Logo site Amarintv 34HD
logo duooneLogo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
ลูกควรเริ่มอ่านเขียนตอนกี่ขวบ? สิ่งที่การศึกษาสิงคโปร์ชวนพ่อแม่มองต่างออกไป

ลูกควรเริ่มอ่านเขียนตอนกี่ขวบ? สิ่งที่การศึกษาสิงคโปร์ชวนพ่อแม่มองต่างออกไป

30 ก.ย. 69
12:03 น.
แชร์

“ลูกคนอื่นอ่านออกแล้ว แต่ลูกเรายังเขียนชื่อตัวเองไม่ได้ จะตามเพื่อนทันไหม?” เป็นความกังวลที่เข้าใจได้ โดยเฉพาะช่วงเลือกโรงเรียนอนุบาล แต่หากถามว่า ลูกควรเริ่มอ่านเขียนตอนกี่ขวบ คำตอบไม่ใช่อายุเดียวสำหรับเด็กทุกคน สิ่งที่ควรถามควบคู่กันคือ เด็กกำลังพัฒนาทักษะอะไรอยู่ และผู้ใหญ่ช่วยให้เขาอยากเรียนรู้ต่อได้อย่างไร

อ่านเขียนเร็ว เท่ากับพร้อมเรียนจริงไหม?

ทักษะอ่านเขียนมีความสำคัญ พ่อแม่จึงอยากให้ลูกเริ่มต้นได้ดี บางครอบครัวกังวลเรื่องการปรับตัวเมื่อขึ้นประถม หรือใช้จำนวนการบ้านเป็นสัญญาณว่าโรงเรียนสอนจริงจัง ความคิดเหล่านี้มีที่มาที่ไป แต่การอ่านคำได้หรือคัดลายมือสวยเป็นเพียงส่วนหนึ่งของ ความพร้อมทางการเรียน

กรอบหลักสูตรปฐมวัย Nurturing Early Learners ของกระทรวงศึกษาธิการสิงคโปร์ สำหรับเด็กอายุ 4–6 ปี จึงครอบคลุมทั้งภาษาและการรู้หนังสือ การคิดคำนวณ การสำรวจโลก ศิลปะ การเคลื่อนไหว ตลอดจนคุณค่าและทักษะทางสังคมอารมณ์ สิงคโปร์ไม่ได้ตัดการอ่านเขียนออกจากอนุบาล แต่ส่งเสริมไปพร้อมกับพัฒนาการด้านอื่น ผ่านกิจกรรมและปฏิสัมพันธ์ที่เหมาะกับวัย

ทำไมสิงคโปร์จึงให้เด็กเรียนผ่านการเล่น?

ลองนึกถึงมุมร้านขายของในห้องเรียน เด็กผลัดกันเป็นคนขายกับลูกค้า เขียนป้ายราคาแบบที่ตนเองทำได้ นับของ ตั้งคำถาม และเจรจากับเพื่อนว่าจะเล่นต่ออย่างไร สำหรับผู้ใหญ่ ภาพนี้อาจดูเหมือนเด็กกำลังเล่น แต่สำหรับเด็ก เขากำลังฝึกภาษา ความจำ การคิดแก้ปัญหา และการอยู่ร่วมกับคนอื่นในกิจกรรมเดียว

นี่คือ การเรียนรู้ผ่านการเล่น ที่มีเป้าหมาย ครูอาจเตรียมอุปกรณ์ ชวนสังเกต หรือถามว่า “ถ้าของหมดร้าน เราจะทำอย่างไรดี” โดยเปิดพื้นที่ให้เด็กลองคิดและลงมือเอง กระทรวงศึกษาธิการสิงคโปร์อธิบายว่ากรอบหลักสูตรให้ความสำคัญกับการเล่นอย่างมีจุดหมายและปฏิสัมพันธ์ที่มีคุณภาพ เพื่อสนับสนุนพัฒนาการรอบด้าน

ดร. Jacqueline Chung ผู้จบปริญญาเอกด้านการศึกษาปฐมวัยจาก Nanyang Technological University มีประสบการณ์ในแวดวงนี้เกือบ 30 ปี และเป็นนักการศึกษาคนแรกในเอเชียที่ได้รับการรับรองเป็นผู้ฝึกอบรม Key to Learning แนวทางที่ได้รับอิทธิพลจากแนวคิดของวีกอตสกี เธอเคยร่วมอธิบายประเด็นการเล่นและพื้นที่สำหรับเด็กปฐมวัยในโครงการของ British Council มุมมองนี้ชวนให้พ่อแม่ดูว่าเด็ก ทำอะไรและคิดอะไรระหว่างเล่น มากกว่าดูว่ามีใบงานกลับบ้านกี่แผ่น

ภาษาเริ่มจากการได้คุย ไม่ได้เริ่มจากการคัดคำ

ก่อนเด็กจะอ่านเรื่องราว เขาต้องค่อย ๆ เรียนรู้ว่าเสียง คำ และประโยคใช้สื่อความหมายอย่างไร การฟังนิทานแล้วคุยต่อว่า “หนูคิดว่าตัวละครรู้สึกอย่างไร” การเล่าเรื่องที่โรงเรียน หรือการให้เด็กอธิบายสิ่งที่สร้างจากบล็อก ล้วนช่วยให้เขาฝึกฟัง เรียบเรียงความคิด และเลือกคำมาใช้

ครูที่ตั้งใจฟังและถามต่อสามารถช่วยขยายคำตอบของเด็กได้ เช่น จาก “รถวิ่ง” เป็น “รถคันไหนวิ่งเร็ว แล้วหนูสังเกตจากอะไร” พ่อแม่ทำแบบเดียวกันได้ที่บ้าน โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนทุกบทสนทนาให้เป็นบทเรียน

กรอบหลักสูตรสิงคโปร์ระบุว่าทักษะการฟังและการพูดพัฒนาก่อนทักษะอ่านเขียนระยะแรก และครูควรจัดประสบการณ์ให้เด็กได้ใช้ภาษาจริงอย่างน่าสนใจ ขณะเดียวกัน เด็กอนุบาลก็มีโอกาสรู้จักสัญลักษณ์ ตัวอักษร และใช้การเขียนเพื่อสื่อความหมายตามพัฒนาการ

รอคอยเป็น รับมืออารมณ์ได้ คือส่วนหนึ่งของความพร้อม

เมื่อเล่นเกมที่ต้องผลัดกัน เด็กได้ฝึกรอคิว เมื่อสร้างหอคอยแล้วล้ม เขาได้ลองจัดการความผิดหวัง เมื่อความเห็นไม่ตรงกับเพื่อน เขาได้ฝึกพูดความต้องการและฟังอีกฝ่าย สิ่งเหล่านี้เกี่ยวข้องกับ การกำกับตนเอง ทั้งการจดจ่อ การควบคุมพฤติกรรม และการรับมืออารมณ์

เด็กไม่ได้ทำสิ่งเหล่านี้ได้คล่องตั้งแต่ครั้งแรก ผู้ใหญ่ช่วยได้ด้วยการบอกชื่อความรู้สึก วางขอบเขตที่สม่ำเสมอ และค่อย ๆ ให้เด็กลองหาทางออก สิ่งที่ Dr. Chung ให้ความสำคัญในงานด้านการศึกษาปฐมวัย ทั้งการเล่นและความร่วมมือ สอดคล้องกับภาพการเรียนรู้ที่เด็กมีผู้ใหญ่และเพื่อนคอยช่วยประคองระหว่างฝึกทักษะใหม่ ๆ

แนวคิดของนักจิตวิทยา เลฟ วีกอตสกี อธิบายเรื่องนี้ได้ง่าย ๆ ว่า เด็กมักทำสิ่งที่ยังทำคนเดียวไม่ได้ เมื่อมีคนที่ทำเป็นกว่าช่วยในจังหวะที่เหมาะสม เช่น ครูไม่ต่อจิ๊กซอว์ให้เสร็จ แต่ชวนเด็กมองสีและรูปทรงของชิ้นถัดไป เมื่อเด็กเริ่มจับทางได้ ครูก็ค่อยลดความช่วยเหลือ การเรียนรู้จึงเกิดจากการลงมือทำร่วมกับผู้อื่น ไม่ได้เกิดจากการให้คำตอบล่วงหน้าทุกครั้ง

5 สิ่งที่ผู้ปกครองควรสังเกตเมื่อไปดูโรงเรียนอนุบาล

การดูโรงเรียนควรดูช่วงที่เด็กทำกิจกรรมจริง หากสนใจสภาพแวดล้อมแบบนานาชาติ รวมถึง โรงเรียนนานาชาติ Singapore Global International School ก็ควรถามให้เห็นภาพว่าแนวทางที่โรงเรียนอธิบายนั้นปรากฏในห้องเรียนแต่ละวันอย่างไร มากกว่าตัดสินจากชื่อหลักสูตรเพียงอย่างเดียว

1. ครูพูดกับเด็กอย่างไร

เมื่อเด็กตอบผิดหรือไม่อยากร่วมกิจกรรม ครูรับฟัง ถามเหตุผล และช่วยเขาลองใหม่หรือไม่? น้ำเสียงและวิธีตอบของครูบอกได้มากว่าเด็กจะรู้สึกปลอดภัยพอที่จะเรียนรู้หรือเปล่า

2. เด็กมีโอกาสถามและแสดงความคิดเห็นไหม

สังเกตว่าครูเปิดรับคำถามของเด็กเพียงใด เด็กได้เล่าความคิดของตัวเอง หรือทำตามคำสั่งอย่างเดียว? ห้องเรียนที่เด็กกล้าพูดและครูฟังอย่างจริงจังช่วยให้การใช้ภาษาเกิดขึ้นตลอดวัน

3. ห้องเรียนชวนให้ลงมือสำรวจหรือเปล่า

ดูว่าหนังสือ อุปกรณ์ศิลปะ ของเล่นสร้างสรรค์ และพื้นที่เคลื่อนไหวอยู่ในจุดที่เด็กหยิบใช้ได้ตามวัยหรือไม่ พื้นที่เรียนรู้ที่ดีควรเปิดโอกาสให้เด็กลองทำ สังเกต และเก็บของร่วมกัน

4. เด็กได้เลือกและตัดสินใจเรื่องเล็ก ๆ ไหม

เด็กอาจเลือกหนังสือ เลือกมุมกิจกรรม หรือเสนอวิธีแก้ปัญหาในเกม การตัดสินใจที่เหมาะกับวัยช่วยให้เขาฝึกคิดและรับผิดชอบ โดยยังมีครูคอยดูแล

5. มีทั้งกิจกรรมที่ครูชวนเรียนและเวลาสำรวจเองไหม

ถามโรงเรียนว่าครูตั้งเป้าหมายการเรียนรู้อย่างไร และเด็กมีเวลาเล่นตามความสนใจเมื่อไร สองส่วนนี้เกื้อหนุนกันได้ ครูอาจชวนเด็กสนใจเรื่องหนึ่ง แล้วให้เวลาเขาทดลองต่อด้วยวิธีของตัวเอง

การอ่านเขียนควรค่อย ๆ เติบโตจากการฟัง พูด เล่นกับเสียงและคำ เห็นผู้ใหญ่ใช้หนังสือ และมีโอกาสลองขีดเขียนเพื่อสื่อความหมาย เด็กแต่ละคนอาจก้าวไปบนเส้นทางนี้ด้วยจังหวะต่างกัน

เมื่อเลือกโรงเรียนอนุบาล พ่อแม่จึงควรมองให้ไกลกว่าคำถามว่า “เรียนจบแล้วอ่านได้ไหม” ลองถามเพิ่มว่า ลูกจะได้คุย ได้สงสัย ได้เล่นกับเพื่อน ได้ลองทำสิ่งยากโดยมีครูช่วย และยังอยากกลับมาเรียนรู้ในวันต่อไปหรือไม่ สิ่งเหล่านี้คือรากฐานที่การอ่านเขียนจะเติบโตต่อได้อย่างมั่นคง

Advertisement

แชร์
ลูกควรเริ่มอ่านเขียนตอนกี่ขวบ? สิ่งที่การศึกษาสิงคโปร์ชวนพ่อแม่มองต่างออกไป