สอบนาน 12 ชม. ‘ณิชา’ สาวถูกสวมบัตรปชช.เปิดบัญชี เจ้าตัวเผยแค่ให้ข้อมูลเพิ่มเติม (คลิป)

จากกรณี น.ส. ณิชา เกียรติธนะไพบูลย์ หรือน้องอะตอม อายุ 24 ปี พนักงานบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง ถูกคนร้ายเป็นขบวนการแก๊งคอลเซ็นเตอร์ นำบัตรประชาชนไปขอเปิดบัญชีธนาคาร 7 แห่งรวม 9 บัญชี ทำให้รับเคราะห์ตกเป็นผู้ต้องหาฉ้อโกง ต้องติดคุกนาน 3 วัน ก่อนได้รับการประกันตัวตามนั้น เมื่อวาน (14 ธ.ค. 61) น.ส. ณิชาได้เข้าพบเจ้าหน้าที่ตำรวจพร้อมทั้งแม่และน้องชาย เพื่อกล่าวขอบคุณและให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าว แต่ได้มีการสอบสวนเพิ่มเติม นานกว่า 12 ชั่วโมง มีการพักออกมาทานอาหารในเวลาตี 01.00 น. ก่อนกลับเข้าสอบสวนต่อ และเสร็จสิ้นในเวลา 03.00 น. โดยปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าว บอกเพียงว่ามาให้ข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อให้เป็นประโยชน์กับรูปคดีที่สุด

ผู้ร้องตรวจสอบ ‘เจ้าอาวาสวัดสวนดอก’ เร่งติดตามคดี ยันไม่อยากให้ศาสนาแปดเปื้อน (คลิป)

นายกิตติศักดิ์ แสนทวีสุข ผู้ที่ต้นออกมาเคลื่อนไหวร้องเรียนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้มีการตรวจสอบกรณี พระราชรัชมุนี เจ้าอาวาสวัดสวนดอก และเจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่ สวมบัตรประจำตัวประชาชนคนตาย บอกว่า ตนเองเดินทางไปยังสถานีตำรวจภูธรแม่อาย อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ เพื่อติดตามความคืบหน้า และเร่งรัดคดีดังกล่าว เนื่องจากเป็นที่จับตามองของประชาชน แต่จนถึงเวลานี้ พบว่า คดีกลับยังไม่มีความคืบหน้าชัดเจนเท่าที่ควร นายกิตติศักดิ์ ย้ำว่า ประเด็นสำคัญที่ต้องการให้ตรวจสอบ คือ ที่มาของบัตรประจำตัวประชาชนของเจ้าอาวาสวัดสวนดอกว่า มีการได้มาอย่างไร และถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ และยังต้องการให้ตรวจสอบไปถึง บัตรประชาชน และสัญชาติของคนในครอบครัวของพระราชรัชมุนีด้วย โดยเฉพาะแม่ เพราะตามข้อมูลเดิมระบุ ชัดเจนว่ามีสัญชาติเมียนมา แต่ต่อมาปรากฏว่ามีการเปลี่ยนแปลงสถานภาพเกี่ยวกับสัญชาติเป็นสัญชาติไทย นอกจากนี้ นายกิตติศักดิ์ บอกว่า ต้องการเรียกร้องให้มีการตรวจสอบอย่างละเอียดครอบคลุมทั้งผู้ถือบัตรประชาชนดังกล่าว รวมทั้งเจ้าหน้าที่และหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสัญชาติและการออกบัตรประชาชนด้วย ส่วนกรณีที่ถูก 7 เครือข่ายองค์กรชาวพุทธในจังหวัดเชียงใหม่ออกมาเคลื่อนไหวว่าจะดำเนินการตามกฎหมายต่อตัวเอง โดยกล่าวหาว่า หมิ่นคณะสงฆ์จังหวัดเชียงใหม่นั้น ตนเองไม่ได้รู้สึกหวาดกลัวหรือกังวลใจใดๆ เพราะเชื่อมั่นการทำ เพื่อความถูกต้อง

หนุ่มอาภัพ…เกิดและโตในไทย 32 ปี ขอสัญชาตินาน 17 ปี ไม่เคยได้!

ความทุกข์ใจของประสาน ชายวัย 32 ปี จาก ต.แม่เงา อ.ขุนยวม จ.แม่ฮ่องสอน ที่อาศัยอยู่บนผืนแผ่นดินไทยมาตั้งแต่เกิด แต่ไม่เคยได้สัญชาติไทย ทั้งที่ทำเรื่องขอสัญชาติตั้งแต่อายุ 15 ปี รวมเป็นระยะเวลานานกว่า 17 ปี ตอนนี้มีเพียงบัตรสีชมพูที่ระบุว่าเป็นบุคคลบนพื้นที่สูงเท่านั้น โดยครั้งแรกที่เริ่มดำเนินเรื่อง ต้องรอผลอยู่ประมาณ 2 ปี เมื่อติดต่อหน่วยงานถึงความคืบหน้า ก็ได้คำตอบว่าให้มาทำเรื่องใหม่อีกครั้ง วนอยู่แบบนี้จนถึงปัจจุบัน ได้เดินทางไปติดต่อหน่วยงานราชการมาแล้วตั้งแต่ระดับอำเภอ จังหวัด หรือแม้แต่เดินทางลงมากรุงเทพมหานคร เสียค่าใช้จ่าย แต่ก็ยังไม่ได้รับสัญชาติ แม้จะมีหลักฐานชัดเจนทั้งเอกสาร พยานบุคคล ซึ่งตอนนี้ก็ล้มหายตายจากไปหลายคนแล้ว เมื่อไม่มีสัญชาติจะทำอะไรก็ลำบาก ตอนนี้ประสานหางานไม่ได้ เพราะไม่มีนายจ้างคนไหนกล้ารับ เลยต้องทำสวนผักเล็กๆ อยู่แถวบ้าน หาเงินประทังชีวิตไปวันๆ อยากเรียนหนังสือก็ทำไม่ได้ ทำให้จบแค่ชั้นประถม 6 หรือเมื่อมีสวัสดิการต่างๆ เช่น มีหน่วนงานเข้ามาแจกผ้าห่มต้านภัยหนาว ตนก็ไม่เคยได้รับสิทธิเหมือนคนที่มีสัญชาติไทย ส่วนตัวอยากหางานดีๆ เพราะต้องการเลี้ยงดูพ่อที่แก่ตัวลงทุกวัน และอยากกลับไปเรียนต่อให้สูงกว่าเดิม อยากทำประโยชน์ให้กับประเทศชาติ ตอบแทนที่ให้แผ่นดินอยู่มาจนถึงปัจจุบัน ทนายสงกานต์ อัจฉริยะทรัพย์ ประธานเครือข่ายต่อต้านการบ่อนทำลาย ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ได้ให้แนวทางการในกรณีนี้ว่า […]

พี่สาวผู้ตายเชื่อ! ‘เจ้าอาวาสวัดสวนดอก’ สวมสิทธิบัตรปชช.น้องชาย

จากกรณีที่ พ.ต.อ.บุญเลิศ เมตตารักษ์ อดีต ผกก.สภ.เวียงแหง จ.เชียงใหม่ พร้อมด้วยนายกิตติศักดิ์ แสนทวีสุข ได้เดิน ไปร้องเรียน ที่ศูนย์ดำรงธรรมเชียงใหม่ และกอ.รมน.เชียงใหม่ ขอให้ตรวจสอบพระราชรัชมุนี เจ้าอาวาสวัดสวนดอก พระอารามหลวง อำเภอเมืองจังหวัดเชียงใหม่และยังมีตำแหน่งเป็นเจ้าคณะอำเภอเมืองเชียงใหม่ หลังพบว่า มีการใช้เลขบัตรประจำตัวประชาชนตรงกับชายชาวจังหวัดชัยภูมิ ชื่อว่า ดวงดี เวียงดินดำ ที่เสียชีวิตไปแล้วเมื่อปี พ.ศ.2538 และยังมีข้อมูลที่อ้างด้วยว่าพระผู้ใหญ่รายนี้อาจจะเป็นชาวเมียนมาและมีการสวมบัตรประจำตัวประชาชนของผู้ที่เสียชีวิตไปนั้น ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปยังบ้านเลขที่ 283 ม. 14 บ้านหนองดินดำ ต.บ้านแก้ง อ.ภูเขียว จ.ชัยภูมิ ซึ่งเป็นบ้านที่มีที่อยู่ตรงตามบัตรประชาชนของเจ้าอาวาสวัดสวนดอก จังหวัดเชียงใหม่ พบเจ้าของบ้าน คือ นางบัวไล รัศมีพันธ์ ซึ่งเป็นพี่สาวของ นายดวงดี ผู้เสียชีวิต นางบัวไล กล่าวว่า ตนกับน้องชายเกิดและเติบโตที่หมู่บ้านแห่งนี้ ไม่เคยเดินทางไปไกลถึงเชียงใหม่และ เมื่อปี 2538 น้องชายป่วยเป็นโรคมะเร็งท่อน้ำดี และเสียชีวิตลง ขณะที่มีอายุเพียง 22 ปี ตนกับญาติๆและเพื่อนบ้านได้นำไปทำการฌาปนกิจที่วัดตาล ซึ่งเป็นวัดในหมู่บ้าน ตอนนั้นเป็นการเผาศพแบบง่ายๆ เพราะไม่เงินจัดงานจึงไม่ได้มีการบันทึกภาพต่างๆ จากนั้นก็กลับมาดำเนินชีวิตตามปกติด้วยการปลูกผักสวนครัว รับจ้างทั่วไป […]

keyboard_arrow_up