
ภายใต้จังหวะชีวิตที่เร่งรีบของคนยุคใหม่ อาการเหนื่อยล้า ใจสั่น หรือการวูบหมดสติช่วงสั้น ๆ อาจถูกมองว่าเป็นเรื่องเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้นได้ในชีวิตประจำวัน แต่ในความเป็นจริง สิ่งเหล่านี้อาจเป็น “สัญญาณเตือน” ของ ภาวะเสียชีวิตกะทันหัน (Sudden Death) ภัยเงียบที่เกิดขึ้นได้โดยไม่ทันตั้งตัว และคร่าชีวิตผู้คนทั่วโลกนับล้านคนในแต่ละปี
เพื่อสร้างความตระหนักรู้และส่งต่อองค์ความรู้ที่ถูกต้องสู่สังคม โรงพยาบาลเมดพาร์ค จึงได้จัดงานแถลงข่าว “รู้ทันภาวะเสียชีวิตกะทันหัน เข้าใจความเสี่ยงจากหลายระบบของร่างกาย” ผ่านการเสวนาของแพทย์ผู้ชำนาญการ 3 สาขา ได้แก่ หัวใจและหลอดเลือด ระบบประสาทและสมอง และเวชศาสตร์การนอนหลับ มาร่วมถ่ายทอดมุมมองเชิงลึกเกี่ยวกับสาเหตุ ความเสี่ยง และแนวทางการป้องกันภาวะเสียชีวิตกะทันหันก่อนเกิดความสูญเสีย ณ ห้องประชุม The Forum ชั้น M โรงพยาบาลเมดพาร์ค
นพ.พงษ์พัฒน์ ปธานวนิช กรรมการผู้จัดการ โรงพยาบาลเมดพาร์ค กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการจัดงานในครั้งนี้ว่า “โรงพยาบาลเมดพาร์ค มุ่งหวังให้ประชาชนตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน และเข้าใจว่าภาวะเสียชีวิตกะทันหันไม่ใช่เหตุการณ์ที่ “หลีกเลี่ยงไม่ได้” เสมอไป หากแต่เป็นความเสี่ยงที่สามารถประเมินและลดโอกาสเกิดได้ ด้วยการตรวจคัดกรองเฉพาะทางที่ค้นหาความเสี่ยงที่ซ่อนอยู่และวางแผนรับมือได้อย่างมีประสิทธิภาพ”
“Sudden Death” ภัยเงียบที่พรากชีวิตของคนที่เรารักได้ในเวลาไม่กี่นาที
พญ.สุรีย์รัตน์ ปันยารชุน แพทย์ผู้ชำนาญการด้านโรคหัวใจและหลอดเลือด ให้ข้อมูลเบื้องต้นว่า
“ภาวะเสียชีวิตกะทันหัน (Sudden Death) คือ การเสียชีวิตที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วโดยไม่คาดคิด มักเกิดภายในไม่กี่นาทีถึงไม่เกินหนึ่งชั่วโมงหลังเริ่มมีอาการผิดปกติ โดยสาเหตุส่วนใหญ่มาจากภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน ซึ่งทำให้เลือดหยุดไหลไปเลี้ยงสมองและอวัยวะสำคัญ”
โดยส่วนใหญ่มักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นการเสียชีวิตอย่างรวดเร็วโดยไม่มีสัญญาณเตือน แต่ในทางการแพทย์แล้ว ร่างกายอาจเคยส่งสัญญาณบางอย่างมาก่อน เช่น ใจสั่น เหนื่อยง่าย เจ็บแน่นหน้าอก หรือวูบเป็นครั้งคราว แต่กลับถูกมองข้ามไป และไม่ได้เข้ารับการตรวจเชิงลึกอย่างละเอียดเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง
เข้าใจความเสี่ยงจาก 3 ระบบสำคัญของร่างกาย : หัวใจ สมอง และการนอนหลับ
แพทย์ผู้ชำนาญการจาก 3 สาขา โรงพยาบาลเมดพาร์ค ชี้ให้เห็นว่า ภาวะ Sudden Death ไม่ได้เกิดจาก หัวใจเพียงอย่างเดียว แต่หาก สมอง และการนอนหลับ มีความผิดปกติ ก็เพิ่มความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตกะทันหันได้เช่นกัน
พญ.ปิยะนาฏ ปรียานนท์ แพทย์ผู้ชำนาญการด้านโรคหัวใจและหลอดเลือด กล่าวว่า “80–90% ของผู้ป่วย Sudden Death เกิดจากระบบหัวใจและหลอดเลือด หลายกรณียังพบว่า โรคหัวใจหลายชนิดอาจไม่แสดงอาการชัดเจน โดยเฉพาะในคนอายุน้อย นักกีฬาอาชีพ ปัจจุบันยังพบมากขึ้นในวัยทำงานที่มีความเครียดสะสมต่อเนื่อง เพราะความเครียดสามารถกระตุ้นให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ โดยเฉพาะในผู้ที่มีโรคหัวใจอยู่แล้ว อาจเพิ่มความเสี่ยงของการเสียชีวิตกะทันหันได้สูงกว่าคนทั่วไป”
ในขณะเดียวกัน ระบบสมอง ซึ่งเป็นศูนย์ควบคุมการทำงานของร่างกาย ก็มีบทบาทสำคัญ โดยเฉพาะในกรณีของโรคหลอดเลือดสมองที่อาจส่งผลให้หัวใจหยุดเต้นได้ภายในเวลาอันสั้น
น.อ. นพ.อุดม สุทธิพนไพศาล ร.น. แพทย์ผู้ชำนาญการด้านประสาทวิทยา โรคหลอดเลือดสมอง และรังสีร่วมรักษาระบบประสาท กล่าวว่า “เมื่อเกิดภาวะเลือดออกในสมองอย่างรุนแรง จะส่งผลต่อระบบประสาทอัตโนมัติที่ควบคุมหัวใจ ทำให้หัวใจหยุดเต้นได้ภายในเวลาไม่กี่นาที”
อีกหนึ่งปัจจัยที่มักถูกมองข้าม คือ ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (Sleep Apnea) ซึ่งทำให้ระดับออกซิเจนในเลือดลดลง ร่างกายสูญเสียสมดุล และเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ
ผศ. นพ.จิรยศ จินตนาดิลก แพทย์ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การนอนหลับ และเวชศาสตร์โรคปอด อธิบายว่า “ภาวะหยุดหายใจขณะหลับทำให้หัวใจต้องทำงานหนักขึ้น และอาจกระตุ้นให้เกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะที่รุนแรงได้ในขณะนอนหลับ โดยเฉพาะผู้ที่มีปัญหาเรื่องหัวใจเต้นผิดจังหวะอยู่แล้ว”
เปลี่ยนความเสี่ยงที่มองไม่เห็น ให้กลายเป็นการป้องกันที่มีประสิทธิภาพ
พญ.สุรีย์รัตน์ ปันยารชุน แพทย์ผู้ชำนาญการด้านโรคหัวใจและหลอดเลือด กล่าวถึงการลดความเสี่ยงและแนวทางป้องกันการเสียชีวิตจากภาวะ Sudden Death ว่า
“แม้ภาวะเสียชีวิตกะทันหันจะดูเป็นเหตุการณ์ที่ไม่สามารถคาดคะเนได้ แต่ในทางการแพทย์ความเสี่ยงเหล่านี้สามารถตรวจพบได้ด้วยการตรวจเชิงลึก ซึ่งลดความเสี่ยงการเสียชีวิตกะทันหันในกลุ่มคนทั่วไปได้ประมาณ 40 - 60% และ 60 - 80% ในกลุ่มผู้มีความเสี่ยงสูง”
สำหรับแนวทางสำคัญของ การตรวจคัดกรองเชิงลึกแบบเฉพาะทาง (Targeted Prevention) เป็นการตรวจเชิงลึกที่ครอบคลุมการประเมินความเสี่ยงรอบด้าน ได้แก่ ระบบหัวใจและหลอดเลือด สมองและระบบประสาท การนอนหลับ และโรคทางพันธุกรรม เพื่อค้นหาความผิดปกติที่ซ่อนอยู่ในร่างกายได้ลึกถึงระดับยีน
เพราะ “การรู้ทันสัญญาณเตือนของโรค” ไม่ใช่เพียงการรับรู้ข้อมูลว่าเรากำลังจะป่วย แต่คือการเปิดโอกาสให้ตัวเองได้วางแผนดูแลสุขภาพอย่างมีระบบ เพื่อเปลี่ยนความเสี่ยงที่ไม่คาดคิด ให้กลายเป็นความเสี่ยงที่เราสามารถควบคุมได้
Advertisement