Logo site Amarintv 34HD
Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
TGO แถลงผลงานเด่น เดินหน้าดัน 2 กลยุทธ์หลัก ลดต้นทุน-ขยายตลาด ก้าวสู่ปีที่ 20 มุ่งขับเคลื่อนเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ

TGO แถลงผลงานเด่น เดินหน้าดัน 2 กลยุทธ์หลัก ลดต้นทุน-ขยายตลาด ก้าวสู่ปีที่ 20 มุ่งขับเคลื่อนเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ

9 มี.ค. 69
17:31 น.
แชร์

วันที่ 6 มีนาคม 2569 องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ TGO แถลงผลการดำเนินงาน ครั้งที่ 2 ภายใต้ กิจกรรมสื่อมวลชนสัมพันธ์ ประจำปีงบประมาณ 2569 ในไตรมาสที่ 2 เพื่อเผยแพร่ผลสำเร็จและการดำเนินงานเด่น 2 กลยุทธ์หลัก ได้แก่ กลยุทธ์ที่ 1 ลดต้นทุนค่าใช้จ่ายการรับรองปริมาณก๊าซเรือนกระจกเพื่อเพิ่มการมีส่วนร่วมลดก๊าซเรือนกระจกและสนับสนุนการผลิตและบริโภคที่ยั่งยืน และกลยุทธ์ที่ 2 สร้างความเข้มแข็งการขยายตลาดคาร์บอนและส่งเสริมการซื้อขายคาร์บอนเครดิต โดยได้รับเกียรติจาก นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้อำนวยการ TGO และ ดร.ณัฐริกา วายุภาพ นิติพน รองผู้อำนวยการ TGO ให้การต้อนรับสื่อมวลชนจากหน่วยงานภายใต้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งจากสาขาและแพลตฟอร์มต่าง ๆ ณ ห้องประชุมใหญ่ ร้าน TALES ME MORE Cafe & restaurant เขตจตุจักร กรุงเทพฯ

ทั้งนี้ TGO มีผลสำเร็จและผลงานเด่น ดังนี้

TGO ก้าวสู่ปีที่ 20 ขับเคลื่อนและส่งเสริมการมีส่วนร่วมลดก๊าซเรือนกระจกในทุกภาคส่วน มุ่งสู่เศรษฐกิจสังคมคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน

TGO ได้ก่อตั้งและจะดำเนินการจนครบรอบ 20 ปี ในวันที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2570 ภายใต้วิสัยทัศน์ “เป็นองค์กรสนับสนุนหลักขับเคลื่อนการลดก๊าซเรือนกระจกให้ประเทศไทย มุ่งสู่เศรษฐกิจสังคมคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน” ซึ่งเป็นวาระสำคัญในการขับเคลื่อนภารกิจด้านการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกของประเทศ เพื่อบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero GHG Emissions) ภายในปี ค.ศ. 2050 ดังนั้น จึงได้จัดการประกวดออกแบบตราสัญลักษณ์ (Logo) “เนื่องในวาระครบรอบ 20 ปี TGO” เพื่อเปิดโอกาสให้นักศึกษาและบุคคลทั่วไป มีส่วนร่วมในการแสดงความคิดสร้างสรรค์ด้านการออกแบบ ตลอดจนสนับสนุนการประชาสัมพันธ์ เพื่อขับเคลื่อนการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทย ด้วยการออกแบบ Logo ที่สวยงาม ทันสมัย สื่อความหมาย สอดคล้องกับแนวคิดและวิสัยทัศน์ของ TGO เพื่อชิงเงินรางวัลชนะเลิศ จำนวน 1 รางวัล ๆ ละ 20,000 บาท พร้อมเกียรติบัตร โดยเปิดรับผลงานตั้งแต่ วันที่ 2 มีนาคม - 30 เมษายน พ.ศ. 2569 และประกาศผล วันที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 จากการตัดสินของคณะกรรมการ TGO และนำไปใช้ในการประชาสัมพันธ์ของ TGO ในโอกาสต่าง ๆ

ทั้งยังจัดการประกวดคลิปวิดีโอสั้น “เที่ยวไทยไม่ทิ้งคาร์บอน: Carbon-Free Journeys” เพื่อสร้างการรับรู้ ความตระหนักรู้ การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการท่องเที่ยว และสร้างเทรนด์การท่องเที่ยวแบบคาร์บอนต่ำและการดูแลสิ่งแวดล้อม และส่งเสริมการใช้แอปพลิเคชัน Zero Carbon หรือ Net Zero Man รวมทั้งให้นักเรียน นักศึกษา บุคคลทั่วไป ชุมชน วิสาหกิจชุมชน และผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยว มีส่วนร่วมในการประชาสัมพันธ์ พร้อมกับการลดก๊าซเรือนกระจกในภาคการท่องเที่ยว ด้วยการจัดทำคลิปวิดีโอสั้น ความยาวไม่เกิน 5 นาที ที่สื่อถึงการท่องเที่ยวแบบรักษ์โลกและลดก๊าซเรือนกระจก ลดโลกเดือด ด้วยแนวคิด “ท่องเที่ยวแบบ Low Carbon” ด้วยการออกแบบวิธีการเดินทางการอุปโภคและบริโภคที่ลดคาร์บอน เพื่อชิงเงินรางวัลมูลค่ารวมกว่า 120,000 บาท โดยเปิดรับผลงานตั้งแต่ วันที่ 6 มีนาคม - 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

ผู้ที่สนใจเข้าร่วมการประกวดคลิปวิดีโอสั้น สามารถสมัครได้ทาง Google form และเข้าร่วมอบรมการทำคลิปวิดีโอและการใช้งาน แอปพลิเคชัน Zero Carbon หรือ Net Zero Man ในวันที่ 8 เมษายน 2569 พิธีเปิดโครงการประกวดกิจกรรม Green Awareness Digital Campaign: “เที่ยวไทย ไม่ทิ้งคาร์บอน” หรือผ่านทางระบบออนไลน์ Facebook Live Streaming องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก – องค์การมหาชน

กลยุทธ์ที่ 1 ลดต้นทุนค่าใช้จ่ายการรับรองปริมาณก๊าซเรือนกระจกเพื่อเพิ่มการมีส่วนร่วมลดก๊าซเรือนกระจกและสนับสนุนการผลิตและบริโภคที่ยั่งยืน

VVB ติดดาว ลดก๊าซเรือนกระจก ลดต้นทุน ลดค่าใช้จ่ายให้แก่ผู้พัฒนาโครงการ T-VER ทั้งยังมีมาตรฐาน น่าเชื่อถือ และตรวจสอบได้

TGO พัฒนา “โครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (Thailand Voluntary Emission Reduction Program)” หรือ “โครงการ T-VER” ขึ้น เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ ซึ่งในการดำเนินโครงการฯ TGO กำหนดให้มีการตรวจสอบความใช้ได้และการทวนสอบ (Validation and Verification) จากผู้ประเมินภายนอกสำหรับโครงการภาคสมัครใจ (Validation and Verification Body: VVB) ซึ่งเป็นนิติบุคคลที่สาม (Third Party) เพื่อให้เกิดมาตรฐานในการยืนยันปริมาณก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินโครงการ

TGO ได้พัฒนา “โครงการ VVB ติดดาวเพื่อสนับสนุนโครงการลดก๊าซเรือนกระจก” โดยมีเป้าหมายส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาโครงการ T-VER ทั้งในระดับ Standard T-VER และ Premium T-VER รวมทั้งช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการตรวจสอบความใช้ได้และการทวนสอบแก่ผู้พัฒนาโครงการ โดยการกำหนดราคาค่าตรวจสอบความใช้ได้และ/หรือค่าทวนสอบโครงการ T-VER ในราคาไม่เกิน 10,000 บาท/คน-วัน เมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายปกติจากเดิม 15,000-20,000/คน-วัน ซึ่งโดยเฉลี่ยต่อปีจะมีโครงการ T-VER ที่ขึ้นทะเบียนและ/หรือรับรองคาร์บอนเครดิตรวม ๆ ประมาณ 80 โครงการ ทั้งนี้ คาดว่าจะช่วยลดต้นทุนค่าใช้จ่าย VVB ให้ผู้พัฒนาโครงการประเภทการผลิตและใช้พลังงาน อุตสาหกรรม การจัดการของเสีย และการขนส่ง ในภาพรวมลงได้กว่า 4-8 ล้านบาทต่อปี หรือลดลงได้กว่า 6-12 ล้านบาทต่อปี สำหรับประเภทโครงการภาคป่าไม้ แคมเปญ VVB ติดตามนี้จะสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2570

ปัจจุบันมี VVB ที่เข้าร่วมโครงการ VVB ติดดาวแล้วทั้งหมด 7 หน่วยงาน ได้แก่

• สถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ อุตสาหกรรมพัฒนามูลนิธิ

• หน่วยวิจัยเพื่อการจัดการพลังงานและเศรษฐนิเวศ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

• หน่วยงานรับรองก๊าซเรือนกระจก มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์

• หน่วยงานรับรองการจัดการก๊าซเรือนกระจก มหาวิทยาลัยพะเยา

• บริษัท เอ็นพีซี เซฟตี้ แอนด์ เอ็นไวรอนเมนทอล เซอร์วิส จำกัด

• ศูนย์บริการตรวจสอบและรับรองมาตรฐาน คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

• บริษัท เวคิน (ประเทศไทย) จำกัด

VB SAVE+ กำหนดราคาค่าที่ปรึกษาและค่าทวนสอบคาร์บอนฟุตพริ้นท์องค์กร ในราคาสบายกระเป๋า

TGO เปิดตัวแคมเปญ “VB SAVE+” (วี บี เซฟ พลัส) เพื่อช่วยผู้ประกอบการลดค่าใช้จ่ายในการจ้างที่ปรึกษาและผู้ทวนสอบคาร์บอนฟุตพริ้นท์ โดยได้มีการเปิดรับสมัครหน่วยงานที่ปรึกษาและหน่วยงานทวนสอบให้เข้าร่วมโครงการด้วยการลดค่าบริการที่ปรึกษาและทวนสอบลงร้อยละ 40-60 เมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายปกติจากเดิม 15,000-20,000/คน-วัน เหลือไม่เกิน 10,000 บาท/คน-วัน ครอบคลุมสาขาอุตสาหกรรมการผลิตทั่วไปและกิจกรรมบริการทั่วไป คาดว่าจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายผู้ประกอบการได้ไม่น้อยกว่า 50–70 ล้านบาทต่อปี ทั้งนี้ กรณีผู้ประกอบการรายย่อยจะได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมจากสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ที่สนับสนุน SE ภาคการผลิตที่มีรายได้ต่อปีไม่เกิน 100 ล้านบาท และภาคอื่น ๆ รายได้ต่อปีไม่เกิน 50 ล้านบาท ด้านค่าทวนสอบและค่ายื่นขอรับรองไม่เกินร้อยละ 80 วงเงินไม่เกิน 100,000 บาท

ปัจจุบันมีหน่วยงานที่ปรึกษาและหน่วยงานทวนสอบสมัครเข้าร่วมแล้ว จำนวน 17 หน่วยงาน ดังนี้

หน่วยงานทวนสอบ

1.บริษัท ทีม คอนซัลติ้ง เอนจิเนียริ่ง แอนด์ แมเนจเมนท์ จำกัด (มหาชน)

2.หน่วยรับรองการจัดการก๊าซเรือนกระจก มหาวิทยาลัยพะเยา

3.บริษัท อีซีอีอี จำกัด

4.บริษัท วี กรีน เคยู จำกัด

5.บริษัท แอดวานซ์ เนอเจอร์เทค จำกัด

หน่วยงานที่ปรึกษา

1.บริษัท ครีเอทีฟ คาร์บอน แคร์ จำกัด

2.บริษัท เตรียม เอ็นเตอร์ไพรซ์ จำกัด

3.บริษัท ทีม คอนซัลติ้ง เอนจิเนียริ่ง แอนด์ แมเนจเมนท์ จำกัด (มหาชน)

4.บริษัท โกลบอล คาร์บอน คอร์ปอเรชั่น จำกัด

5.บริษัท กรีนลีฟส์ เซอร์วิสเซ็ส จำกัด

6.บริษัท แพลนเน็ตซี จำกัด

7.บริษัท จี เอส ที คอนเซาท์ติ้ง จำกัด

8.บริษัท บีพี กรีน คอนซัลติ้ง จำกัด

9.บริษัท ซิดเอ็น จำกัด

10.บริษัท คาร์บอนสมิธ จำกัด

11.บริษัท เอ็น วิน สไปร์ คอนซัลแตนท์ จำกัด

12.บริษัท กรีน สแตนดาร์ด จำกัด

กลยุทธ์ที่ 2 สร้างความเข้มแข็งการขยายตลาดคาร์บอนและส่งเสริมการซื้อขายคาร์บอนเครดิต

Net Zero Man แอปฯ เดียว เช็คก่อนชดเชย เพื่อส่งเสริมการลดก๊าซเรือนกระจกระดับบุคคล และปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์

TGO ส่งเสริมให้ภาคประชาชน มีส่วนร่วมในการลดก๊าซเรือนกระจก ด้วยการพัฒนา Net Zero Man Application ขึ้น เพื่อให้บริการประชาชนในการประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากชีวิตประจำวันของตนเองได้อย่างสะดวก ทำให้ทราบแหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกของตนเอง และยังสามารถรับผิดชอบการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของตนด้วยการซื้อคาร์บอนเครดิตภาคป่าไม้มาชดเชยเพื่อเป็น Net Zero Man หรือเป็น Carbon Neutral Man หากใช้คาร์บอนเครดิตประเภทอื่น ทำให้ปัจจุบันประเทศไทยมี Carbon Neutral Man แล้ว 1,568 คน และมี Net Zero Man แล้ว 9 คน รวมมีปริมาณคาร์บอนเครดิตที่มีการซื้อโดยภาคประชาชนในการชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของตนเอง จำนวน 9,254 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ผู้ที่สนใจสามารถดาวน์โหลดได้ทางระบบปฏิบัติการมือถือทั้งระบบ IOS และ Android

กระตุ้นความต้องการซื้อภายในประเทศ (Domestic Demand Creation) โดยยกระดับคาร์บอนเครดิตสู่ “สินทรัพย์ที่ซื้อขายและส่งมอบได้จริง”

TGO ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) มีเป้าหมายในการส่งเสริมการลดก๊าซเรือนกระจก และขยายตลาดคาร์บอนเครดิต เพื่อรองรับความต้องการซื้อขายคาร์บอนเครดิตที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในอนาคต โดยได้รับการสนับสนุนจากสำนักงาน ก.ล.ต. จึงได้แก้ไขหลักเกณฑ์ภายใต้กฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล และกฎหมายว่าด้วยสัญญาซื้อขายล่วงหน้า ดังนี้

การแก้ไขหลักเกณฑ์ด้านสินทรัพย์ดิจิทัล (“DA”) อนุญาตให้ผู้ประกอบธุรกิจ DA (ได้แก่ ศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล (DA Exchange) นายหน้าซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล (DA Broker) และ ผู้ค้าสินทรัพย์ดิจิทัล (DA Dealer) สามารถให้บริการซื้อขาย Tokenized Carbon Credit และ Tokenized Renewable Energy Certificate (REC) และ Tokenized Carbon Allowance ได้ เพื่อเพิ่มช่องทางในการเลือกรับบริการของผู้ลงทุน รวมทั้งส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการซื้อขาย Carbon Credit โดยคาดว่ากลางปี 2569 นี้ TGO และ ธนาคารกสิกรไทยร่วมมือกับพันธมิตรชั้นนำ ได้แก่ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ Kubix และ Orbix Technology ดำเนินโครงการนำร่องการแปลงคาร์บอนเครดิตเป็นโทเคนดิจิทัล (Carbon Credit Tokenization) (ซึ่งจัดเป็น utility token พร้อมใช้กลุ่ม 1) และนำไปซื้อขายในศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลที่มีเป้าหมายในการนำเทคโนโลยีบล็อกเชนมาเพิ่มประสิทธิภาพและความโปร่งใสในกระบวนการซื้อขายและชดเชยคาร์บอนเครดิต เพื่อเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่จะรองรับการทำธุรกรรมของตลาดคาร์บอนเครดิตภาคบังคับที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งโครงการนำร่องนี้อยู่ภายใต้กรอบ Regulatory Sandbox ของธนาคารแห่งประเทศไทย

การแก้ไขหลักเกณฑ์ด้านสัญญาซื้อขายล่วงหน้า โดยเพิ่มนิยาม “สินค้า” และ “ตัวแปร” เพื่อให้สามารถรองรับคาร์บอนเครดิต ภายใต้ พ.ร.บ. สัญญาซื้อขายล่วงหน้าได้ ซึ่งเป็นการยกระดับบทบาทของคาร์บอนเครดิตในตลาดอนุพันธ์ไทยจาก “เครื่องมืออ้างอิงราคา (Reference variable)” ไปเป็น “สินทรัพย์ที่ซื้อขายและส่งมอบได้จริง (Underlying commodity)” เมื่อคาร์บอนเครดิตถูกกำหนดเป็นสินค้าอ้างอิง ทำให้สามารถทำสัญญาอนุพันธ์แบบส่งมอบจริงได้ ส่งผลให้เกิดการเชื่อมกันระหว่างตลาดการเงินกับตลาดคาร์บอน เช่น ธุรกิจที่ต้องใช้คาร์บอนเครดิตเพื่อชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจก สามารถบริหารความเสี่ยงจากราคาคาร์บอนเครดิตล่วงหน้าได้ และรับคาร์บอนเครดิตจริงเมื่อครบสัญญา และเพิ่มสภาพคล่องของตลาดคาร์บอน เพิ่มผู้เล่น เพิ่มการเข้าถึงตลาด เพิ่มสินค้าในตลาดอนุพันธ์ เพิ่ม Price discovery ซึ่งเป็นสิ่งที่ตลาดคาร์บอนในประเทศกำลังต้องการ รวมทั้งสามารถดึงนักลงทุนเข้าตลาดคาร์บอนเพิ่มขึ้น กระจายการลงทุน ทำให้ตลาดคาร์บอนเข้าใกล้ Financial asset class มากขึ้น อย่างไรก็ตาม ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในฐานะหน่วยงานบริหารจัดการ TFEX Platform ได้หารือกับ TGO เรื่องแผนการดำเนินการคาดว่า TFEX Platform จะเปิดให้บริการได้ในปี พ.ศ. 2572 แต่หากมีความชัดเจนทั้งในมิติอุปสงค์-อุปทาน ของคาร์บอนเครดิต ก็สามารถหารือเพื่อเร่งการเปิดให้บริการใน TFEX Platform ได้

Advertisement

แชร์
TGO แถลงผลงานเด่น เดินหน้าดัน 2 กลยุทธ์หลัก ลดต้นทุน-ขยายตลาด ก้าวสู่ปีที่ 20 มุ่งขับเคลื่อนเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ