
(Alt Text : ผ่อนคอนโดหลังแรก)
การเดินทางหลายชั่วโมงต่อวัน ไหนจะฝนตก รถติด และความไม่แน่นอนบนท้องถนน ทำให้มนุษย์ออฟฟิศหลายคนเริ่มฝันถึงการมีคอนโดใกล้ที่ทำงาน เพื่อใช้ชีวิตได้สะดวกขึ้นและมีเวลาให้ตัวเองมากขึ้น
แล้วคุณล่ะ อยากมีคอนโดใกล้ที่ทำงานเหมือนกันไหม ? ถ้าใช่ ลองมาเช็กกันว่าเงินเดือนที่มีอยู่จะกู้ผ่อนคอนโดได้เท่าไร และภาระผ่อนต่อเดือนจะอยู่ในระดับที่ไหวหรือเปล่า
สำหรับใครที่กำลังเตรียมกู้คอนโดครั้งแรก ไม่ต้องกังวล บทความนี้รวบรวมข้อมูลและแนวทางวางแผนการเงินแบบเข้าใจง่ายจาก Krungsri The COACH ช่วยให้คุณประเมินความพร้อมได้อย่างมั่นใจ และเข้าใกล้คอนโดในฝันได้มากขึ้น
ก่อนจะเริ่มมองหาทำเล หรือโครงการที่ถูกใจ สิ่งแรกที่ควรทำคือการกลับมาสำรวจกระเป๋าเงิน และประเมินความสามารถทางการเงินของตนเอง เพื่อดูว่ารายได้ในปัจจุบันสามารถรองรับภาระหนี้ได้มากน้อยแค่ไหน
สถาบันการเงินมักใช้เกณฑ์ “สัดส่วนภาระหนี้สินต่อรายได้” (Debt-to-Income Ratio : DTI) ในการพิจารณาสินเชื่อ โดยกำหนดว่าภาระหนี้รวมต่อเดือน ทั้งค่าผ่อนรถ บัตรเครดิต รวมถึงค่าผ่อนคอนโดหลังแรก ไม่ควรเกิน 40% ของรายได้ เพื่อรักษาสภาพคล่องในชีวิตประจำวัน
สูตรคำนวณง่าย ๆ คือ “เงินเดือน x 40% = ความสามารถในการผ่อนสูงสุดต่อเดือน”
ตัวอย่างเช่น หากมีเงินเดือน 30,000 บาท และยังไม่มีภาระหนี้สินอื่นเลย จะมีความสามารถในการผ่อนสูงสุดอยู่ที่ 12,000 บาทต่อเดือน
ตารางเปรียบเทียบฐานเงินเดือน และวงเงินกู้คอนโดโดยประมาณ
เมื่อรู้ยอดผ่อนสูงสุดแล้ว สามารถนำมาประเมินวงเงินกู้คร่าว ๆ ได้ โดยใช้หลักการเบื้องต้นว่า “ยอดกู้ 1 ล้านบาท จะมียอดผ่อนประมาณ 6,000 บาทต่อเดือน”
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น ลองดูตารางประเมินวงเงินกู้ตามฐานเงินเดือนด้านล่างนี้
ฐานเงินเดือน (บาท) | ภาระผ่อนสูงสุด 40% (บาท/เดือน) | วงเงินกู้โดยประมาณ (บาท) |
|---|---|---|
15,000 | 6,000 | 900,000 - 1,000,000 |
20,000 | 8,000 | 1,200,000 - 1,400,000 |
25,000 | 10,000 | 1,500,000 - 1,700,000 |
30,000 | 12,000 | 1,800,000 - 2,000,000 |
50,000 ขึ้นไป | 20,000 ขึ้นไป | 3,000,000 ขึ้นไป |
หมายเหตุ : ตัวเลขดังกล่าวเป็นการประเมินเบื้องต้น วงเงินกู้จริงอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามเงื่อนไขของแต่ละสถาบันการเงิน และอัตราดอกเบี้ยในช่วงเวลานั้น
กู้คอนโดผ่านไม่ได้แปลว่าภารกิจจบ เพราะหลังจากนี้ยังมีภาระผ่อนที่ต้องดูแลต่อเนื่องอีกหลายปี การวางแผนการเงินให้ดีตั้งแต่แรกจึงสำคัญ มาดู 3 ขั้นตอนง่าย ๆ ที่จะช่วยให้ผ่อนคอนโดได้สบายขึ้น และลดโอกาสสะดุดระหว่างทาง
ด่านแรกคือการเตรียมประวัติการเงินให้น่าเชื่อถือ ก่อนยื่นกู้ควรจัดการหนี้สินที่ไม่จำเป็น เช่น หนี้บัตรเครดิตหรือสินเชื่อส่วนบุคคลให้เหลือน้อยที่สุด เพื่อเพิ่มพื้นที่ว่างให้สัดส่วนภาระหนี้ (DTI) ซึ่งจะช่วยให้กู้ได้วงเงินสูงขึ้น นอกจากนี้ ต้องชำระหนี้ให้ตรงเวลาเพื่อรักษาประวัติเครดิตการเงินให้ใสสะอาด เพราะวินัยทางการเงินที่ดีคือใบเบิกทางสำคัญในการขอสินเชื่อ
แม้ปัจจุบันบางโครงการจะให้กู้ได้ 100% แต่การเตรียม “เงินดาวน์” ไว้สัก 10-20% ของราคาคอนโด จะช่วยลดวงเงินกู้ และประหยัดดอกเบี้ยในระยะยาวได้มากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังต้องสำรองเงินสดสำหรับค่าใช้จ่ายแฝงในวันโอนกรรมสิทธิ์ เช่น ค่าจดจำนอง ค่าธรรมเนียมการโอน ค่าอากรแสตมป์ รวมถึงค่าส่วนกลางล่วงหน้า การเตรียมเงินก้อนนี้ไว้แต่เนิ่น ๆ จะช่วยป้องกันปัญหางบประมาณบานปลายได้
เทคนิคคลาสสิกที่ช่วยให้หนี้หมดไวคือการ “โปะ” หรือจ่ายค่างวดเพิ่มจากยอดปกติ โดยอาจนำเงินก้อนพิเศษอย่างโบนัสประจำปีมาจ่ายสมทบ ซึ่งเงินส่วนนี้จะไปตัดเงินต้นโดยตรง ช่วยลดดอกเบี้ยได้มาก และเมื่อผ่อนครบ 3 ปี ซึ่งเป็นช่วงที่มักจะหมดโปรโมชันดอกเบี้ยต่ำ ควรเตรียมเจรจาขอปรับลดอัตราดอกเบี้ย (Retention) กับสถาบันการเงินเดิม หรือขอย้ายสินเชื่อ (Refinance) ไปยังสถาบันการเงินใหม่ เพื่อป้องกันไม่ให้ดอกเบี้ยลอยตัวมาเพิ่มภาระค่างวดจนเกินรับไหว
สำหรับมนุษย์เงินเดือนที่อยากมีคอนโดเป็นของตัวเอง การกู้ผ่านเป็นเพียงจุดเริ่มต้น สิ่งสำคัญไม่แพ้กันคือการประเมินกำลังผ่อนให้เหมาะกับรายได้ วางแผนค่าใช้จ่ายล่วงหน้า และมีเงินสำรองไว้รับมือเหตุไม่คาดฝัน
การเลือกคอนโดที่อยู่ในงบประมาณ ไม่ฝืนกำลังทางการเงิน และรักษาวินัยการผ่อนชำระอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้การมีคอนโดหลังแรกเป็นเรื่องที่จัดการได้จริง ใช้ชีวิตได้อย่างสบายใจ และไม่ต้องกังวลกับภาระการเงินในระยะยาว
Advertisement