทีว่าสิ่งที่อยู่ตรงหน้านั้นไม่ใช่มนุษย์แน่ๆ แต่ก็มีสัตว์บางตัวเหมือนกันที่อาจทำให้เราเกิดความสับสนเล็กๆ เวลาที่ต้องสบตาพวกมัน อย่างเช่นเจ้า Valkyrie แมวพันธุ์เมนคูน จากประเทศรัสเซีย ของสาวสวย Tatiana Rastorgueva ที่เมื่อเธอถ่ายรูปของมันลงในโลกโซเชียล และผู้คนที่พบเห็นต่างให้ข้อสรุปว่า แมวของเธอนั้นมันหน้าตาคล้ายกับคนมาก จนเหมือนกับว่าพวกเขาไม่ได้สบตากับแมวที่เป็นแมวจริงๆ สำหรับแมวพันธุ์เมนคูนนั้น ยังคงมีความไม่ชัดเจนในเรื่องของต้นกำเนิดสายพันธุ์ ว่ามีความเป็นมาอย่างไร เพราะส่วนใหญ่มีเพียงการเล่าและขอสันนิษฐานที่แตกต่างกันไป แต่สิ่งที่ยืนยันได้คือมันเป็นหนึ่งในสายพันธุ์แมวของอเมริกาเหนือที่มีความเก่าแก่มากสายพันธุ์หนึ่ง และยังเป็นแมวบ้านที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับต้นๆ โดยแมวเพศผู้สามารถมีน้ำหนักได้ 5.9 – 8.2 กิโลกรัม ส่วนเพศเมียอาจมีน้ำหนักตั้งแต่ 3.6 – 5.4 kg กิโลกรัม ส่วนความยาวลำตัวแบบรวมหางอาจมากถึง 120 เซนติเมตร ซึ่งมีความแตกต่างระหว่างเพศผู้กับเพศเมียประมาณ 25 – 41 เซนติเมตร ที่มา – boredpanda.com

ไม่ใช่แค่โลกส่วนตัวสูง แต่แมวยังไม่ยอมให้พื้นที่ส่วนตัวกับเจ้าของ…แม้แต่ตอนเข้าห้องน้ำก็ไม่เว้น

หลายๆ คนที่เลี้ยงแมว หรือเคยมีประสบการณ์ได้ใกล้ชิดกับบรรดาเหมียวมาบ้าง คงจะพอเข้าใจความอินดี้ของเจ้าแมวที่ปกติแล้วไม่ค่อยชอบให้ใครมาวุ่นวายกับเวลาส่วนตัวสักเท่าไหร่ และในช่วงที่เราว่าง มันก็มักไม่ค่อยมีส่วนร่วมกับเราสักเท่าไหร่ แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่เรากำลังยุ่ง หรือตั้งใจจะทำอะไรสักอย่างละก็ เจ้าเหมียวจะตรงเข้ามาปั่นป่วนเราแทบจะในทันที โดยไม่สนใจว่าตอนนั้นพร้อมจะเล่นกับมันหรือไม่ และพร้อมจะให้มันอยู่ใกล้ๆ หรือเปล่า อย่างเช่นบรรดาทาสแมวเหล่านี้ ที่บันทึกภาพการสูญเสียความเป็นส่วนตัวออกมาให้ได้ฮากัน ที่มา : orzzzz.com

พลังธรรมชาติ!! เมื่อสิ่งปลูกสร้างของมนุษย์ ไม่อาจหยุดยั้งการเติบโตของ ‘ต้นไม้’ ได้

ในยุคที่เครื่องจักรเฟื่องฟู และแทบทุกอย่างบนโลกถูกควบคุมด้วยเทคโนโลยีของมนุษย์แบบนี้ หลายคนอาจมองว่านี่อาจกลายเป็นหายนะของสิ่งแวดล้อม และการลดลงของพื้นที่สีเขียวที่กำลังลดลงเพราะการขยายตัวของชุมชนเมือง ที่ในไม่ช้า มันอาจเปลี่ยนโลกทั้งใบให้เหลือแต่สีคอนกรีตทั้งหมด แม้จะดูเหมือนเป็นสถานการณ์ที่แสนสิ้นหวัง แต่ก็มีหลายครั้งที่ธรรมชาติได้พิสูจน์ให้เห็นถึงพลังที่อยู่เหนือการควบคุมของมนุษย์ได้ และเมื่อไหร่ที่เราปล่อยให้สิ่งต่างๆ ในโลกนี้เป็นไปในทิศทางของมันเอง พื้นที่สีเขียวก็จะสามารถฟื้นคืนกลับมาได้ โดยที่สิ่งปลูกสร้างของมนุษย์ก็ไม่อาจหยุดยั้งกระบวนการของมันได้

พบกับ Neil สิงโตหนุ่มที่กลายเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวมนุษย์

อาจฟังดูเป็นเรื่องเสียสติไม่ใช่เล่น หากจะมีใครนำสิงโตมาเลี้ยงเป็นสัตว์เลี้ยงและสมาชิกของครอบครัว แต่นั่นไม่ใช่กับ Noel Marshall และ Tippi Hedren สองสามีภรรยานักแสดงและนางแบบที่ได้ไปท่องเที่ยวแอฟริกา ก่อนจะเกิดแรงบันดาลใจที่จะทำหนังเกี่ยวสิงโตขึ้นมาสักเรื่อง ดังนั้นเขาและเธอจึงไปขอคำปรึกษานักฝึกสัตว์เพื่อการแสดงอย่าง Ron Oxley จนได้คำแนะนำว่า…ถ้าคุณอยากเข้าใจสิงโต ก็ต้องรับมันเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของคุณ หากเป็นคนทั่วไปอาจจะล้มเลิกความคิดนั้น หรือหาทางอื่นที่ง่ายกว่านี้ แต่ครอบครัวนี้กลับเลือกเส้นทางที่ยากที่สุด เพื่อความสมจริงในการสร้างภาพยนตร์ ด้วยการรับเอาสิงโตหนุ่มที่ชื่อว่า Neil มาเลี้ยง พร้อมกับให้ช่างภาพ Michael Rougier คอยบันทึกเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นเอาไว้ ว่าในระหว่างที่สิงโตตัวนี้อยู่กับพวกเขาในบ้าน มันมีพฤติกรรมอย่างไร อาจจะมีหลายฉากที่ดูหวาดเสียว แต่ครอบครัวนี้สามารถอยู่ร่วมกับเจ้าสิงโตหนุ่มได้อย่างไรรอยขีดข่วน และเคล็ดลับของพวกเขาคือการมอบความไว้วางใจ และสถานะการเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวให้กับมัน จนทำให้มันเชื่อว่าพวกเขาคือสมาชิกที่มันต้องดูแลและสามารถอยู่ร่วมกันได้ ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมไหนก็ตาม ที่มา – boredpanda.com

เมื่อลองมองกันดีๆ ทั้ง ‘วาฬ-โลมา’ ก็มีอะไรบางอย่างที่ดูคล้ายๆ กับมนุษย์

อย่างที่เราคงเคยอ่านหรือได้ยินมาบ้าง ว่ากะลาสีเรือในสมัยก่อนนั้นเปรียบเทียบโลมาเป็นเหมือนโฉมงามแห่งท้องทะเล จนใครหลายๆ คนมองว่าสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่อาศัยอยู่ในทะเลเหล่านี้เป็นนางเงือก หรือสิ่งมีชีวิตครึ่งคนครึ่งปลาอย่างที่เขียนไว้ในตำราโบราณของหลายๆ ชาติ ซึ่งแน่นอนว่าสำหรับคนสมัยใหม่แล้ว เราแทบไม่มีอะไรใกล้เคียงกันเลยสักนิด แถมต้นตระกูลของมนุษย์เองก็แยกสายวิวัฒนาการกับพวกวาฬและโลมามานานนับล้านปีแล้ว แต่หากลองเทียบตามลักษณะทางกายภาพบางอย่างแล้ว ก็คงไม่แปลกที่คนสมัยก่อน หรือคนบางกลุ่มจะคิดว่า…พวกมันเหมือนเรามากจริงๆ ที่มา – sivator.com

keyboard_arrow_up