20 ปีสุดทรมาน คนแก่คนพิการกว่า 30 หลัง ร้องลุยน้ำครำซอยแคบ – เจ้าของยัน มีโฉนดชัด (คลิป)

จากกรณีชาวบ้านซอยหอยลาย อ.บางบ่อ จ.สมุทรปราการ ร้องเรียนกับสภาทนายความถึงปัญหาทางสัญจรออกจากซอยชุมชน ที่มีความคับแคบ และมีน้ำครำท่วมขัง และต้องลุยน้ำเช่นนี้มาเกือบ 20 ปี วันที่ 5 ธ.ค. 61 ทีมข่าวอมรินทร์ ทีวี ลงพื้นที่ซอยหอยลาย ชุมชนแม่โจ้ ต.คลองด่าน อ.บางบ่อ จ.สมุทรปราการ พบว่า มีเสาไม้ 2 ต้นปักที่หน้าปากซอย และมีป้ายติดว่า “พื้นที่ส่วนบุคคล” มีกล้องวงจรปิดหันเข้าไปในซอย และพบว่าวันนี้ น้ำลดระดับลงจนเห็นพื้นโคลนที่เปียกแฉะ ภายในซอยมีแท่งปูน และไม้ปูบนพื้นเพื่อไว้ใช้เดินเท้า ลักษณะของพื้นซอยต่ำกว่าถนนหลักประมาณ 30 เซนติเมตร มีความกว้างประมาณ 80 เซนติเมตร รถมอเตอร์ไซค์เข้าไม่ได้ ซึ่งเป็นทางเดินเข้าซอย ความยาวประมาณ 20 เมตร ใกล้กัน พบสะพานปูนที่ใช้เดินสัญจรในชุมชน ทางเดินยาวกว่า 100 เมตร มีบ้านเรือนกว่า 30 หลังคาเรือน สุดซอยติดกับคลองด่าน และไม่มีทางออกอื่น ๆ นางลำไย เชิดฉาย […]

ชาวบ้านร้อง ‘ฟาร์มไก่’ ก่อปัญหาแมลงวัน-สร้างมลพิษต่อชุมชน (คลิป)

ชาวบ้านต.ปากช่อง อ.จอมบึง จ.ราชบุรี ออกมาร้องเรียนกับรายการคลายทุกข์ชาวบ้าน ในเรื่องปัญหาแมลงวันชุกชุม อันเป็นผลกระทบจากฟาร์มไก่ในพื้นที่ ชาวบ้านได้รับผลกระทบ และความรำคาญจำนวนมาก โดยเฉพาะภายในวัด บรรดาอาหารที่ญาติโยมเอามาถวายพระต่างโดนแมลงวันตอมทั้งสิ้น พระสงฆ์จะฆ่าก็ทำไม่ได้ หวั่นแพร่เชื้อโรค และปัญหาด้านสุขอนามัย เพราะก่อนหน้านี้ก็เกิดท้องเสียจนต้องเข้าโรงพยาบาลกันมาแล้ว ทนายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร ให้คำแนะนำในกรณีนี้ว่า เบื้องต้นให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบไปแจ้งที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดของตน เพื่อให้เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบ ว่าฟาร์มแห่งนี้ได้มาตรฐานหรือไม่ ผลกระทบต่อฟาร์มต่อชุมชน มลพิษที่เกิดขึ้น ค่าเสียหายในการดูแลรักษา ซึ่งหากเจ้าหน้าที่สาธารณสุขจังหวัดไม่ลงมาตรวจสอบให้ หรือดำเนินการล่าช้า ผู้เสียหายสามารถยื่นคำร้องต่อศาลปกครอง เพื่อให้มีคำสั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาดำเนินการให้รวดเร็วมากขึ้นได้ ซึ่งในการเปิดฟาร์มได้ ต้องมีการขออนุญาตหนน่วยงานรัฐก่อน ก็ให้ผู้เสียหายตรวจสอบดูว่าหน่วยงานใดเป็นผู้อนุมัติและฟ้องเพื่อให้เพิกถอนคำอนุญาตนั้น และเรียกร้องค่าเสียหายจากฟาร์มไก่ดังกล่าวได้ ติดตามชมรายการคลายทุกข์ชาวบ้าน ได้ทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 14.15 น. ช่องอมรินทร์ทีวี 34 และติดตามข่าวสารประจำวัน และบทความความรู้ ความบันเทิงอื่นๆ ที่น่าสนใจ ได้ทางอมรินทร์ทีวีช่อง 34 

ขอความเป็นธรรม! พี่ชายร้องน้องสาวถูกรถชนเสียชีวิตเกือบ 2 ปี คดีไม่คืบ(คลิป)

พี่ชายคนหนึ่ง ได้เข้ามาร้องทุกข์ในรายการคลายทุกข์ชาวบ้าน หลังน้องสาวของเขาถูกรถชนเสียชีวิต แต่เหตุการณ์ผ่านมากว่า 1 ปี 10 เดือนแล้ว คดีกลับไม่มีความคืบหน้าใด ๆ คุณอุไร พี่ชายของผู้เสียชีวิตเล่าว่า เมื่อวันที่ 17 ก.ค. 59 คุณเรไร น้องสาวของตนได้ขึ้นแท็กซี่ จากนั้นขณะที่รถจอดติดไฟแดง ก็มีรถยนต์พุ่งมาชนท้าย เป็นเหตุให้คุณเรไรเสียชีวิต จากนั้นได้มีการแจ้งความที่ สภ.รัตนาธิเบศร์ ทางผู้ก่อเหตุได้มีการให้เงินช่วยเหลือในการประกอบพิธีฌาปนกิจศพ 3 หมื่นบาทเท่านั้น ไม่มีการเยียวยาอื่น ๆ เมื่อทวงถามไปก็โดนตอบกลับมาว่าถ้าอยากได้ ก็ให้ไปฟ้องเอาเอง ทั้งนี้ทางครอบครัวได้รับเงินช่วยเหลือตาม พรบ.แท็กซี่ จำนวน 3.5 แสนบาท ในขณะที่ทางคดีความ เมื่อสอบถามกับทางเจ้าหน้าที่ผู้ดูแลคดี กลับพบว่าไม่มีความคืบหน้าใด ๆ ยังไม่มีการส่งฟ้องศาล ทั้งนี้คุณเรไรผู้เสียชีวิตได้แยกทางกับสามี และมีลูกสาว 3 คนด้วยกัน เมื่อมารดาเสียชีวิต ญาติ ๆ ก็ต้องแบ่งกันรับไปเลี้ยงดู ทนายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร ให้ความเห็นในกรณีนี้ว่า จากเหตุการณ์ดังกล่าวถือว่าแท็กซี่ไม่มีความผิด เพราะเป็นการจอดรถติดไฟแดงอย่างถูกต้อง คนขับรถยนต์พุ่งชนต้องเป็นฝ่ายรับผิดชอบทั้งต่อชีวิตและทรัพย์สินของแท็กซี่และผู้โดยสาร ทั้งนี้หากประชาชนได้รับอุบัติเหตุขณะโดยสารแท็กซี่ […]

ลูกบ้านฉุน! รุมกระทืบ รปภ. หมู่บ้าน สุดท้ายถูกฉกทอง 3 บาท

จากกรณีที่มีวิดีโอถูกแชร์ในเพจ โซเชียลฮันเตอร์ เพจเฟซบุ๊กชื่อดัง เป็นภาพของชาย 3 คนพุ่งเข้ามาทำร้ายรปภ.บริเวณป้อมยามหน้าหมู่บ้าน ย่านเพชรเกษม จนได้รับบาดเจ็บ จากคลิปดังกล่าวมีคนเข้ามาคอมเม้นท์ต่อว่ากลุ่มที่เข้ามาทำรายเป็นจำนวนมาก สอบถามผู้ก่อเหตุ ทราบชื่อ นายโชติพันธ์ อาชีพรับเหมาก่อสร้าง เล่าว่า เหตุการณ์ดังกล่าว เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 19 พ.ค. 61 เวลาประมาณ 20.00 น. ยอมรับว่าขณะนั้นตัวเองมีอาการมึนเมา โดยขณะขับรถกลับมาที่บ้าน รปภ.คนดังกล่าวไม่ยอมเปิดที่กั้นถนนให้จึงมีปากเสียงกัน ก่อนที่ตนจะขับรถยนต์มาจอดที่บ้านและขับรถจักรยานยนต์ออกไปเคลียร์ ซึ่งชายอีก 2 คนที่ปรากฎในคลิปเป็นลูกน้องของตนที่อยู่ในบริเวณนั้นและได้เข้าไปร่วมวง ทั้งนี้ตนไม่มีการสั่งให้ทำแต่อย่างใด ทั้งนี้พร้อมจะขอโทษรปภ.คนดังกล่าว เพราะคิดว่าตนก็ทำเกินกว่าเหตุเนื่องจากอาการเมา แต่ต่อมาหลังพบว่าสร้อยคอทองคำหนัก 3 บาท ที่ตนใส่อยู่ขณะทะเลาะวิวาทหายไป และเมื่อตรวจสอบกล้องวงจรปิดทราบว่า ตกขณะทะเลาะวิวาทและ รปภ.คนดังกล่าวเป็นคนนำไป สอบถามกับหัวหน้ารปภ. และนิติบุคคลของหมู่บ้าน ก็ไม่สามารถรับผิดชอบได้ เนื่องจาก รปภ.คนดังกล่าวเพิ่งมาทำงานได้เพียง 3 วัน และหลังจากเกิดเรื่องก็เดินทางกลับภูมิลำเนาแล้ว ทั้งนี้ได้มีการแจ้งความเป็นที่เรียบร้อย อยากให้สังคมแยกประเด็นออกจากกัน ยอมรับว่าตัวเองผิดที่ทำร้ายร่างกายผู้อื่น แต่ตนก็ถูกขโมยทรัพยสินเช่นเดียวกัน ทนายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ ให้ความเห็นในกรณีนี้ว่า การทำร้ายร่างกายรปภ.ดังกล่าว […]

เตือนภัย! ไลฟ์สดประมูล ‘ทองคำ’ ถูกหลอกนับร้อย เสียหายหลายล้านบาท!

ในยุคปัจจุบันที่ทุกอย่างอยู่บนโลกออนไลน์ โดยเฉพาะการซื้อ-ขายสินค้า ทำให้มีพ่อค้าแม่ค้าเกิดใหม่จำนวนมาก แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นช่องทางให้มิจฉาชีพเข้ามาฉวยโอกาสหลอกลวงประชาชนเช่นกัน อย่างเช่นในกรณีนี้ ที่มีการหลอกขายทองคำผ่าน LIVE ในเฟซบุ๊ก มีผู้หลงเชื่อหลายสิบคน มูลค่าความเสียหายหลายล้านบาท ตัวแทนผู้เสียหายรายหนึ่งเล่าว่า พบเพจเฟซบุ๊กนี้จากกลุ่มซื้อ-ขายสินค้า โดยระบุว่าขายทองคำแท้ในราคาถูกกว่าท้องตลาด เมื่อเข้าไปดูพบว่าเฟซบุ๊กของมิจฉาชีพรายนี้ความน่าเชื่อถือมาก มีคนกดไลค์มากกว่า 1.7 แสนคน มีการโชว์ทรัพย์สิน และแจกของรางวัล จึงได้หลงเชื่อว่าหากซื้อแล้วจะได้สินค้าจริง ซึ่งรูปแบบการหลอกลวงคือ มิจฉาชีพคนดังกล่าว จะ LIVE ในเฟซบุ๊ก โชว์แผงทองคำให้ดูจากนั้นจึงเปิดประมูล ขายในราคาต่ำว่าท้องตลาดตั้งแต่ 3-4 พันบาท หรือบางกรณีขายถูกกว่าถึง 1 แสนบาท! ตัวอย่างจากคุณหมี ผู้เสียหายรายหนึ่ง ที่ได้ประมูลทองคำหนัก 10 บาทจากมิจฉาชีพ โดยเปิดประมูลที่ราคา 50,000 บาท ปิดประมูลที่ 101,000 บาท เท่ากับว่าถูกกว่าท้องตลาดกว่าเท่าตัว เรียกได้ว่าเป็นข้อเสนอที่หอมหวานจนต้องหลงเชื่อโอนเงินไปให้ แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ทองที่ประมูลมา ทั้งนี้ผู้เสียหายได้มีการรวมกลุ่มและแจ้งความในแต่ละท้องที่แล้ว ล่าสุดเจ้าหน้าที่ตำรวจมีหมายเรียกไปสอบสวน แต่มิจฉาชีพไม่ไปตามหมายเรียก อีกทั้งตอนนี้ได้มีการเปลี่ยนชื่อเฟซบุ๊ก เปิดไลฟ์ขายของอยู่ตามปกติ และมีผู้เสียหายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทนายตั้ม ษิทรา เบี้ยบังเกิด เลขาธิการมูลนิธิทีมงานทนายประชาชนฯ กล่าวในกรณีนี้ว่า ในการออกหมายเรียก […]

ตามคดี ‘ผอ.อ้อย’ ถูกอุ้มกลายเป็นศพ ‘ผู้กองเหน่ง’ ยังคงปฏิเสธ

จากกรณีอุ้มฆ่า “ผอ.อ้อย” หรือ น.ส.จุฑาภรณ์ อุ่นอ่อน ผอ.กองการศึกษา อบต.ชำ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ จนเกิดเป็นคดีโด่งดังตั้งแต่เดือนก.ค. 60 และสามารถจับตัวผู้ต้องหาได้คือ “ผู้กองเหน่ง” ร.อ.ศุภชัย ภาโส นายทหารสังกัดกรมทหารราบที่ 6 อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี นั้น ความคืบหน้าล่าสุด ผู้สื่อข่าวสอบถามกับ นางแหลม อุ่นอ่อน แม่ของผอ.อ้อย ทราบว่า วันที่ 12 มิ.ย. 61 นี้ ศาลได้มีการนัดสืบพยานนัดแรก พยานฝ่ายโจทย์คืออัยการจังหวักกันทรลักษร์ยื่นฟ้อง ร.อ.ศุภชัย ภาโส ทั้งนี้เชื่อว่ากระบวนการยุติธรรมจะเอาผิดผู้ต้องหาได้อย่างแน่นอน อยากให้ผู้กองเหน่งรับสารภาพ เพราะตอนนี้ยังให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาอยู่ ตอนนี้พอทำให้ได้บ้าง แต่ยังคิดถึงลูกสาวอยู่ตลอดเวลา ติดตามชมรายการคลายทุกข์ชาวบ้าน ได้ทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 14.15 น. ช่องอมรินทร์ทีวี 34 และติดตามข่าวสารประจำวัน และบทความความรู้ ความบันเทิงอื่นๆ ที่น่าสนใจ ได้ทางอมรินทร์ทีวีช่อง 34 

แม่ร้องขอความเป็นธรรม! หลังลูกชายวัย 10 เดือนเสียชีวิตในสถานรับเลี้ยง

คุณวราลี คุณแม่รายหนึ่ง เข้ามาร้องขอความเป็นธรรมกับรายการ คลายทุกข์ชาวบ้าน กรณีน้องนาวาลูกชายวัย 10 เดือนเสียชีวิต หลังนำไปฝากเลี้ยงที่สถานเลี้ยงเด็ก โดยคุณวราลีเล่าว่าตนเองไม่สามารถเลี้ยงลูกได้เพราะต้องทำงาน ปกติจะฝากให้ญาติช่วยดูแล จนช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา ญาติคนดังกล่าวกลับบ้านเกิด ไม่สามารถช่วยดูแลได้ จึงนำน้องนาวา ไปฝากที่สถานรับเลี้ยงเด็กแห่งหนึ่งใน จ.สมุทราปราการ จนกระทั่งเมื่อวันที่ 25 เม.ย. 61 ที่ผ่านมา คุณวราลีก็นำลูกชายไปฝากที่สถานรับเลี้ยงเด็กตามปกติ จนกระทั่งช่วงบ่ายโมง ทางสถานรับเลี้ยงเด็กโทรศัพท์มาแจ้งว่าเกิดเหตุฉุกเฉิน ให้รีบมาดูลูกชาย เมื่อมาถึงก็พบว่าน้องนาวาเสียชีวิตแล้ว สอบถามก็ได้คำตอบว่าขณะที่นอนหลับ น้องนาวาได้ถึงผ้าห่มมาปิดจมูกทำให้ขาดอากาศหายใจเสียชีวิต ทนายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร บอกว่า ตามกฏหมายแล้วเด็กที่จะสถานรับเลี้ยงเด็กจะมาดูแลได้ ต้องเป็นเด็กอายุเกิน 1 ปีแล้วเท่านั้น และต้องตรวจสอบด้วยว่าสถานรับเลี้ยงเด็กดังกล่าวมีพี่เลี้ยงอยู่กี่คน เพราะปกติแล้วต้องใช้พี่เลี้ยง 1 คนต่อ เด็ก 3 คน ซึ่งในกรณีที่มีเด็กเสียชีวิตเจ้าของและพี่เลี้ยงเด็กที่เป็นผู้รับผิดชอบเด็กคนดังกล่าว ต้องมีการชดเชยค่าเสียหาย ทั้งนี้หากพบว่าพี่เลี้ยงเด็กประมาทเลินเล่อจะต้องมีการดำเนินคดีอาญาด้วย ติดตามชมรายการคลายทุกข์ชาวบ้าน ได้ทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 14.15 น. ช่องอมรินทร์ทีวี 34 และติดตามข่าวสารประจำวัน และบทความความรู้ ความบันเทิงอื่นๆ ที่น่าสนใจ ได้ทางอมรินทร์ทีวีช่อง 34 

คืบหน้าคดีสิบเอกหึงโหดฆ่าเผา ‘น้องพลอย’ พบปฏิเสธในชั้นศาล

จากกรณี ‘น้องพลอย’ หรือ น.ส.พลอยนรินทร์ ผลิผล ที่ถูก ‘เอส’ หรือ นายพลกฤต วิเศษ อดีตทหารสังกัดศูนย์การทหารปืนใหญ่ลพบุรี อุ้มฆ่าและเผาอำพรางศพ ตั้งแต่วันที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ.2557 โดยพ่อแม่ของผู้ตายได้ออกมาร้องเรียนกับสื่อ จนกลายเป็นคดีโด่งดังเมื่อเดือนสิงหาคม 60 ที่ผ่านมานั้น (อ่านเพิ่มเติม สุดเศร้า! แม่ส่งไลน์บอกรักลูกสาวถูกอุ้มตัวนานนับปี เชื่อฝีมือแฟนทหารเคยขู่จะทำให้สาบสูญ (คลิป) / แม่น้องพลอยชี้ตัวแม่น “อดีตสิบเอก” สารภาพฆ่าบีบคอจนสิ้นใจ ก่อนนำร่างเผานั่งยาง – ตร.จ่อทำแผน) หลังจับกุมตัวนายพลกฤต วิเศษให้การสารภาพว่าฆ่าน้องพลอยจริงบนรถ และยังได้ขับรถที่มีศพน้องพลอยอยู่ภายใน เข้าไปในค่ายทหารเพื่อนำยางรถยนต์ไปใช้เผาอำพรางศพที่.สระบุรี ความคืบหน้าล่าสุดของคดีผู้สื่อข่าวได้เข้าไปพูดคุยกับนางพัชรี ปั้นทอง แม่ของน้องพลอย ทราบว่า ผู้ก่อเหตุได้ให้การปฏิเสธทุกกรณีในชั้นศาลและจะสู้คดี โดยในวันที่ 1-3 พ.ค. 61 นี้ศาลจะมีการนัดสืบพยานทั้งฝ่ายโจทก์และจำเลย ตอนนี้ที่บ้านยังเก็บข้าวของในห้องน้องพลอยไว้ในสภาพเดิมทุกอย่าง และทางครอบครัวยังทำใจไม่ได้ ทนายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร กล่าวถึงกรณีนี้ว่า หากทางจำเลยแพ้คดีก็ต้องได้รับโทษประหารชีวิตเพราะต่อสู้คดีไม่ได้ให้การรับสารภาพ ซึ่งในคดีประหารชีวิตใช้เวลาในการทำคำพิพากษาค่อนข้างนาน คาดว่าจะรู้ผลการตัดสินในกลางปี 61 นี้

สาวถูกดาบตำรวจคุกคาม-ใช้ปืนขู่ฆ่ายกครัว! ปมความรักตั้งแต่อดีต

จากกรณีที่มีการร้องเรียนผ่านเพจ บิ๊กเกรียน เพจเฟซบุ๊กชื่อดัง ว่าถูกดาบตำรวจคนหนึ่งจากสภ.บางเสาธง จ.สมุทรปราการ คุกคามร้ายแรงจนถึงขั้นขู่ฆ่า สาเหตุมาจากเรื่องรักๆ ใคร่ๆ ระหว่างนายตำรวจและผู้เสียหาย คุณคนิตา(นามสมมติ) ผู้เสียหาย เล่าว่า ตนและดาบตำรวจคนนี้เคยคบหากับเมื่อครั้งที่ยังเป็นวัยรุ่น และได้เลิกรากันไป ต่อมาตนได้แต่งงานมีสามี และได้มีโอกาสไปทำธุรกรรมที่สภ.บางเสาธงและพบกับดาบตำรวจนายนี้อีกครั้ง หลังจากนั้น ดาบตำรวจคนดังกล่าวก็ส่งข้อความมาคุกคามอยู่เรื่อยๆ แสดงความไม่พอใจ ส่งรูปอนาจาร มีการถ่ายรูปปืนข่มขู่ ถึงขั้นตามไปก่อกวนถึงที่บ้าน ทนายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ ให้ความเห็นในกรณีนี้ว่า ต้องมีการตรวจสอบว่าดาบตำรวจคนดังกล่าวใช้ปืนหลวงหรือปืนส่วนตัวในการข่มขู่ และในการตามหาที่อยู่ของฝ่ายหญิงใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่ตำรวจมาช่วยหรือไม่ เพราะถือเป็นความผิดทางวินัย นอกจากนี้คือเป็นความผิดฐานข่มขืนใจผู้อื่น ตามกฎหมายอาญามาตรา 309 มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 60,000 บาท ซึ่งในกรณีนี้มีการใช้อาวุธข่มขู่ โทษจึงเพิ่มขึ้นเป็นจำคุก 5 ปี ทางผกก.สภ.บางเสาธงก็ควรต้องมีการออกมาชี้แจงการกระทำของผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาด้วย ติดตามชมรายการคลายทุกข์ชาวบ้าน ได้ทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 14.15 น. ช่องอมรินทร์ทีวี 34 ติดตามข่าวสารประจำวัน และบทความความรู้ ความบันเทิงอื่นๆ ที่น่าสนใจ ได้ทางอมรินทร์ทีวี ช่อง 34 

พ่อค้าไล่ที่ผู้โดยสาร อ้างเช่าที่ขายของ ทำได้หรือไม่ถูกต้อง? (คลิป)

จากกรณีที่มีการเผยแพร่คลิปวิดีโอ พ่อค้าไล่ที่ผู้โดยสาร อ้างเช่าที่ขายของบนโลกออนไลน์ เมื่อช่วงเช้าของวันที่ 3 เม.ย. 61 ที่ผ่านมา โดยวิดีโอดังกล่าวเป็นภาพจากผู้โดยสารท่านหนึ่งขึ้นรถไฟขบวนที่ 75 สายกรุงเทพฯ-หนองคาย จากสถานีบางซื่อเพื่อไปท่องเที่ยวที่จ.พระนครศรีอยุธยา และพบว่าที่นั่งในขบวนรถไฟทั้งหมด 8 ที่นั่งเต็มไปด้วยสินค้าจากแม่ค้าพ่อค้า เมื่อมีผู้โดยสารไปนั่งก็ถูกไล่ โดยบอกว่าที่นั่งเหล่านี้ได้เช่ากับการรถไฟไว้แล้ว ถ้าข้องใจให้ไปถามกับผู้ว่าการรถไฟได้เลย ทางรายการคลายทุกข์ชาวบ้าน ได้โทรศัพท์สอบถามข้อมูลกับการรถไฟแห่งประเทศไทย ทราบว่า รถด่วนที่เป็นรถไฟตู้นอนหรือรถไฟระยะทางไกล หากมีการซื้อตั๋วก็สามารถนำของมาวางได้ แต่หากเป็นรถไฟโดยสารระหว่างเมืองธรรมดาไม่สามารถวางของได้ ซึ่งในกรณีนี้เป็นรถไฟวิ่งระยะทางไกลจึงอาจเป็นได้ว่าพ่อค้าแม่ค้าเหล่านี้มีการจองที่นั่งอย่างถูกต้อง ทนายรณรงค์ แก้วเพ็ชร์ ให้ความเห็นในกรณีนี้ว่า คำตอบที่การรถไฟไทยให้มานั้นยังไม่ชัดเจน การอนุญาตให้ใช้รถไฟขนของก็อาจต้องมีการทบทวนว่า การรถไฟให้ความสำคัญกับสิ่งของหรือกับมนุษย์มากกว่า ซึ่งเป็นไปตามหลักปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ต้องเห็นประโยชน์ของคนส่วนรวมเป็นสำคัญ หากจะให้มีการให้ขนของ หรือเปิดให้จองที่ขายของบนรถไฟก็ควรเปิดเป็นตู้เฉพาะไม่มาปะปนกับผู้โดยสารทั่วไปน่าจะสะดวกกว่า ชมรายการคลายทุกข์ชาวบ้าน ได้ทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 14.15 น. ช่องอมรินทร์ทีวี 34 ติดตามข่าวสารประจำวัน และบทความความรู้ ความบันเทิงอื่นๆ ที่น่าสนใจ ได้ใน http://www.amarintv.com/

คืบหน้า 1 ปี เด็กถูกพี่เลี้ยงทำร้าย กะโหลกร้าว อาการสาหัส (คลิป)

เด็กถูกพี่เลี้ยงทำร้าย เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้ง ยากที่จะแก้ไขและป้องกัน และในเดือนเม.ย.61 นี้ก็ถือว่าครบรอบ 1 ปี กรณีสุดสะเทือนใจ เมื่อน้องเฌอแตมวัยเพียง 7 เดือน คาดว่าถูกพี่เลี้ยงทำร้ายจนศีรษะได้รับการกระทบกระเทือนอย่างหนัก มีอาการเลือดคั่งในสมอง กะโหลกร้าว สมองบวม ต้องนำส่งห้องฉุกเฉิน และพบว่าอาการล่าสุดไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้เมื่อเทียบกับเด็กในวัยเดียวกัน คุณประกาย แม่ของน้องเฌอแตม เล่าว่า ครอบครัวของมีอาชีพค้าขาย ต้องเดินทางเป็นประจำ จึงจำเป็นต้องฝากลูกไว้กับพี่เลี้ยง ในวันหนึ่งที่เธอมีความจำเป็นต้องฝากลูกไว้ข้ามคืน ก็ได้รับโทรศัพท์จากพี่เลี้ยงกลางดึกว่า น้องเฌอแตมไม่สบายให้มารับด่วน เมื่อครอบครัวมาถึงพบว่าลูกของตนมีอาการตัวเหลืองซีด หายใจทางจมูกไม่ได้ เกร็ง ตาเบลอ ปากแห้ง เรียกก็ไม่ตอบสนอง จึงรีบพาไปส่งโรงพยาบาล สอบถามสาเหตุจากทางพี่เลี้ยงก็ไม่ได้คำตอบ ต่อมาพ่อแม่จึงได้เข้าแจ้งความและร้องเรียนที่มูลนิธิปวีณา หงสกุล โดยพี่เลี้ยงปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ตำรวจจึงตั้งข้อหาประมาทจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บสาหัส ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้พี่เลี้ยงชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 3 แสนบาท และต้องโทษจำคุกไม่รอลงอาญา 6 เดือน 15 วัน แต่มีการใช้หลักทรัพย์ประกันตัวออกมาสู้คดี ตอนนี้อยู่ระหว่างการยื่นอุทธรณ์ โดยทางครอบครัวของน้องเฌอแตมบอกว่า ไม่เคยได้รับการชดเชยจากคู่กรณีเลยแม้แต่บาทเดียว เมื่อเรื่องราวนี้ถูกเผยแพร่ในโลกออนไลน์อีกครั้ง จึงเกิดเป็นข้อวิพากย์วิจารณ์ว่า โทษที่ศาลตัดสินนั้นน้อยเกินไปไหม? ทนายตั้ม ษิทรา […]

คืบหน้า ‘น้องสี่’ เหยื่อยิงผิดตัว ตาบอด 2 ข้าง-จมูกไม่รับกลิ่น ผู้ก่อเหตุไม่เคยเยียวยา

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 3 ธ.ค. 58 เกิดเหตุหญิงสาวรายหนึ่งชื่อว่า น้องสี่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 กำลังขับขี่รถจักรยานยนต์อยู่บนถนนตามปกติ แต่ในขณะที่รถติดไฟแดงอยู่นั้น ก็มีคนวิ่งตามมาประกบ และใช้ปืนยิงเข้าที่ศีรษะจนเป็นเหตุให้เธอตาบอดทั้ง 2 ข้าง น้องสี่ เล่าให้ฟังว่า ขณะเกิดเหตุเป็นช่วงเวลาเย็นๆ ช่วงหัวค่ำ ตนกับลูกพี่ลูกน้องได้ขี่รถจักรยานยนต์ออกมาเพื่อทานข้าวเย็น ระหว่างทางเจอกลุ่มวัยรุ่นกำลังทะเลาะกัน พวกตนก็ขี่รถผ่านมาไม่ได้สนใจอะไร จนถูกตามมายิงดังกล่าว อาวุธที่ผู้ก่อเหตุใช้เป็นปืนลูกซองไทยประดิษฐ์ ยิงในระยะ 5 เมตร เข้าบริเวณศีรษะ กระสุนแตกและฝังบริเวณใบหน้าและดวงตา จากเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้น้องสี่ตาบอดทั้ง 2 ข้าง และจมูกก็ไม่สามารถรับกลิ่นได้อีกต่อไป ไม่สามารถเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยที่ต้องการและประกอบอาชีพที่ฝันอย่างอาชีพแอร์โฮสเตสได้ โดยผู้ก่อเหตุถูกจับกุมและถูกตัดสินโทษจำคุก 5 ปี ในข้อหาพยายามฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา ข้อหาพกพาอาวุธปืนพร้อมบรรจุลูกกระสุนไปในที่สาธารณะ แต่ทั้งนี้ทางผู้ต้องหาไม่เคยเข้ามาช่วยเหลือเยียวยาเธอเลย ทนายตั้ม ษิทรา เบี้ยบังเกิด เลขาธิการมูลนิธิทีมงานทนายประชาชนฯ ให้ความเห็นในกรณีนี้ว่า น้องสี่สามารถเรียกร้องเอาผิดทางแพ่งเพื่อเรียกร้องค่ารักษาพยาบาลและเงินเยียวยาได้ แต่ถ้าผู้ต้องหาไม่มีเงินชดใช้ให้ก็ยากที่จะได้อะไรกลับมา เพราะผู้ต้องหาก็ได้รับโทษทางอาญาไปแล้ว ติดตามชมรายการคลายทุกข์ชาวบ้าน ได้ทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 14.15 น. ช่องอมรินทร์ทีวี 34

พริตตี้สาวโวย! จ้างมาเอ็นเตอร์เทน แต่ถูกบังคับ-เกือบโดนขืนใจ

จากกรณีแชร์คลิปในโลกออนไลน์ เป็นภาพของพริตตี้สาวชื่อว่าน้องเฟรม(นามสมมติ) ที่ถูกว่าจ้าง ไปสถานที่ปิดแห่งหนึ่งซึ่งเป็นห้องอาหารให้ไปร้องเพลงและเต้น เพื่อให้ความบันเทิงในงานเลี้ยง ก่อนที่แขกในงานเลี้ยงคนหนึ่งจะบอกให้เธอลงไปในสระว่ายน้ำ เธอก็แจ้งว่าตนเป็นประจำเดือนอยู่ไม่สามารถทำตามคำขอได้ กลุ่มคนดังกล่าวจึงเข้ามาฉุดกระชาก ทำให้เธอได้รับบาดเจ็บ น้องเฟรมได้ถ่ายรูปไว้เป็นหลักฐานว่าตามร่างกายมีร่องรอยการฉุดกระชาก แผลถลอก มีรอยช้ำจากการถูกลวนลาม เธอจึงตัดสินใจยกเลิกการทำงานและจะเดินทางกลับ แต่ผู้ว่าจ้างก็ไม่พอใจ โวยวายว่าเธอยังไม่ได้ทำงานจนเสร็จ ทั้งนี้มีการระบุข้อความในทำนองว่าผู้ว่าจ้างเป็นคนในระบบราชการอีกด้วย ทนายเกิดผล แก้วเกิด ให้ความเห็นในกรณีนี้ว่า การบังคับให้ลงน้ำหรือกระทำการอื่นๆ ที่เจ้าตัวไม่ยินยอม ถือว่ามีความผิดต่อเสรีภาพตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 309 โทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี และการฉุดกระชากหรือผลักลงน้ำ ก็ถือเป็นความผิดฐานทำร้ายร่างกาย ควรจะมีการดำเนินคดีให้ถึงที่สุด หากเป็นข้าราชการจริงก็มีความผิดทางวินัย นอกจากนี้สาวๆ พริตตี้มีสิทธิ์ยกเลิกงานได้ เพราะสาเหตุมาจากอาการบาดเจ็บที่เกิดจากตัวผู้ว่าจ้างเอง ชมรายการคลายทุกข์ชาวบ้าน ได้ทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 14.15 น. ช่องอมรินทร์ทีวี 34

ผ่านมา 1 ปี ไม่มีการช่วยเหลือ! ย่าหมดตัว ดูแลหลานพิการเพราะถูกรถเมล์ทับ

ย้อนไปเมื่อวันที่ 6 กันยายน 59 เกิดกรณีที่นักศึกษา 2 คน ชื่อว่าน้องจุ๊บแจง และน้องบูม อายุ 18 ปี ที่กำลังขับรถจักรยานยนต์ไปโรงเรียนและถูกรถเมล์ของขสมก.เฉี่ยวชน เป็นเหตุให้น้องจุ๊บแจงต้องกลายเป็นคนพิการ ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ และน้องบูมเป็นอัมพาตครึ่งท่อนล่าง หลังเกิดเหตุได้มีการแจ้งความไว้ที่สน.พญาไท แต่คดีก็ไม่มีความคืบหน้า รายการคลายทุกข์ชาวบ้าน ได้เข้าไปตรวจสอบสภาพความเป็นอยู่ และความคืบหน้าของการช่วยเหลือ ที่บ้านของน้องจุ๊บแจง จ.ราชบุรี อีกครั้ง หลังเมื่อเดือนกรกฎาคม 60 ทางครอบครัวของน้องจุ๊บแจงได้เข้ามาร้องทุกข์ที่รายการ โดยล่าสุด คุณย่าซึ่งเป็นผู้ดูแลน้องจุ๊บแจง เล่าว่า น้องจุ๊บแจงมีอาการและสภาพจิตใจดีขึ้น เริ่มพูดได้ แต่ไม่สามารถนั่งด้วยตนเองได้ ต้องมีคนพยุง แต่ด้านสถานะการเงินค่อนข้างเดือดร้อนหนัก เนื่องจากค่ารักษาพยาบาลในแต่ละเดือนค่อนข้างมาก และต้องจ้างคนมาช่วยดูแล รวมแล้วตกเดือนละประมาณ 2 หมื่นบาท นอกจากนี้ทั้งบ้านทั้งรถที่มีก็กำลังจะโดนยึด ทางรถเมล์ซึ่งเป็นคู่กรณีก็ไม่เคยเข้ามาช่วยเหลือเยียวยา ในส่วนของความคืบหน้าคดีความจะมีการสืบพยานอีกครั้งในเดือนมิถุนายนนี้ ชมรายการคลายทุกข์ชาวบ้าน ได้ทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 14.15 น. ช่องอมรินทร์ทีวี 34

โดนหมายจับหลังถูกแอบอ้างชื่อ สวมสิทธิ์เป็นเจ้าของเรือประมง

เรื่องราวร้องทุกข์ของ ธีระศักดิ์ ศิวะวิรุฬห์เทพ ที่ถูกตำรวจล้อมจับเมื่อวันที่ 29 ธ.ค. 60 ที่ผ่านมา ในข้อหาเป็นเจ้าของเรือและไม่นำเรือมาตรวจสภาพและแจ้งรายละเอียดเกี่ยวกับเรือตามที่กรมเจ้าท่ากำหนด โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจสภ.ปากช่อง ได้ส่งตัวไปที่สน.พลับพลาไชย ซึ่งเป็นเจ้าของคดี บอกว่าเขาเป็นเจ้าของเรือที่ชื่อว่า ‘เอกทวีทรัพย์3’ ขนาด 89 ตัน ซึ่งธีระศักดิ์ยืนยันว่าไม่ได้เป็นเจ้าของ แม้แต่ชื่อเรือก็ไม่เคยได้ยินมาก่อน เรือลำดังกล่าวต่อขึ้นมาเมื่อ 30 ปีที่แล้วในมูลค่า 15 ล้านบาท มีหนังสือสัญญาว่าได้ขายและโอนย้ายกรรมสิทธิ์เป็นของธีระศักดิ์ ในปีพ.ศ.2536 ในราคาเพียง 250,000 บาทเท่านั้น โดยเจ้าของเรือคนก่อนมีทั้งหมด 3 ชื่อด้วยกัน ซึ่งธีระศักดิ์ก็ยืนยันอีกเช่นกัน ว่าไม่เคยรู้จักหรือพบกับทั้งสามคนมาก่อน ต่อมาได้ติดต่อขอตรวจสอบในหนังสือกรรมสิทธิ์จากกรมเจ้าท่า พบว่าลายเซ็นต์ในเอกสารคล้ายกับของตนจริง ทั้งนี้เมื่อ 25 ปีก่อน ธีระศักดิ์เคยทำอาชีพประมง เคยมีเรือและจดทะเบียนกับกรมเจ้าท่า โดยในใบกรรมสิทธิ์ม่ีข้อผิดปกติคือมีรอยตัดเจาะบริเวณลายเซ็นต์ของตน เหมือนเอาลายเซ็นต์จากใบทะเบียนเรือเดิมที่เคยมีอ มาติดแปะในทะเบียนเรือลำนี้ ทนายตั้ม ษิทรา เบี้ยบังเกิด เลขาธิการมูลนิธิทีมงานทนายประชาชนฯ ให้ความเห็นในกรณีนี้ว่า ถ้าธีระศักดิ์ยอมรับว่าเป็นเจ้าของเรือก็ต้องเสียค่าปรับตามหมายจับ ได้เรือมาเป็นทรัพย์สินฟรีๆ แต่ทั้งนี้ก็ไม่รู้ว่าเรือลำดังกล่าวเคยถูกนำไปใช้ทำสิ่งผิดกฎหมายมาหรือไม่ เช่นคดีค้ามนุษย์ หรือน้ำมันเถื่อน อาจเกิดเป็นปัญหาใหญ่ตามมาได้ ซึ่งเมื่อตรวจสอบก็พบว่า นี่ไม่ใช่ครั้งแรกแต่มีกรณีที่เกิดขึ้นในลักษณะเดียวกันนี้อีก 4-5 […]

แฉ! ศูนย์จัดหาแม่บ้าน-พี่เลี้ยง ไร้คุณภาพ ค้างค่าจ้างแถมเบี้ยวเงินประกัน

เตือนภัยสำหรับครอบครัวที่ต้องการแม่บ้านหรือพี่เลี้ยงดูแลคนชราที่บ้าน กับกรณีของ คุณฝน ที่ได้เข้าใช้บริการศูนย์ดูแลคนชราแห่งหนึ่ง มีนามบัตรและการจดทะเบียนบริษัทถูกต้อง เพืื่อจ้างพี่เลี้ยงมาดูแลคุณยายอายุ 92 ปี เพราะทุกคนในครอบครัวต้องออกไปทำงานกันทุกคน โดยจ่ายมัดจำไป 14,000 บาท และค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ดอื่นๆ เช่นค่ารถและค่านายหน้า ทั้งนี้พี่เลี้ยงคนแรกทำงานไม่น่าประทับใจ ไม่รักษาความสะอาด ด่าทอคุณยาย ทำงานได้ 7 วันจึงขอเปลี่ยนคน โดยตามสัญญาสามารถเปลี่ยนได้ 3 ครั้ง โดยคนที่ 2 เป็นคนต่างด้าวไม่ได้จดทะเบียน ทำงานได้ประมาณ 5 เดือน คุณฝนก็ทำเรื่องขออนุญาตทำงานในประเทศไทยให้โดยศูนย์บริการคนชราไม่เข้ามาช่วยเหลือ หรือดำเนินการในส่วนนี้เลย แต่พี่เลี้ยงคนนี้ต้องเดินทางกลับประเทศเนื่องจากเหตุผลจำเป็น เลยได้เปลี่ยนพี่เลี้ยงอีกครั้ง ซึ่งคนที่ 3 มาทำงานแทนเป็นเวลา 7 วัน แต่ก็ดูแลได้ไม่ดีเพราะเป็นแม่บ้านไม่ได้รับการอบรมเรื่องดูแลคนชรามา ก่อนจะได้พี่เลี้ยงคนที่ 4 และยกเลิกสัญญากันไป เมื่อสิ้นสุดสัญญาจ้างจะขอเงินมัดจำจำนวน 14,000 บาทคืน ทางบริษัทก็อิดออดไม่ยอมคืนให้ ตรวจสอบว่าทางพี่เลี้ยงของตน และพี่เลี้ยงคนอื่นๆ ที่บริษัทนี้เป็นนายหน้าจัดหางาน ก็ถูกค้างค่าจ้างอยู่เป็นจำนวนหนึ่ง รวมถึงพี่เลี้ยงคนสุดท้ายของคุณฝนเองก็ไม่ได้รับค่าจ้างเช่่นกัน จึงอยากออกมาเปิดเผยเรื่องราวดังกล่าวเพื่อไม่ให้ทางบริษัทดังกล่าวกระทำการเช่นนี้อีก ทนายตั้ม ษิทรา เบี้ยบังเกิด เลขาธิการมูลนิธิทีมงานทนายประชาชนฯ ให้ความเห็นในกรณีนี้ว่า เป็นกรณีผิดสัญญาว่าจ้าง […]

นายตำรวจหลอกประชาชน อ้างเอาเงินไปลงทุน สุดท้ายสูญกว่า 2 ล้านบาท

การหลอกลวงเกิดขึ้นได้กับทุกคน ทุกที่ แม้กระทั่งจากข้าราชการที่มีหน้าที่ในการดูแลปกป้องประชาชนอย่าง ‘ตำรวจ’ เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจรายหนึ่ง หลอกเอาเงินของคุณป้าชาวนา อ้างว่าจะเอามาลงทุน มอบเงินให้มากกว่า 2 ล้านบาท สุดท้ายไม่ได้อะไรกลับคืนมาเลย ขอเงินคืนก็ไม่ได้สักบาท เหตุการณ์นี้เกิดตอนปีมีนาคม พ.ศ. 2557 กับคุณป้ากลอย ไกรทอง จากจังหวัดนครนายก โดยเริ่มรู้จักนายตำรวจคนนี้ เนื่องจากมีพี่ชายเป็นคนติดสุรา ชอบอาละวาด เลยต้องไปแจ้งตำรวจบ่อยๆ จนรู้สึกสนิทคุ้นเคย ไว้วางใจ จนนายตำรวจคนดังกล่าวก็มาชักชวนให้ไปลงทุนในธุรกิจซื้อ-ขายที่ดิน ตอนแรกก็ปฏิเสธไปเนื่องจากยังมีภาระ มีลูก 2 คนที่ต้องเลี้ยงดู และยังต้องผ่อนส่งที่นา แต่นายตำรวจคนนี้ก็เกลี้ยกล่อมว่าเงินที่ได้ก้อนแรกก็ปลดที่นาได้เลย ตนเห็นว่าเปนคนคุ้นเคยและมีอาชีพที่น่าเชื่อถือจึงตัดสินใจร่วมลงทุนด้วย โดยนายตำรวจทยอยเอาเงินจากคุณป้าเรื่อย ครั้งละ 5 หมื่นบาทบ้าง 1 แสนบาทบ้าง มากสุดคือเคยให้ไป 2 แสน ทุกครั้งที่ให้ไปเป็นเงินสด และเป็นเงินที่ป้ากลอยเองก็กู้ยืมมาให้ รวมแล้วกว่า 2.2 ล้านนบาท เมื่อถามถึงเรื่องการลงทุนนายตำรวจคนนี้ก็ผัดผ่อนไปเรื่อย ไม่เคยได้ผลกำไรได้ตอบแทนมาจึงรู้แน่ชัดว่าถูกหลอก ทั้งนี้คุณป้าได้เข้าพบกับผู้กำกับสน.ที่นายตำรวจคนนี้ประจำการอยู่ เพื่อให้มีการนัดคืนเงินจำนวน 2.2 ล้านบาท แต่นายตำรวจคนดังกล่าวก็ไม่มาตามนัด จึงได้มีการแจ้งความข้อหาฉ้อโกง และยื่นเรื่องต่อศาลในคดีแพ่ง […]

เตือนภัย! อ้างเป็นจนท.ธนาคารจะปล่อยสินเชื่อ สุดท้ายหลอกโอนเงินร่วม 100 ราย

อุทธาหรณ์เตือนใจสำหรับผู้ร้อนเงิน ว่าอย่าคว้าข้อเสนอที่มีคนยื่นมาง่ายๆ เพราะมีมิจฉาชีพจำนวนไม่น้อยที่พร้อมจะหลอกลวงผู้ที่ลำบาก อย่างเช่นกรณีนี้ ที่บรรดาลูกจ้างรายได้น้อยกว่าร้อยราย ต่างถูกหลอกจากมิจฉาชีพที่อ้างว่าตัวเองเป็นเจ้าหน้าที่สินเชื่อของธนาคาร สามารถปล่อยเงินกู้ให้ได้โดยไม่ต้องมีเงื่อนไขมากมาย มารี ปุยเงิน ผู้เสียหายเล่าให้ฟังว่า เหตุการณ์เริ่มต้นจากมิจฉาชีพโทรศัพท์เข้ามาหาอ้างว่าตัวเองเป็นพนักงานของธนาคาร มีโปรโมชั่นปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยถูกกว่าทุกธนาคาร แม้ทางผู้เสียหายจะบอกว่าเคยยื่นเรื่องไปแล้วแต่เครดิตไม่ผ่าน มิจฉาชีพก็เกลี้ยกล่อมโดยการอ้างว่าจะทำให้เป็นกรณีพิเศษ ไม่ต้องมีการเช็กประวัติ โดยสิ่นเชื่อวงเงิน 50,000 บาท มีค่าธรรมเนียม 1,500 บาท สินเชื่อวงเงิน 100,000 บาท ค่าธรรมเนียม 3,000 บาท และสินเชื่อวงเงิน 150,000 บาท ค่าธรรมเนียม 3,500 บาท นอกจากนี้ยังบอกให้มารีไปชักชวนเพื่อนคนอื่นๆ มาทำด้วย โอนเงินไปให้มิจฉาชีพกว่า 2 แสนบาท สุดท้ายเมื่อถึงวันรับสินเชื่อมิจฉาชีพกลับหนีหาย ผู้เสียหายหลายคนก็คิดว่าตัวมารีเองเป็นผู้ที่หลอกเอาเงินไปใช้เอง เมื่อเข้าพบเจ้าหน้าที่ตำรวจพบว่ามีผู้เสียหายร่วม 100 คน ทนายเจมส์ นิติธร แก้วโต ให้ความเห็นในกรณีนี้ว่า ผู้เสียหายควรกลับไปหาพนักงานสอบสวน ขอให้ออกหนังสือขอให้ธนาคารอายัติบัญชีของมิจฉาชีพดังกล่าว เพื่อป้องกันไม่ให้มีผู้เสียหายรายอื่นโอนเงินเข้าบัญชีของมิจฉาชีพได้อีก เพราะปกติแล้วกลุ่มคนเหล่านี้เมื่อมีเงินเข้ามาจะรีบถอนออกทันที ชมรายการคลายทุกข์ชาวบ้าน ได้ทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 14.15 น. ช่องอมรินทร์ทีวี […]

keyboard_arrow_up