
วันที่ 8 มิถุนายน 2569 งานแถลงข่าวเปิดโครงการ “โชว์ภูมิ” ค้นหานักพัฒนาชุมชนพอเพียงรุ่นใหม่ โดยมี ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล กรรมการและเลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา และนายฐาปน สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ร่วมถ่ายทอดแนวคิดและเป้าหมายของโครงการ ซึ่งมุ่งสร้างเครือข่ายคนรุ่นใหม่ให้มีบทบาทในการพัฒนาชุมชนบนพื้นฐานของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล กรรมการและเลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา กล่าวให้โอวาทแก่ผู้เข้าร่วมโครงการ “โชว์ภูมิ” ค้นหานักพัฒนาชุมชนพอเพียงรุ่นใหม่ ว่า สิ่งสำคัญของโครงการไม่ได้อยู่เพียงกิจกรรมในห้องอบรม แต่คือการลงพื้นที่จริงเพื่อเรียนรู้รากฐานของชุมชนและทรัพยากรที่มีอยู่ในท้องถิ่น การพัฒนาชุมชนไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ การค้า หรือการประกอบอาชีพใด ๆ ล้วนเกี่ยวข้องกับทรัพยากรพื้นฐานของชีวิต ได้แก่ ดิน น้ำ ลม และไฟ ซึ่งเป็นฐานสำคัญของการดำรงชีวิต หากทรัพยากรเหล่านี้ถูกทำลาย การพัฒนาในด้านอื่นก็ไม่สามารถเกิดขึ้นได้อย่างยั่งยืน
สำหรับการทำงานในชุมชน สิ่งแรกที่ต้องทำคือการทำความเข้าใจพื้นที่ของตนเอง เข้าใจศักยภาพ จุดแข็ง และทรัพยากรที่มีอยู่ โดยยึดแนวทางพระราชดำริ “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” ซึ่งเป็นหลักการสำคัญในการทำงานพัฒนาชุมชน
นอกจากนี้ การพัฒนาชุมชนไม่ควรทำแบบต่างคนต่างทำ แต่ต้องอาศัยการรวมพลังของคนในพื้นที่และการสร้างเครือข่ายระหว่างชุมชน เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้และช่วยกันขับเคลื่อนการพัฒนาให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม
ซึ่งผู้เข้าร่วมโครงการทั้งหมดนี้ล้วนมีความฝันในการพัฒนาบ้านเกิดของตนเอง และโครงการนี้เป็นโอกาสสำคัญที่จะทำให้ความฝันเหล่านั้นกลายเป็นความจริง โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิและที่ปรึกษาหลายสาขาเข้ามาช่วยสนับสนุนองค์ความรู้และประสบการณ์
ในด้านการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน ดร.สุเมธ แนะนำว่าคนรุ่นใหม่ไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นจากการสร้างสิ่งใหม่เสมอไป แต่ควรมองหาของดีที่มีอยู่แล้วในท้องถิ่น นำมาพัฒนาต่อยอด เพิ่มมูลค่า และปรับปรุงรูปแบบการผลิต การแปรรูป การบรรจุภัณฑ์ และการตลาด เพื่อให้สามารถแข่งขันและสร้างรายได้เพิ่มขึ้น เพราะทุกอำเภอ ทุกจังหวัด มีของดีอยู่แล้ว เพียงแต่ต้องค้นหาให้พบ และพัฒนาให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด
พร้อมกันนี้ ยังชี้ให้เห็นถึงความสำคัญความเข้าใจทั้งภูมิประเทศและผู้คนในพื้นที่ เพราะแต่ละชุมชนมีบริบท วัฒนธรรม และวิธีคิดที่แตกต่างกัน การพัฒนาที่ดีจึงต้องเคารพอัตลักษณ์และทุนทางสังคมของแต่ละพื้นที่
ดร.สุเมธ ยังกล่าวถึงหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 พระราชทานไว้ โดยระบุว่า หัวใจสำคัญคือการดำเนินชีวิตและการพัฒนาอย่างพอประมาณ มีเหตุผล และมีภูมิคุ้มกันต่อความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทั้งภายในและภายนอกประเทศ
โดยปัจจุบันโลกเผชิญความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรม ส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในทุกระดับ ดังนั้นผู้ที่ทำงานพัฒนาชุมชนจึงต้องเรียนรู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลง และบริหารความเสี่ยงอยู่ตลอดเวลา
นอกจากหลักการเรื่องความพอประมาณ เหตุผล และภูมิคุ้มกันแล้ว ยังต้องให้ความสำคัญกับการพัฒนาความรู้ การเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง และการยึดมั่นในคุณธรรม ความซื่อสัตย์สุจริต เพราะเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาที่ยั่งยืน
ดร.สุเมธ กล่าวทิ้งท้ายว่า โครงการ “โชว์ภูมิ” ถือเป็นโอกาสสำคัญของคนรุ่นใหม่ในการเรียนรู้จากผู้มีประสบการณ์ ลงมือปฏิบัติจริง และนำองค์ความรู้กลับไปพัฒนาบ้านเกิดของตนเอง โดยหวังว่าผู้เข้าร่วมทุกคนจะนำสิ่งที่ได้รับไปสร้างประโยชน์ให้กับชุมชน สังคม และประเทศชาติในอนาคต พร้อมทั้งประสบความสำเร็จในการทำงานและมีส่วนร่วมสร้างความเข้มแข็งให้กับท้องถิ่นของตนเองอย่างยั่งยืน
ด้าน นายฐาปน สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า โครงการดังกล่าวเกิดขึ้นจากความตั้งใจที่จะสร้างเครือข่ายนักพัฒนาชุมชนพอเพียงรุ่นใหม่ให้มีความรู้ ความเข้าใจ และสามารถนำองค์ความรู้ไปต่อยอดพัฒนาพื้นที่ของตนเองได้อย่างเป็นรูปธรรม และผู้เข้าร่วมโครงการถือเป็นกำลังสำคัญในการสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับสังคมไทย
โดยตลอดระยะเวลาของโครงการจะได้รับฟังประสบการณ์และองค์ความรู้จากผู้ทรงคุณวุฒิหลายท่าน โดยเฉพาะ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล ซึ่งเป็นบุคคลที่มีบทบาทสำคัญในการถ่ายทอดแนวคิดและหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงสู่สังคมไทย
ทั้งนี้ ผู้เข้าร่วมโครงการจะได้เรียนรู้ผ่านกิจกรรมภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ รวมถึงการลงพื้นที่ศึกษาเรียนรู้ในชุมชนต่าง ๆ เพื่อสัมผัสบริบทการพัฒนาจริง และสร้างเครือข่ายระหว่างผู้เข้าร่วมที่มีความถนัดแตกต่างกัน ทั้งด้านเกษตรกรรม การตลาด การสื่อสาร การเงิน และกฎหมาย
อย่างไรก็ตาม การพัฒนาชุมชนและการสร้างธุรกิจที่ยั่งยืนไม่สามารถเกิดขึ้นได้จากการทำงานเพียงลำพัง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน โดยการรวมตัวของคนที่มีความรู้และความสามารถหลากหลายด้านจะช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนและสังคมได้ดียิ่งขึ้น
นอกจากนี้ โครงการยังยึดหลักการพัฒนาตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งครอบคลุม 3 มิติสำคัญ ได้แก่ เศรษฐกิจ สังคม และความยั่งยืน โดยทั้งสามด้านต้องเติบโตไปพร้อมกัน เศรษฐกิจที่เติบโตแต่ประชาชนยังเดือดร้อน ย่อมไม่เกิดประโยชน์อย่างแท้จริง เช่นเดียวกับการพัฒนาที่สร้างผลประโยชน์ให้กับผู้คน แต่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ก็ไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นความยั่งยืน ดังนั้นเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมต้องเชื่อมโยงและเติบโตไปด้วยกัน
นายฐาปน กล่าวด้วยว่า โครงการ “โชว์ภูมิ” จะเป็นเวทีสำคัญในการสร้างคนรุ่นใหม่ที่มีจิตสำนึกต่อชุมชน มีเครือข่ายการทำงาน และมีความพร้อมในการเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาท้องถิ่นและประเทศต่อไปในอนาคต
Advertisement