
วันที่ 27 พฤษภาคม 2569 ดร.นิติ นาชิต รองเลขาธิการสภาการศึกษา เป็นประธานการประชุมทางวิชาการ เรื่อง การติดตามและประเมินผลการจัดการศึกษาตามแผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2560 – 2579 ในช่วงปี พ.ศ. 2565 – 2567 โดยมี รศ.ดร.ไชยยศ ไพวิทยศิริธรรม ผศ.ดร.มาเรียม นิลพันธุ์ ผศ.ดร.สรัญญา จันทร์ชูสกุล ร่วมเป็นวิทยากรพร้อมด้วย นางดารุณี ดงทอง ดร.ธัชไท กีรติพงค์ไพบูลย์ ดร.รังสรรค์ วิบูลย์อุปถัมภ์ ผู้เข้าร่วมได้แก่ ผู้ทรงคุณวุฒิ นักวิชาการ ผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุม ณ โรงแรมปรินซ์พาเลซ มหานาค กรุงเทพมหานคร
ดร.นิติ กล่าวว่า แผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2560 – 2579 เป็นแผนระยะยาวในการยกระดับคุณภาพการศึกษาไทยให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลกในศตวรรษที่ 21 ซึ่งการติดตามประเมินผลการจัดการศึกษาถือเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยสะท้อนให้เห็นถึงปัญหา อุปสรรค และความก้าวหน้าของการดำเนินงานตามแผนการศึกษาแห่งชาติ และที่สำคัญผลจากการประเมินจะเป็นฐานข้อมูลในการจัดทำแผนการศึกษาแห่งชาติในระยะต่อไป ทั้งในมิติของการพัฒนาผู้เรียน การยกระดับคุณภาพครู การบริหารจัดการศึกษา และการสร้างโอกาสทางการศึกษาอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม การประชุมนี้จะเป็นเวทีแห่งการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ นำไปสู่ข้อเสนอเชิงนโยบายที่มีคุณภาพและสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนาการศึกษาของชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลต่อไป
รศ.ดร.ไชยยศ ผศ.ดร.มาเรียม และผศ.ดร.สรัญญา บรรยาย เรื่อง การติดตามและประเมินผลการจัดการศึกษาตามแผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2560 - 2579 ในช่วงปี พ.ศ. 2565 – 2567 เป้าหมายการพัฒนาการศึกษา 5 ด้าน ได้แก่ การเข้าถึงโอกาสทางศึกษา ความเท่าเทียมทางการศึกษา คุณภาพการศึกษา ประสิทธิภาพการศึกษา และการตอบโจทย์บริบทที่เปลี่ยนแปลง พบว่าด้านประสิทธิภาพการศึกษาบรรลุเป้าหมายมากที่สุด โดยมีปัจจัยความสำเร็จคือ ผู้บริหารมีวิสัยทัศน์ มีความก้าวหน้าในการขับเคลื่อนแผน บุคลากรมีความเข้าใจและให้ความสำคัญต่อแผน และมีเครือข่ายความร่วมมือที่เข้มแข็ง ปัจจัยอุปสรรค ได้แก่ การปรับเปลี่ยนผู้บริหารและนโยบายไม่ต่อเนื่อง การขาดแคลนบุคลากร และการจัดสรรงบประมาณที่ไม่สอดคล้องกับความต้องการของพื้นที่และเป้าหมายของแผน จึงมีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายการพัฒนาการศึกษา คือ
1) ควรมีการกำหนดเป้าหมายการพัฒนากำลังคนที่สอดคล้องกับบริบทของการเปลี่ยนแปลง 2) กระบวนการในการจัดการศึกษาให้เป็นไปตามเป้าหมายของแผนการศึกษาแห่งชาติ ควรมีลักษณะ 5A ประกอบด้วย Analysis, Awareness, Activity, Attempt และ Achievement and Assessment 3) การจัดการเรียนรู้ในระดับอาชีวศึกษาและอุดมศึกษา ควรมีการส่งเสริมการจัดการศึกษาในลักษณะการจัดการศึกษาควบคู่การประกอบอาชีพในสถานประกอบการ 4) ควรมีกระบวนการพัฒนาความเป็นมืออาชีพของผู้บริหารและครูอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ 5) ควรมีระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ หรือฐานข้อมูลของส่วนกลาง 6) ควรมีการบริหารจัดการเรื่องงบประมาณให้แก่หน่วยงานในทุกระดับ โดยบทบาทของสภาการศึกษา คือ ควรมีการปรับเปลี่ยนบทบาทเป็นหน่วยงานคลังสมองด้านการศึกษา เป็นแหล่ง Big Data เป็นศูนย์กลางในการรวบรวมตัวชี้วัดที่ไม่ซ้ำซ้อนจากทุกหน่วยงาน และสร้างมาตรฐานการพัฒนาการศึกษาของประเทศ รวมทั้งร่วมกับหน่วยงานทางการศึกษาแต่ละระดับในการพัฒนาตัวบ่งชี้ทางการศึกษา ปรับสถานภาพของแผนการศึกษาแห่งชาติให้เป็นกฎหมายที่เน้นบังคับใช้กับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และควรมีการจัดตั้งศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาเพื่อระดมสมองจากผู้เชี่ยวชาญในทุกระดับ
นายวีระพงษ์ กล่าวถึงผลการประเมินผลการจัดการศึกษาของประเทศไทยปี 2568 ว่า ผู้เรียนในปัจจุบันมีความหลากหลายมากขึ้นทั้งด้านความถนัด ความสนใจ วิธีการเรียนรู้ แต่ระบบการศึกษายังตอบสนองต่อความแตกต่างของผู้เรียนได้ไม่เต็มที่ นอกจากนั้นสะท้อนว่าดิจิทัลในโรงเรียนไทยขยายตัวมากขึ้น แต่การใช้ข้อมูลเพื่อยกระดับการเรียนรู้และตัดสินใจในเชิงระบบยังไม่เต็มที่ โรงเรียนแต่ละพื้นที่ต้องใช้นโยบายที่จัดสรรทรัพยากรอย่างยืดหยุ่นและตอบโจทย์บริบทมากขึ้น การศึกษาไทยต้องเชื่อมสมรรถนะผู้เรียน มาตรฐานสากล และการเรียนรู้เชิงนโยบายให้เป็นระบบเดียวกัน นอกจากนี้ประเทศไทยไม่ได้ขาดนโยบาย ข้อมูล หรือความพยายามในการพัฒนาการศึกษา แต่ความท้าทายสำคัญ คือ การเชื่อมสิ่งเหล่านี้ให้เป็นระบบที่มองเห็นผู้เรียนอย่างรอบด้านและเปลี่ยนหลักฐานเชิงประจักษ์ให้เป็นผลผลัพธ์การเรียนรู้ที่ดีขึ้นสำหรับผู้เรียนทุกคน
การเสวนา เรื่อง ถอดรหัสก้าวต่อไป: การขับเคลื่อนแผนการศึกษาแห่งชาติสู่ความสำเร็จที่ยั่งยืน โดย นางดารุณี ดร.ธัชไท และดร.รังสรรค์ เห็นว่า ปัจจัยสำคัญที่จะนำแผนการศึกษาแห่งชาติไปสู่การปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรม คือ ระดับนโยบายต้องปฏิบัติได้จริง ผู้บริหารหน่วยงานทางการศึกษาต้องประสานการทำงานร่วมกัน ทั้งนี้ต้องจัดการศึกษาให้ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกให้มากที่สุด เช่น หากเกิดแผ่นดินไหวจะต้องบริหารจัดการอย่างไร เพื่อให้การเรียนการสอนเป็นไปได้อย่างต่อเนื่องไม่หยุดชะงัก เป็นต้น
สำหรับเรื่องการเข้าเป็นสมาชิกของ OECD ของไทย อยู่ในขั้นตอนการประเมินผลเชิงลึกทางการศึกษา (Technical Reviews) โดยวางเป้าหมายไว้ 3 ปีในการเข้าเป็นสมาชิก สกศ. จะนำผลการประชุมไปพัฒนาแนวทางการขับเคลื่อนแผนการศึกษาแห่งชาติเป็นรูปธรรมต่อไป
Advertisement