‘ทรัมป์’ เมินตอบโต้ ‘อิหร่าน’ โวมียุทโธปกรณ์ล้ำหน้า แต่ไม่จำเป็นต้องใช้

เมื่อวันที่ 8 ม.ค.63 เวลา 11.40 (ตามเวลาท้องถิ่นสหรัฐฯ) ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ แถลงการณ์ว่า กองทัพสหรัฐที่ประจำการอยู่ที่นี่ไม่ได้รับอันตรายจากการโจมตีครั้งนี้ และฐานทัพได้รับความเสียหายเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ซึ่งผู้นำสหรัฐมองว่า เป็นสัญญาณที่สื่อว่าอิหร่านต้องการป้องกันไม่ให้เกิดความตึงเครียดเพิ่มมากขึ้น ในแถลงการณ์ที่ผู้นำสหรัฐกล่าวที่ทำเนียบเขา เขาอธิบายว่า ไม่มีชาวอเมริกันได้รับอันตรายจากขีปนาวุธของอิหร่าน ดังนั้น สหรัฐจึงไม่จำเป็นต้องตอบโต้ทันที และสหรัฐไม่จำเป็นต้องใช้แสนยานุภาพทางทหารตอบโต้อิหร่าน แต่จะเพิ่มมาตรการลงโทษทางเศรษฐกิจแทน โดยยังไม่ให้รายละเอียดว่ามาตรการลงโทษจะออกมาในรูปแบบใด นอกจากนี้ ทรัมป์ยังประกาศด้วยว่า เขาจะไม่ยอมให้อิหร่านครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ และเรียกร้องให้มหาอำนาจต่างๆ ในโลก ที่รวมทั้งรัสเซีย และจีน ถอนตัวจากข้อตกลงนิวเคลียร์ที่ลงนามร่วมกับอิหร่านเมื่อปี 2558 และเดินหน้าทำข้อตกลงฉบับใหม่ เพื่อให้โลกเป็นที่ที่ปลอดภัยและสงบสุขกว่านี้ ขณะเดียวกัน ประธานาธิบดีทรัมป์เปิดเผยด้วยว่า สหรัฐ กำลังพัฒนา Hypersonic missile หรือขีปนาวุธที่มีความเร็วกว่าเสียงจำนวนมาก แต่แม้สหรัฐจะมีกองทัพและยุทโธปกรณ์ที่ยิ่งใหญ่เพียงใด ก็ไม่ได้หมายความว่าจำเป็นต้องใช้มัน

ไม่สะท้าน ‘ทรัมป์’ ทวีตตอบกลับอิหร่าน ‘จนถึงตอนนี้มันดีมาก!’

จากกรณีที่อิหร่าน เปิดฉากล้างแค้น ด้วยการยิงมิสไซล์เข้าใส่ฐานทัพอเมริกันในอิรัก อ่านข่าว: เริ่มแล้ว! อิหร่านยิงมิสไซล์ ถล่มฐานทัพอเมริกันในอิรัก ทางด้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้ออกมาเคลื่อนไหว หลังอิหร่านเปิดฉากยิงมิสไซล์ใส่ฐานทัพในอิรัก ผ่านทวิตเตอร์ว่า “การปล่อยมิสไซล์จากอิหร่าน ลงสู่ฐานทัพ 2 แห่งในอิรัก ประเมินความเสียหายที่เกิดขึ้นจนถึงตอนนี้ ก็ไม่มีปัญหาอะไรนี่! เรามีทหารที่ทรงพลังที่สุด และมีอุปกรณ์ครบครันที่สุดในโลก” ทั้งนี้ ทรัมป์ ยังทิ้งท้ายว่า จะมีการออกแถลงการณ์ในเช้าวันพรุ่งนี้ (8 ม.ค.63)

อิหร่านเดือด ตั้งค่าหัว “ทรัมป์” 2,400 ล้านบาท พร้อมประกาศเดินหน้านิวเคลียร์เต็มสูบ

กระแสประท้วงต่อต้านปฏิบัติการโจมตีของสหรัฐฯ ยังคงลามไปทั่ว อิหร่าน และคาดว่าจะรุนแรงต่อเนื่อง เมื่อวานนี้(5 ม.ค.) ในพิธีศพของนายพลกาเซม สุไลมานี ผู้บัญชาการกองกำลังนักรบคุดส์ ที่ถูกสังหารโดยคำสั่งของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ชาวอิหร่านหลายแสนคนออกมารวมตัวเพื่อไว้อาลัย ส่วนใหญ่เต็มไปด้วยความโกรธแค้น และต้องการให้ตอบโต้สหรัฐฯ ต่อความสูญเสียที่เกิดขึ้น ระหว่างการเคลื่อนขบวนศพ ซึ่งมีการถ่ายทอดสดผ่านโทรทัศน์ มีการประกาศเรี่ยไรค่าหัวทรัมป์ โดยขอให้ชาวอิหร่าน 80 ล้านคน บริจาคเงินคนละ 1 ดอลลาร์ หรือเป็นเงินประมาณ 2,400 ล้านบาท เพื่อลงขันในการสังหารผู้นำสหรัฐฯ ในขณะเดียวกัน ท่าทีจากฝ่ายการเมืองของอิหร่านยังคงแข็งกร้าว แม้ว่าเมื่อวานนี้(5 ม.ค.) กระทรวงการต่างประเทศอิหร่านจะยืนยันว่าอิหร่านไม่ต้องการก่อสงคราม แต่พร้อมตอบโต้หากถูกโจมตีก่อน ขณะที่สภาอิรักลงมติเอกฉันท์ขับไล่กองกำลังสหรัฐฯ ที่มีทหาร 5,200 นายออกจากประเทศ ด้านรัฐบาลอิหร่านประกาศถอนตัวจากข้อตกลงปลอดนิวเคลียร์ที่เคยลงนามกับชาติมหาอำนาจ 6 ประเทศในปี 2015 ซึ่งในครั้งนั้นอิหร่านยอมลงนามเพื่อแลกกับการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ แต่ภายหลัง อเมริกาได้ถอนตัวจากข้อตกลงฉบับนี้ และเริ่มกดดันอิหร่าน ซึ่งผลจากการถอนตัว จะทำให้อิหร่านเดินหน้าวิจัยและพัฒนาโครงการนิวเคลียร์ของตัวเองได้อย่างอิสระ

ช้าก่อน ‘ทรัมป์’ ชาวอเมริกันเดินเท้าประท้วง ‘ไม่เอาสงคราม’

ชาวมะกัน รวมตัวหน้าทำเนียบขาว กรุงวอชิงตัน จากนั้นเดินเท้าไปยังหน้าโรงแรมของ “ทรัมป์” เพื่อประท้วงต่อปฏิบัติการโจมตีอิหร่าน เช่นเดียวกับที่ ลอสแองเจลิส ประชาชนออกมาเดินขบวนต่อต้าน รวมถึงเรื่องการส่งทหารไปเสริมกำลัง กองทัพสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง ทั่วโลกหวั่นใจ เกรงเกิดสงครามโลกครั้งที่ 3 หลังผู้นำสหรัฐฯ “โดนัลด์ ทรัมป์” ออกมายอมรับเหตุลอบสังหาร พลเอกกอเซม สุไลมานี ผู้บัญชาการกองทัพระดับสูง เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาเป็นคำสั่งของตน โดยอ้างว่า นายพลสุไลมานี กำลังวางแผนโจมตีสหรัฐฯ จึงชิงตัดไฟแต่ต้นลม พร้อมส่งกำลังทหาร 3,000 นาย เข้าไปยังตะวันออกกลาง เสริมความแกร่งให้แก่กองทัพสหรัฐฯ ด้าน ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน “อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมนี”  ประกาศเดินหน้า แค้นนี้ต้องชำระ! ด้าน ทรัมป์ กร้าวกลับ พร้อมตอบโต้ทุกรูปแบบกับอิหร่าน โดยขู่ล็อกเป้าหมาย 52 แห่ง หากอิหร่านกระทำการใด ๆ เป็นเหตุให้ทรัพย์สินหรือพลเมืองอเมริกันได้รับผลกระทบ ซึ่งการโจมตีจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรง ซึ่งเป้าหมาย 52 แห่ง นั้นมาจากตัวเลขชาวอเมริกัน 52 […]

10 สุดยอดเหตุการณ์รอบโลก ปี 2019

ปี 2019 นี้ เป็นอีกปีที่เกิดเหตุการณ์สำคัญหลายเหตุการณ์ทั่วโลก ที่สร้างปรากฏการณ์และผลกระทบเป็นวงกว้างทั้งต่อสังคมและเศรษฐกิจ จะมีเหตุการณ์อะไรบ้าง อมรินทร์ทีวี จะพามาย้อนดูกัน สหรัฐฯ แบน HUAWEI ผลพวงจากสงครามการค้าระหว่าง 2 มหาอำนาจ สหรัฐฯ และ จีน ทำให้ในช่วงเดือนมกราคม 62 นี้ สหรัฐฯ ประกาศแบนการร่วมงานกับ 5 บริษัทใหญ่ของจีน ซึ่ง 1 ในนั้นรวมถึงบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านโทรคมนาคม อย่าง “หัวเว่ย” ( HUAWEI) ด้วย โดยสหรัฐฯ แจ้ง 23 ข้อกล่าวหา ว่าเกี่ยวข้องกับการขโมยทรัพย์สินทางปัญญา การขัดขวางกระบวนการยุติธรรมกับอิหร่าน ต่อบริษัทและเมิ่ง หว่านโจว ซีอีโอของหัวเว่ย กราดยิงมัสยิดในนิวซีแลนด์ วันที่ 15 มี.ค. เกิดเหตุกราดยิงสุดสะเทือนขวัญคนทั่วโลก เมื่อคนร้ายบุกกราดยิงมัสยิดอันนูร และศูนย์อิสลามลินวุด ในเมืองไครส์เชิร์ชของนิวซีแลนด์ มีผู้เสียชีวิต 51 ราย บาดเจ็บอีก 49 ราย ต่อมาพบว่าคนร้ายคือนายเบรนตัน แทร์เรนต์ […]

เข้มข้น! “ทรัมป์” ขู่ขึ้นภาษีจีนอีกรอบ หากไม่ยอมเจรจาการค้าด้วย

“ทรัมป์” ขู่ปรับขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากจีน หาก “สี จิ้นผิง” ไม่ยอมเจรจาการค้าด้วย โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ขู่เก็บภาษีสินค้านำเข้าจากจีนมูลค่า 325,000 ล้านดอลลาร์ หากประธานาธิบดีจีน สี จิ้นผิง ไม่ยินยอมเจรจาการค้ากับตนในช่วงปลายเดือนนี้ โดยภาษีชุดใหม่นี้จะเพิ่มเติมจากมาตรการเก็บภาษี 25% ต่อสินค้าจีนมูลค่า 200,000 ล้านดอลลาร์ ที่สหรัฐฯ ประกาศไปแล้วก่อนหน้านี้ ผู้นำสหรัฐฯ เผยกับ CNBC ว่า  จีนต้องการจะทำข้อตกลงการค้าฉบับนี้มากกว่าสหรัฐฯ ดังนั้นตนเชื่อว่า ปธน.สี จะต้องยอมเจรจากับตนแน่นอน สำหรับสหรัฐฯ และจีนส่งผู้แทนไปเจรจาการค้ากันมาแล้ว 11 ครั้งตั้งแต่ปีที่แล้ว แต่ยังไม่สามารถตกลงกันได้ ซึ่งสหรัฐฯ กล่าวหาว่าจีนพยายามเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขหลายอย่างในส่วนที่ได้ตกลงกันไปแล้ว ขณะที่จีนก็กล่าวหาว่าสหรัฐฯ เองที่เป็นฝ่ายทำให้การเจรจาไม่คืบหน้า

“ทรัมป์” เผยจีนจะต้องเสียใจ หากแก้ไขข้อตกลงการค้ากับสหรัฐฯ

ทรัมป์ เผย จีนยังคงต้องการเจรจาการค้ารอบใหม่กับสหรัฐฯ และว่าจีนจะต้องเสียใจที่จีนพยายามแก้ไขข้อตกลงการเจรจาที่ใกล้จะบรรลุ สื่อ วอยซ์ ออฟ อเมริกา เปิดเผยว่า เมื่อวานนี้ (30 พ.ค.62) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ กล่าวที่ทำเนียบขาวว่า หากทีมเจรจาการค้าจีน-สหรัฐฯจะต้องกลับมาหารือกันอีกครั้ง ก็คงจะไม่เป็นการหารืออย่างที่ผ่านมา และการปรับขึ้นภาษีกับสินค้านำเข้าจากจีนมูลค่าหลายแสนล้านดอลลาร์ ทำให้ผู้ประกอบการในจีนต้องย้ายฐานการผลิตออกไปประเทศอื่นๆ แต่ส่งผลต่อเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ระดับเล็กน้อยเท่านั้น

เยือนญี่ปุ่นสุดชื่นมื่น! ทรัมป์ เพลิดเพลินกอล์ฟ-มวยปล้ำซูโม่

“โดนัลด์ ทรัมป์” ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เดินทางเยือนญี่ปุ่นเป็นเวลา 4 วัน โดยได้ร่วมเล่นกอล์ฟร่วมกับชินโซ อาเบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ในจังหวัดชิบะ ใกล้กับกรุงโตเกียว ก่อนชมการแข่งขันซูโม่ครั้งยิ่งใหญ่ ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ กำลังอยู่ที่ญี่ปุ่นสำหรับการเยือนอย่างเป็นทางการรวมสี่วัน ซึ่งมุ่งเน้นเรื่องพิธีการและกีฬาต่างๆ เช่น กอล์ฟ และการชมการแข่งขันมวยปล้ำซูโม่ แม้ว่าเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลสหรัฐให้สัญญาว่าจะมีเรื่องราวที่เป็นสาระที่จะประกาศก็ตาม ประธานาธิบดีทรัมป์เองก็ได้แสดงความหวังว่า สหรัฐกับญี่ปุ่นจะสามารถทำข้อตกลงการค้าฉบับใหม่ได้ อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการกล่าวถึงการเจรจาการค้ากับญี่ปุ่น แต่ก็ไม่มีความคาดหมายอย่างจริงจังเกี่ยวกับความคืบหน้าที่สำคัญเรื่องข้อตกลงความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศทั้งสองจากการเยือนครั้งนี้ เมื่อวันอาทิตย์ (26 พ.ค.62) ประธานาธิบดีทรัมป์ใช้เวลาเล่นกอล์ฟกับนายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะ ของญี่ปุ่น หลังจากนั้นผู้นำทั้งสองเข้าชมการแข่งขันมวยปล้ำซูโม่ ซึ่งประธานาธิบดีทรัมป์ได้ทำพิธีมอบถ้วยรางวัล President’s Cup หรือที่เรียกกันว่า “Trump Cup” ให้ผู้ชนะ และในช่วงเย็นของวันเดียวกัน ประธานาธิบดีทรัมป์กับนายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะ ของญี่ปุ่น ไปร่วมรับประทานอาหารเย็นเป็นการส่วนตัว สำหรับในวันจันทร์ ประธานาธิบดีทรัมป์มีกำหนดเข้าเฝ้าสมเด็จพระจักรพรรดินารูฮิโตของญี่ปุ่น รวมทั้งจะเข้าพบหารืออย่างเป็นทางการกับนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นและเข้าร่วมในงานเลี้ยงอาหารค่ำแบบรัฐพิธีซึ่งรัฐบาลญี่ปุ่นเป็นเจ้าภาพ

“ทรัมป์” ผู้นำต่างชาติคนแรกที่จะเข้าเฝ้า “จักรพรรดิองค์ใหม่” ของญี่ปุ่น

มีรายงานว่า วานนี้ (18 เม.ย.62) ทำเนียบขาวแถลงว่าโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ และเมลาเนีย ทรัมป์ ผู้เป็นภริยา มีกำหนดเดินทางเยือนญี่ปุ่นในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม โดยนับเป็นผู้นำต่างชาติคนแรกที่จะได้เข้าเฝ้าพระจักรพรรดิองค์ใหม่ของญี่ปุ่น ซึ่งมีกำหนดการเดินทางเยือนญี่ปุ่นระหว่างวันที่ 25-28 พ.ค. 2019 ในฐานะแขกระดับรัฐบาลคนแรกของญี่ปุ่น หลังการขึ้นครองราชย์ของพระจักรพรรดินารุฮิโตะในวันที่ 1 พ.ค. 2019 รายงานเสริมยังบอกอีกว่า ทรัมป์ยังจะประชุมร่วมกับชินโซ อาเบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น เพื่อ “พัฒนาความสัมพันธ์อันใกล้ชิดระหว่างประชาชนชาวอเมริกันและชาวญี่ปุ่นให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น” ระหว่างการเยือนด้วย

ประชุม ‘ทรัมป์-คิม’ ปิดฉากก่อนกำหนดแบบไร้ข้อตกลง

การประชุมสุดยอดระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และนายคิม จองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือได้ปิดฉากลงแล้วในวันนี้(28 ก.พ.)  โดยไม่มีการลงนาม หรือบรรลุข้อตกลงใด ๆ จากผู้นำทั้งสอง ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯเปิดการแถลงข่าวเมื่อเวลา 14.00 น.ที่ผ่านมา หลังเสร็จสิ้นประชุมสุดยอดครั้งที่ 2 กับนายคิม จองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือในกรุงฮานอยของเวียดนาม โดยประธานาธิบดีประทรัมป์และนายคิม จองอึนได้หารือกันในช่วงเช้า แต่ได้ยกเลิกการรับประทานอาหารมื้อเที่ยงแบบกะทันหัน ทั้งยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลง หรือลงนามในข้อตกลงใด ๆ ร่วมกันในการประชุมครั้งนี้ ซึ่งทำให้การประชุมเสร็จสิ้นก่อนกำหนดเดิมถึง 2 ชั่วโมง แม้ว่าก่อนหน้าการประชุมผู้นำทั้งสองแสดงความมั่นใจว่าผลการประชุมจะออกมาดีและเป็นที่พอใจของทั้งสองฝ่ายก็ตาม ด้านประธานาธิบดีทรัมป์ระบุว่าได้หารือในประเด็นเรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจกับผู้นำเกาหลีเหนือ และการหารือประเด็นปลดอาวุธนิวเคลียร์บนคาบสมุทรเกาหลีก็มีความคืบหน้า แต่เกาหลีเหนือกลับต้องการให้สหรัฐฯยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรเกาหลีเหนือทั้งหมดถึงจะยอมยุติการพัฒนาโครงการนิวเคลียร์ แต่สหรัฐฯ ไม่เห็นด้วยที่จะยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรดังกล่าว ประธานาธิบดีทรัมป์ระบุด้วยว่ายังไม่มีแผนที่จะประชุมหารือกับนายคิม จองอึนในรอบที่ 3 ในเร็ววันนี้ และบอกว่าการประชุมครั้งนี้ถือเป็นการปูทางไปสู่การเจจราหารือที่ดีระหว่างทั้งสองประเทศในอนาคต ทั้งยังยืนยันว่าความสัมพันธ์ของเขากับนายคิม จองอึนยังคงเหนียวแน่น ติดตามข่าวสารเรื่องราวที่น่าสนใจอื่น ๆ ได้ที่ อมรินทร์ทีวี เอชดี ช่อง 34

ทรัมป์ ส่งทหาร 15,000 นาย ประจำชายแดนเม็กซิโก ต้านขบวนผู้อพยพ

ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ บอกว่า สหรัฐอาจส่งกำลังทหารมากถึง 15,000 นาย ไปประจำการบริเวณพรมแดนที่ติดกับเม็กซิโก เพื่อแสดงจุดยืนที่แข็งกร้าวต่อขบวนผู้อพยพที่หลบหนีความรุนแรงและความยากจนในภูมิภาคอเมริกากลาง และกำลังมุ่งหน้ามายังอเมริกาเหนือ โดยล่าสุดบรรดาทหารพร้อมยุทโธปกรณ์ชุดแรก เดินทางถึงเมือง ซานแอนโตนิโอ ในรัฐเท็กซัส ที่อยู่ติดกับเม็กซิโกแล้ว หลายวันมานี้ ทรัมป์ออกมาแสดงจุดยืนที่แข็งกร้าว โดยบอกว่า ขบวนผู้อพยพจากอเมริกากลางที่หลบหนีความยากจนและความรุนแรงผ่านแม็กซิโกมุ่งหน้ามายังพรมแดนสหรัฐ ถือเป็นภัยคุมคามต่อสหรัฐ โดยทหารจำนวน 15,000 นาย ที่ทรัมป์บอกว่าจะส่งไปประจำการที่พรมแดน เป็นจำนวนมากกว่า 2 เท่าของจำนวนที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐออกมาเปิดเผยก่อนหน้านี้ บรรดา สส. พรรคริพับลิกัน และผู้สนับสนุนทรัมป์ คนอื่น ๆ ต่างเห็นด้วยกับการตัดสินใจนี้ แต่เหล่านักวิจารณ์ โต้แย้งว่า ทรัมป์ได้ฉวยโอกาสสร้างวิกฤต เพื่อให้ประชาชนที่หนุนรีพรรคริพับลิกันออกไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง นอกจากนี้ ทรัมป์ยังประกาศในสัปดาห์นี้ด้วยว่า เขาจะหาทางยกเลิกสิทธิการเป็นพลเมืองสหรัฐที่ให้แก่เด็กที่เกิดในสหรัฐ แต่ผู้ปกครองไม่ใช่พลเมืองสหรัฐ และผู้อพยพผิดกฎหมาย โดยบอกว่า เขาจะออกคำสั่งฝ่ายบริหารเพื่อยกเลิกสิทธิพลเมืองโดยกำเนิด ติดตามข่าวสารเรื่องราวที่น่าสนใจอื่น ๆ ได้ที่ อมรินทร์ทีวี เอชดี ช่อง 34

หนุ่มแต่งเป็นปูติน-บุกเอา ‘เซ็กส์ทอย’ ติดกระทิงวอลสตรีท ประท้วงซัมมิตทรัมป์-ปูติน

เมื่อวันที่ 16 ก.ค. 61 ที่ผ่านมา บริเวณรูปปั้นกระทิงดุ (Charging Bull) ซึ่งเป็นรูปปั้นสัญลักษณ์ของวอลสตรีท ในนครนิวยอร์ก สหรัฐฯ มีชายคนหนึ่งแต่งตัวเลียนแบบ พร้อมสวมหน้ากากเป็นหน้าของประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูตินของรัสเซียนั่งอยู่บนหลังกระทิง และตกแต่งรูปปั้นกระทิงดังกล่าวด้วยเซ็กส์ทอยจำนวนมาก ทราบชื่อชายคนดังกล่าวคือนายเจฟฟ์ เจ็ตตัน เจ้าของร้านราเม็งในวอชิงตัน ดี.ซี. โดยการกระทำดังกล่าวเพื่อล้อเลียนว่าประธานาธิบดีปูติน มีอำนาจควบคุมเหนือประเทศสหรัฐฯ เนื่องจากในวันเดียวกันนั้นได้มีการประชุมสุดยอดระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ และประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซียที่กรุงเฮลซิงกิ เมืองหลวงของประเทศฟินแลนด์ โดยนายเจ็ตตันใช้ดิลโด้ หรืออวัยวะเพศชายปลอม จำนวน  130 ชิ้นซึ่งได้รับบริจาคมาจากบริษัทผลิตหนังผู้ใหญ่ ในการตกแต่งรูปปั้นกระทิงดังกล่าว ทั้งนี้การประชุมสุดยอดระหว่างผู้นำทั้ง 2 ประเทศนั้นเป็นไปอย่างราบรื่น โดยระบุว่าเป็นก้าวแรกที่ทั้ง 2 ประเทศจะได้ฟื้นฟูความเชื่อใจ และนำไปสู่ความร่วมมือและสันติภาพในอนาคต นอกจากนี้ทรัมป์ยังระบุว่า ตนเชื่อว่ารัสเซียไม่ใช่ผู้อยู่เบื้องหลังการแทรกแซงการเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2559 หลังหน่วยข่าวกรองของสหรัฐฯ ได้สรุปไว้ว่ารัสเซียอยู่เบื้องหลังการโจมตีทางไซเบอร์ และปล่อยข่าวลือในการทำลายชื่อเสียงนางฮิลลารี คลินตัน คู่แข่ง และเปิดให้ทรัมป์มีโอกาสชนะเลือกตั้งมากขึ้น

‘ทรัมป์’ สั่งออกแบบ ‘แอร์ ฟอร์ซ วัน’ ใหม่! เผยต้องสวยงาม-เหนือกว่าทุกลำบนโลก

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯได้เปิดเผยกับสถานีโทรทัศน์ซีบีเอสว่าต้องการที่จะเปลี่ยนสีลายเครื่องบินแอร์ ฟอร์ซ วัน ซึ่งเป็นเครื่องบินประจำตำแหน่งของประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดยประธานาธิบดีทรัมป์ต้องการเปลี่ยนมาใช้สีแดง ขาวและน้ำเงินเพื่อแสดงถึงความเป็นอเมริกัน และบอกด้วยว่าด้วยลายเครื่องบินแอร์ ฟอร์ซ วันใหม่นี้จะต้องออกมาดูสวยงาม และเหนือชั้นกว่าเครื่องบินลำอื่น ๆ ของโลก นอกจากนี้ประธานาธิบดีทรัมป์ยังต้องการให้เตียงนอนส่วนตัวบนเครื่องบินแอร์ ฟอร์ซ วันมีขนาดใหญ่ขึ้นเหมือนกับเตียงนอนบนเครื่องบินส่วนตัวของเขาด้วย โดยคาดว่าเครื่องบินแอร์ ฟอร์ซ วันที่ได้รับการออกแบบใหม่นี้จะเสร็จสมบูรณ์อย่างเร็วที่สุดในช่วงปี 2021 ขณะที่บริษัทโบอิ้งจะเป็นผู้รับหน้าที่ออกแบบและผลิตเครื่องบินแอร์ ฟอร์ซ วันใหม่จำนวน 2 ลำ ทั้งนี้ ลวดลายสีฟ้าเข้มของเครื่องบินแอร์ ฟอร์ซ วันลำปัจจุบันเป็นสีที่อดีตประธานธิบดีจอห์น เอฟ เคนเนดี้และนางแจ็คเกอรีน เคนเนดี้ ภริยาเป็นผู้เลือกเมื่อปี 1960 ส่วนเครื่องบินแอร์ ฟอร์ซ วันลำปัจจุบันใช้งานมาเป็นเวลาเกือบ 30 ปีแล้ว ตั้งแต่สมัยอดีตประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิ้ลยู บุช

ส่ง ‘ทรัมป์เบบี้’ ป่วนปธน. ‘ทรัมป์’ ขณะเยือนอังกฤษ-เตรียมประท้วงต้านทั้งเมือง

“ทรัมป์เบบี้” หุ่นอัดลมรูปประธานาธิบดีโดนัลด์ทรัมป์  ขนาดสูง 6 เมตร สวมผ้าอ้อมและถือโทรศัพท์มือถือ โดยหุ่นอัดลมตัวนี้เป็นแคมเปญต่อต้านประธานาธิบดีทรัมป์ เนื่องจากเขาเตรียมที่จะเยือนอังกฤษในช่วงสุดสัปดาห์นี้ ซึ่งมีการเปิดให้ประชาชนร่วมบริจาค เป้าหมายอยู่ที่ 5,000 ปอนด์ (220,000 บาท) แต่ได้เงินบริจาคไปกว่า 29,000 ปอนด์(1,275,000 บาท) “ทรัมป์เบบี้” จึงมีแผนที่จะเดินทางไปทั่วโลก คอยตามหลอกหลอนปธน.ทรัมป์ไปในทุกที่ แต่เดิมหุ่นอัดลมตัวนี้มีกำหนดการจะลอยฟ้าในวันที่ 13 ก.ค. 61 ตั้งแต่ 9.30-11.30 น. ที่จัตุรัสรัฐสภา ใกล้กับอาคารรัฐสภาของประเทศอังกฤษ แต่ล่าสุดไม่สามารถเอาขึ้นลอยฟ้าได้ เนื่องจากขัดกับกฎหมายการเดินอากาศของลอนดอน จึงจะมีการตั้งไว้ที่พื้นแทน นอกจากเบบี้ทรัมป์แล้ว สุดสัปดาห์นี้ยังมีอีเว้นท์ที่จัดขึ้นเพื่อต่อต้านทรัมป์อีกมากมายในกรุงลอนดอน อาทิ อีเว้นท์ในเว็บไซต์เฟซบุ๊ก ชื่อ “เราไม่ต้องรับทรัมป์-ส่งเสียงเมื่อเขามาถึง” ในวันที่ 12 ก.ค. 61  ซึ่งจะเป็นการส่งเสียงดังก่อกวนทรัมป์ขณะเข้าเช็คอินที่พัก ของสถานทูตสหรัฐฯ  ย่านรีเจนท์ พาร์ค และในช่วงบ่ายของวันถัดมา(13 ก.ค.61) จะมีการเดินขบวนต่อต้านทรัมป์ ซึ่งจะมีหุ่นเบบี้ทรัมป์ร่วมด้วย โดยจะเดินตั้งแต่ตึกบีบีซี ในพอร์ทแลนด์ ผ่านอ๊อกซฟอร์ดเซอร์คัส  รีเจนท์สตรีท ไปสู่จัตุรัสทราฟัลการ์ ซึ่งจะมีการชุมนุมในช่วงเย็นด้วย ก่อนหน้านี้ยังมีเคมเปญการซื้อเพลง […]

เปิดข้อตกลง ‘ทรัมป์-คิม’ มุ่งปลดอาวุธนิวเคลียร์-สร้างสันติในคาบสมุทรเกาหลี

วันนี้(12 มิ.ย. 61) กับการหารือครั้งประวัติศาสตร์ระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ และนายคิม จองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือ ที่ประเทศสิงคโปร์ โดยการหารือดังกล่าวเป็นไปอย่างราบรื่น ประธานาธิบดีทรัมป์เผยว่า ผลการหารือที่ออกมาน่าจะเป็นที่น่าพอใจสำหรับทั้งสองฝ่าย (อ่านเพิ่มเติม ‘ทรัมป์-คิม’ ร่วมลงนามข้อตกลง เผยโลกเตรียมเห็นความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่) ผู้นำทั้ง 2 ประเทศ ได้ลงนามในข้อตกลงร่วมกัน โดยมีประเด็นหลัก ๆ 4 ข้อ ด้วยกัน คือ สหรัฐฯ และเกาหลีเหนือ จะร่วมสร้างความสัมพันธ์อันดีต่อกัน ตามความปรารถนาของประชาชนของประชาชนทั้ง 2 ประเทศ เพื่อสันติภาพและความรุ่งเรือง สหรัฐฯ และเกาหลีเหนือ จะร่วมมือสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนและมั่นคงในคาบสมุทรเกาหลี เกาหลีเหนือจะเดินหน้าในการปลดอาวุธนิวเคลียร์อย่างสมบูรณ์ ตาม ‘ปฏิญญาปันมุนจอม’ เมื่อวันที่ 27 เม.ย. 61 สหรัฐฯ และ เกาหลีเหนือ จะรือฟื้นข้อตกลง POW/MIA ว่าด้วยทหารหรือเชลยศึกชาวอเมริกันที่สูญหายระหว่างปฏิบัติหน้าที่ โดยให้ส่งกลับกระดูกผู้เสียชีวิตที่สามารถระบุตัวตนได้แล้วกลับประเทศทันที นอกจากนี้ในหนังสือสัญญาระบุว่าทั้ง 2 ประเทศได้มีการเปิดใจหารือกันอย่างครอบคลุม ลงลึกและจริงใจ ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความสงบสุขในคาบสมุทรเกาหลี […]

‘ทรัมป์-คิม’ ร่วมลงนามข้อตกลง เผยโลกเตรียมเห็นความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่

จบลงไปเป็นที่เรียบร้อย สำหรับการหารือครั้งประวัติศาสตร์ระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ และนายคิม จองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือ ในวันนี้ (12 มิ.ย. 61) ซึ่งถือว่าเป็นไปอย่างราบรื่น สมตามความตั้งใจ โดยตลอดช่วงบ่ายที่ผ่านมา ที่โรงแรมคาเปลลา บนเกาะเซ็นโตซา หลังจากที่คณะเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ และเกาหลีเหนือได้ร่วมโต๊ะประชุมอย่างเป็นทางการแล้ว ก็ย้ายไปยังห้องทานอาหาร เพื่อรับประทานอาหารกลางวันร่วมกัน บรรยากาศเป็นไปด้วยความผ่อนคลาย ทรัมป์ได้พูดแซวกับนักข่าวว่าถ่ายภาพได้ดีหรือเปล่า เขาดูหล่อมั้ย ซึ่งในเมนูอาหารที่ทางการสิงคโปร์จัดไว้รับรอง ในชุดเรียกน้ำย่อย ประกอบด้วยเมนูค็อกเทลกุ้งเสิร์ฟพร้อมสลัดอโวคาโด ยำมะม่วงน้ำสลัดน้ำผึ้ง และแตงกวายัดไส้ ซึ่งเป็นอาหารท้องถิ่นของเกาหลี ส่วนเมนคอร์ส เป็นเมนูซี่โครงเนื้อรมควันซอสไวน์แดง ข้าวผัดหยางโจว และปลาค็อดเคี่ยวกับซอสถั่วเหลือง ปิดท้ายด้วยของหวานคือทาร์ทช็อคโกแลต พอทานเสร็จเรียบร้อย ทั้งสองคนก็ออกไปเดินย่อยในสวนของโรงแรมคาเปลลาแบบสองต่อสอง ซึ่งช่วงที่กำลังจะเดินออกมา คิม จองอึนมีสีหน้ายิ้มแย้ม คุยกับจนท.อย่างเป็นกันเอง ก่อนจะเดินยิ้มให้นักข่าวได้ถ่ายภาพ หลังจากนั้น ทั้งสองคน ก็เดินขึ้นตึกและแยกย้ายไปพักผ่อน ซักพักจึงออกมาที่ห้องซึ่งเตรียมเอาไว้สำหรับการลงนามในเอกสารข้อตกลงร่วมกัน ซึ่งทรัมป์ตอบว่าผลการหารือที่ออกมาน่าจะเป็นที่น่าพอใจสำหรับทั้งสองฝ่าย ซึ่งหลังจากนี้ก็ยังมีอีกหลายอย่างที่พวกเขาต้องทำร่วมกัน ปิดท้ายด้วยการกล่าวคำขอบคุณผู้นำเกาหลีเหนือ ในช่วงนี้ นายคิม จองอึนได้พูดผ่านล่าม ว่าเขาและทรัมป์ได้ตกลงที่จะลืมเรื่องเก่าในอดีต และโลกจะได้เห็นความเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ ซึ่งเป็นผลจากการหารือในวันนี้ ต่อจากนั้น ทั้งสองผู้นำได้ออกมาให้ผู้สื่อข่าวได้สัมภาษณ์และถ่ายภาพอีกครั้ง […]

วินาทีประวัติศาสตร์ ‘ทรัมป์-คิม’ จับมือ เชื่อหารืออย่างราบรื่น

วันนี้(12 มิ.ย. 61) นับเป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่ต้องบันทึกเอาไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ สำหรับการพบกันครั้งแรก ระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และนายคิม จองอึน โดยมีสิงคโปร์เป็นประเทศเจ้าภาพ ท่ามกลางความคาดหวังว่าการหารือครั้งนี้จะนำไปสู่สันติภาพบนคาบสมุทรเกาหลีอย่างถาวร และเป็นการเปิดฉากความสัมพันธ์รูปแบบใหม่ระหว่างเกาหลีเหนือและสหรัฐฯ วินาทีประวัติศาสตร์คือเมื่อทั้งคู่เดินออกมาจากฉากคนละมุม ก็ตรงเข้ามาจับมือและทักทาย ก่อนจะหันมาให้ผู้สื่อข่าวถ่ายภาพ โดยมีธงชาติสหรัฐฯ และเกาหลีเหนือเป็นฉากหลัง โดยทรัมป์เคยพูดเอาไว้ว่า ถ้าได้เจอหน้าคิมจองอึนแค่ 5 วินาที ก็รู้แล้วว่าการหารือครั้งนี้จะเป็นอย่างไร ซึ่งก็ดูเหมือนว่าผู้นำสหรัฐฯ จะถูกชะตากับคิม จองอึน เพราะให้สัมภาษณ์สั้น ๆ ว่าเขามั่นใจว่าการหารือครั้งนี้จะประสบความสำเร็จ และความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศจะต้องดีขึ้นอย่างแน่นอน ขณะที่ผู้นำเกาหลีเหนือกล่าวว่า การได้มาพบหน้ากันในวันนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะที่ผ่านมาก็มีอุปสรรคต่างๆ มากมาย แต่สุดท้ายมันก็เกิดขึ้น หลังจากทักทายกัน ทรัมป์และคิมได้ใช้เวลาหารือกันเป็นส่วนตัว โดยผ่านล่ามแปลภาษา ประมาณ 1 ชั่วโมง ต่อจากนั้น จึงเป็นการหารืออย่างเต็มรูปแบบ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ระดับสูงของทั้งสองฝ่าย ภายในห้องประชุมของโรงแรมคาเปลลา

สิงคโปร์เปิดตัวเหรียญที่ระลึก การประชุมครั้งประวัติศาสตร์ ‘ทรัมป์-คิม’

สิงคโปร์เตรียมออกเหรียญที่ระลึก การประชุมครั้งประวัติศาสตร์ระหว่างนายคิม จองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือ และนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่จะเกิดขึ้นที่ประเทศสิงคโปร์ ในวันที่ 12 มิ.ย. 61 นี้ โดยเหรียญที่ระลึกจะมี 3 รุ่นด้วยกัน คือทอง เงิน และนิกเกิล ด้านหนึ่งพิมพ์ด้วยคำว่า “World Peace” ภาพของนกพิราบซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของสันติภาพ พร้อมด้วยภาพดอกกุหลาบและดอกแม็กโนเลียซึ่งเป็นดอกไม้ประจำประเทศสหรัฐฯ และเกาหลีเหนือ อีกด้านหนึ่งเป็นภาพธงชาติและการจับมือของผู้นำทั้ง 2 ประเทศ ระบุวันที่ของงานประชุม และสลักว่าจัดในประเทศสิงคโปร์ โรงกษาปณ์ของสิงคโปร์กล่าวว่า นอกจากจะเป็นอนุสรณ์ของเหตุการณ์สำคัญที่จะนำไปสู่ความสงบสุขนี้แล้ว ยังเป็นอนุสรณ์แก่สิงคโปร์ในฐานะเจ้าบ้านจัดการประชุม ซึ่งเป็นคนกลางผู้เชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างโลกตะวันตกและตะวันออกอีกด้วย     โดยเหรียญทองจะมีการผลิตทั้งสิ้น 1,000 เหรียญ ขายในราคาเหรียญละ 1,380 ดอลลาร์สิงคโปร์ (ราว 33,000 บาท) ซึ่งต่อมาผลิตเพิ่มเป็น 3,000 เหรียญ จากความต้องการที่ล้นหลาม เหรียญเงินผลิตทั้งสิ้น 15,000 เหรียญ ราคาเหรียญละ 118 ดอลลาร์สิงคโปร์ (ราว 2,800 บาท) และเหรียญนิกเกิลราคาเหรียญละ 36 ดอลลาร์สิงคโปร์ (ราว […]

keyboard_arrow_up