Logo site Amarintv 34HD
logo duooneLogo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
กทม.ฝนตกแช่นาน 30ชม. “ซุปเปอร์เอลนีโญ” เติมความชื้น น้ำทะเลหนุนซ้ำเติม
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

กทม.ฝนตกแช่นาน 30ชม. “ซุปเปอร์เอลนีโญ” เติมความชื้น น้ำทะเลหนุนซ้ำเติม

27 ก.ย. 69
15:24 น.
แชร์

สถานการณ์น้ำท่วมในกรุงเทพฯ ช่วงปลายเดือนกันยายน 2569 ไม่ได้เกิดจากฝนตกหนักเพียงช่วงใดช่วงหนึ่ง แต่เป็นผลจากหลายปัจจัยที่เกิดขึ้นพร้อมกัน ตั้งแต่กลุ่มเมฆฝนที่วนและแช่อยู่เหนือกรุงเทพฯ เป็นเวลานาน ปริมาณไอน้ำในบรรยากาศที่อยู่ในระดับสูง ไปจนถึงน้ำทะเลหนุนและลมแรงในอ่าวไทยตอนใน ซึ่งทำให้การระบายน้ำออกจากเมืองทำได้ยากขึ้น

ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ นักวิชาการด้านทะเลและสิ่งแวดล้อม จากคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ อธิบายผ่านรายงานสถานการณ์วันที่ 26 กันยายน 2569 ว่า ฝนรอบนี้มีลักษณะแตกต่างจากพายุที่เคลื่อนผ่านเข้ามาแล้วออกไป เพราะกลุ่มเมฆฝนหมุนวนอยู่เหนือกรุงเทพฯ และพื้นที่ใกล้เคียง ทำให้ฝนตกต่อเนื่องยาวนานราว 30 ชั่วโมง โดยเฉพาะกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก ภาคตะวันออก และพื้นที่โดยรอบ

เมื่อฝนตกสะสมต่อเนื่อง น้ำจำนวนมากจึงไหลเข้าสู่ระบบระบายน้ำในเวลาใกล้เคียงกัน กระทั่งระบบไม่สามารถรองรับและระบายออกได้ทัน ขณะเดียวกัน ช่วงที่น้ำทะเลหนุนสูงและลมในอ่าวไทยพัดน้ำเข้าหาฝั่ง ยังเปรียบเสมือนแรงต้านที่ปลายทาง ทำให้น้ำในเมืองไหลออกสู่ทะเลได้ช้าลง

อย่างไรก็ตาม ในรายงานวันที่ 27 กันยายน 2569 ผศ.ดร.ธรณ์ประเมินว่า สถานการณ์ได้ผ่านจุดรุนแรงที่สุดไปแล้ว สภาพอากาศเริ่มกลับเข้าสู่รูปแบบปกติของฤดูฝน คือกลุ่มเมฆเคลื่อนตัวเข้ามา ทำให้ฝนตกเป็นช่วงแล้วเคลื่อนผ่านไป แทนที่จะวนอยู่กับที่เป็นเวลานาน แต่กรุงเทพฯ ยังต้องใช้เวลาระบายน้ำค้างออกจากพื้นที่ และยังต้องจับตาผลจากลมแรงและน้ำทะเลหนุนในระยะสั้น

ฝนไม่ได้เพียง “ตกหนัก” แต่แช่อยู่กับที่นาน 30 ชั่วโมง

ปัจจัยแรกที่ทำให้สถานการณ์รุนแรง คือรูปแบบการเคลื่อนตัวของกลุ่มเมฆฝน ผศ.ดร.ธรณ์อธิบายว่า ในช่วงก่อนรายงานวันที่ 26 กันยายน กลุ่มเมฆไม่ได้เคลื่อนผ่านกรุงเทพฯ อย่างรวดเร็ว แต่หมุนวนและตกซ้ำอยู่เหนือพื้นที่เดิม ฝนจึงตกต่อเนื่องทั้งในระดับเบาและหนักรวมเวลาราว 30 ชั่วโมง

ลักษณะเช่นนี้ทำให้การคาดการณ์ทำได้ยากกว่าพายุที่มีทิศทางเคลื่อนตัวชัดเจน เพราะไม่สามารถระบุได้ง่ายว่ากลุ่มฝนจะออกจากพื้นที่เมื่อใด ที่สำคัญ แม้ฝนในบางช่วงจะไม่หนักมาก แต่เมื่อตกต่อเนื่องเป็นเวลานาน ปริมาณน้ำสะสมก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนเกินขีดความสามารถของระบบระบายน้ำในบางพื้นที่

จุดสำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่ความรุนแรงของฝนในช่วงเวลาใดช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น แต่อยู่ที่ “ระยะเวลา” และการตกซ้ำในพื้นที่เดิมด้วย ซึ่งช่วยอธิบายว่าเหตุใดถนนบางสายจึงมีระดับน้ำเพิ่มขึ้น แม้ฝนจะไม่ได้ตกหนักตลอดทั้ง 30 ชั่วโมง

ไอน้ำในบรรยากาศสูง เติมเชื้อให้ฝนตกต่อเนื่อง

คำถามสำคัญคือ เหตุใดกลุ่มฝนจึงมีน้ำให้ตกลงมาได้ต่อเนื่องเป็นเวลานาน

ผศ.ดร.ธรณ์ประเมินว่า ปัจจัยเบื้องหลังส่วนหนึ่งมาจากปริมาณไอน้ำในบรรยากาศที่อยู่ในระดับสูง โดยเชื่อมโยงกับภาวะซุปเปอร์เอลนีโญ อุณหภูมิน้ำทะเลที่ร้อนจัด และอากาศที่ร้อนขึ้น ซึ่งทำให้น้ำระเหยขึ้นสู่บรรยากาศมากกว่าเดิม

ผศ.ดร.ธรณ์อธิบายหลักการว่า เมื่ออุณหภูมิอากาศสูงขึ้น 1 องศาเซลเซียส อากาศจะสามารถรองรับไอน้ำได้เพิ่มขึ้นประมาณ 7% เมื่อบรรยากาศมีความชื้นสะสมอยู่มาก และเกิดสภาพอากาศที่ทำให้เมฆฝนวนอยู่เหนือพื้นที่เดิม จึงมีโอกาสเกิดฝนที่ตกได้นานและมีปริมาณสะสมสูง

อย่างไรก็ตาม คำอธิบายดังกล่าวควรมองเป็นปัจจัยที่ช่วยเพิ่มความรุนแรงของฝน ไม่ใช่สาเหตุเดียวของน้ำท่วม เพราะระดับความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงยังขึ้นอยู่กับตำแหน่งของกลุ่มฝน ระยะเวลาที่ฝนตก ความสามารถของระบบระบายน้ำ และระดับน้ำที่ปลายทางในช่วงเวลาเดียวกัน

น้ำทะเลหนุน-ลมแรง ทำให้กรุงเทพฯ ระบายน้ำได้ยากขึ้น

อีกปัจจัยที่ซ้ำเติมสถานการณ์คือระดับน้ำทะเลและลมในอ่าวไทยตอนใน ตามรายงานวันที่ 26 กันยายน ช่วงน้ำทะเลหนุนสูงอยู่ใกล้รุ่งราว 04.00-05.00 น. และช่วงเย็นราว 17.00-18.00 น.

ผศ.ดร.ธรณ์ระบุว่า ผู้เชี่ยวชาญด้านสมุทรศาสตร์ของคณะประมงพบว่า ระดับน้ำในช่วงน้ำขึ้นสูงสุดมีลักษณะสูงผิดปกติอยู่บ้าง ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับหย่อมความกดอากาศ คลื่นลม และแรงลมที่พัดน้ำจากอ่าวไทยเข้าสู่ชายฝั่ง

กลไกนี้มีผลต่อกรุงเทพฯ เพราะการระบายน้ำไม่ได้ขึ้นอยู่กับเครื่องสูบน้ำหรือท่อระบายน้ำภายในเมืองเพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับระดับน้ำบริเวณปลายทาง หากน้ำทะเลอยู่ในระดับสูง ความแตกต่างระหว่างระดับน้ำในเมืองกับด้านนอกจะลดลง ทำให้ระบายน้ำออกได้ช้ากว่าช่วงน้ำลง

ในวันที่ 27 กันยายน แม้ลมที่พัดจากอ่าวไทยจะช่วยให้กลุ่มเมฆเคลื่อนตัวและไม่แช่อยู่เหนือกรุงเทพฯ เหมือนช่วงก่อนหน้า แต่ลมชุดเดียวกันกลับสร้างข้อจำกัดอีกด้านหนึ่ง เพราะมีความเร็วมากกว่า 40 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และพัดเข้าหาฝั่งบริเวณอ่าวไทยตอนใน

ผศ.ดร.ธรณ์อธิบายว่า ลมดังกล่าวช่วยดันมวลน้ำและคลื่นที่สูงมากกว่า 1 เมตรเข้าสู่ชายฝั่ง ครอบคลุมพื้นที่อย่างสมุทรสาคร สมุทรปราการ กรุงเทพฯ ฉะเชิงเทรา และบริเวณโดยรอบ เมื่อเกิดพร้อมกับช่วงน้ำทะเลหนุนสูง จึงยิ่งทำให้น้ำจากกรุงเทพฯ ระบายออกได้ยาก และเพิ่มความเสี่ยงที่น้ำจะเอ่อล้นหรือปลายคลื่นจะซัดเข้าพื้นที่ชายฝั่ง

สำหรับชุมชนชายฝั่ง ผู้ประกอบการร้านอาหาร ที่พัก อาคารริมน้ำ และชาวประมงพื้นบ้าน จึงต้องระวังทั้งระดับน้ำ ลมแรง คลื่น และความมั่นคงของเรือหรือทรัพย์สินบริเวณชายฝั่ง แม้สถานการณ์ดังกล่าวไม่ใช่คลื่นยักษ์หรือสึนามิก็ตาม

ระบบระบายน้ำรับน้ำสะสมไม่ทัน แต่สถานการณ์เริ่มผ่านจุดพีค

เมื่อฝนตกซ้ำในพื้นที่เดิมนานราว 30 ชั่วโมง ปริมาณน้ำสะสมจึงเพิ่มเร็วกว่าที่ระบบจะระบายออกได้ ผศ.ดร.ธรณ์ระบุว่า ระบบระบายน้ำของกรุงเทพฯ ไม่สามารถรับมือกับน้ำปริมาณมหาศาลที่เข้ามาต่อเนื่องในช่วงดังกล่าวได้ โดยเฉพาะเมื่อจังหวะเร่งระบายน้ำต้องเผชิญกับน้ำทะเลหนุนและลมที่ดันน้ำกลับเข้าหาฝั่ง

อย่างไรก็ดี ภายในวันที่ 27 กันยายน สัญญาณหลายด้านเริ่มดีขึ้น ตัวอย่างเช่น ถนนเอกมัยในบริเวณที่ ผศ.ดร.ธรณ์ติดตามกลับมาแห้งและรถทุกประเภทสัญจรได้ตามปกติ ขณะที่รูปแบบฝนเปลี่ยนจากฝนแช่เป็นกลุ่มฝนที่เคลื่อนผ่าน ทำให้มีช่วงว่างสำหรับเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่มากขึ้น

ผศ.ดร.ธรณ์คาดว่า ลมแรงในอ่าวไทยจะเริ่มสงบลงในคืนวันที่ 27 กันยายน และสภาพอากาศในวันที่ 28 กันยายนจะกลับเข้าสู่ลักษณะปกติของฤดูฝนมากขึ้น อย่างไรก็ตาม กรุงเทพฯ อาจยังต้องใช้เวลาราว 2 วันในการระบายน้ำที่ค้างอยู่ หากไม่มีฝนขนาดใหญ่ตกลงมาเติมอย่างต่อเนื่อง

นั่นหมายความว่า การที่ฝนเริ่มลดลงไม่ได้ทำให้ความเสี่ยงสิ้นสุดลงทันที สิ่งที่ต้องติดตามยังรวมถึงฝนระลอกใหม่ ระดับน้ำทะเลในช่วงใกล้รุ่งและช่วงเย็น ตลอดจนประสิทธิภาพในการเร่งระบายน้ำช่วงที่ระดับน้ำด้านนอกลดต่ำลง

บทเรียนสำคัญ: ยุคโลกร้อนไม่ควรรับมือด้วยกรอบคิดแบบเดิม

นอกเหนือจากปัจจัยทางธรรมชาติ เหตุการณ์ครั้งนี้ยังสะท้อนช่องว่างด้านการเตือนภัยและการบริหารสถานการณ์ ผศ.ดร.ธรณ์ยกตัวอย่างว่า น้ำเริ่มท่วมถนนเอกมัยตั้งแต่ช่วงกลางดึกถึงเช้ามืด แต่การแจ้งเตือนยกระดับน้ำสูงมาถึงในเวลาประมาณ 10.00 น. ของวันถัดมา ขณะที่ความช่วยเหลือหลายส่วนเริ่มเข้ามาหลังเกิดน้ำท่วมแล้ว

ผศ.ดร.ธรณ์จึงเสนอให้ทบทวนข้อจำกัดทั้งด้านระบบเตือนภัย การประสานความช่วยเหลือ และกฎระเบียบที่อาจทำให้การตอบสนองล่าช้า เพราะเมื่อโลกอุ่นขึ้นและบรรยากาศมีไอน้ำมากขึ้น เหตุการณ์ฝนสุดขั้วหรือรูปแบบฝนที่ต่างจากอดีตอาจเกิดบ่อยขึ้น การใช้ข้อมูลในอดีตเพียงอย่างเดียวเพื่อกำหนดขอบเขตความเสี่ยงในอนาคตจึงอาจไม่เพียงพอ

“คำว่าคาดไม่ถึง” จึงไม่ควรถูกใช้เป็นข้อสรุปในการรับมือภัยพิบัติยุคโลกร้อน สิ่งที่จำเป็นคือการวางแผนจากกรณีเลวร้ายที่สุด ยกระดับการเตือนภัยให้เร็วพอ และยอมรับว่าการเตือนเกินจริงในบางครั้งอาจสร้างความเสียหายน้อยกว่าการเตือนช้าเมื่อเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้นจริง

ในระยะสั้น ประชาชนยังควรติดตามเรดาร์ฝนและประกาศเตือนอย่างใกล้ชิด หลีกเลี่ยงเส้นทางที่มีคำเตือนน้ำท่วม และเพิ่มความระมัดระวังในช่วงน้ำทะเลหนุน

ส่วนในระยะยาว เหตุการณ์นี้เป็นอีกบททดสอบว่า กรุงเทพฯ และประเทศไทยต้องปรับทั้งระบบพยากรณ์ ระบบแจ้งเตือน ระบบระบายน้ำ และแผนรับมือสภาพอากาศสุดขั้วให้สอดคล้องกับความเสี่ยงที่กำลังเปลี่ยนแปลงเร็วขึ้นเพียงใด

แชร์
กทม.ฝนตกแช่นาน 30ชม. “ซุปเปอร์เอลนีโญ” เติมความชื้น น้ำทะเลหนุนซ้ำเติม