
วันที่ 23 ต.ค. 69 “กอฟ” กัญญ์นลิน อิทธิวัชรศิลป์ อดีตนักแสดง อินฟลูเอนเซอร์ และ ยูทูบเบอร์สายกีฬาชื่อดัง อัดคลิปร้องไห้ พร้อมเล่าเหตุการณ์โดนบังคับให้โพสต์โซเชียลประจานตัวเองลงในเฟซบุ๊กเพจ “Golf Kannalin”
สืบเนื่องจากเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา “กอฟ” กัญญ์นลิน ได้โพสต์ข้อความว่า “สวัสดีค่ะ โอ๊ตและกอฟได้มาเจรจาขอตั้งชมรมนักวิ่ง โดยจะตั้งบูธหน้าห้องเก็บของด้านในร้านชั่วคราวกับร้าน ซึ่งเป็นร้านขายอาหาร และเครื่องดื่มอยู่แล้ว โดยจะขอเอากาแฟกระป๋องมาทดลองให้ได้ชิม แต่ถึงเวลาที่ปฏิบัติโอ๊ตกับกอฟผิดคำพูด และเห็นแก่ตัว โดยเอาเป็นบูธเครื่องกาแฟมาขายแข่ง โดยทางร้านไม่อนุญาต โอ๊ตกับกอฟเป็นคนที่ไม่มีความรับผิดชอบในคำพูดโดยคิดจะทำการค้าเอาเปรียบคนอื่น เอาแต่ได้โดยไม่รับรู้ถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นกับร้าน กราบขอโทษมา ณ ที่นี้”
จากนั้นคอมเมนต์ใต้โพสต์เพิ่มเติมว่า ขอชี้แจงตามนี้นะคะ
1. โอ๊ตกับกอฟเข้าไปติดต่อทางร้านเพื่อขอเช่าพื้นที่ โดยตกลงกันว่าจะจ่ายเป็น GP
2. โดยเริ่มขายกัน 6:00-9:00 am. เริ่มขายวันแรก 17 ตุลาคม 69
3. ไม่แน่ใจว่า ขั้นตอนการสื่อสารในแต่ละฝ่ายเข้าใจผิดกันอย่างไร จึงเกิดเหตุการณ์ในวันนี้ วันที่ 18 ตุลาคม 2569 ขึ้น
4. โอ๊ตกับกอฟ น้อมรับความผิดในเรื่องของ
- การสื่อสารที่อาจจะเข้าใจไม่ตรงกัน
- เวลาในการทำการที่ล่วงเลยเวลา ไปขัดในการทำธุรกิจของทางร้าน
- โอ๊ตกับกอฟไม่ได้มีเจตนาในการฉ้อโกง เพราะตามที่แจ้งคือตกลงว่าจ่ายเป็น GP ตามยอดขาย
ข้อสรุป
1. โอ๊ตกับกอฟยินดีที่จะจ่ายค่า GP ตามที่ได้ตกลงกันไว้
2. ทางร้านขอไม่รับเงิน ขอเป็นคำโทษข้างต้นตามที่กอฟได้โพสต์ไว้แล้ว โพสต์ทางเพจ และเพจสวนสาธารณะวันนี้
สุดท้ายนี้...โอ๊ตกับกอฟทำให้ทางร้านรู้สึกขุ่นข้องหมองใจ ต้องกราบขออภัยมา ณ ที่นี้ และก็ต้องขอโทษลูกค้าทุกท่านด้วยนะคะที่ทำให้เกิดความไม่สบายใจในการใช้บริการ โอ๊ตกับกอฟขอน้อมรับความผิดไว้ ณ ที่นี้ค่ะ
ขอโทษและขอบคุณกำลังใจจากทุกท่านนะคะ
ล่าสุด “กอฟ” กัญญ์นลิน ได้กลับมาโพสต์ข้อความถึงกรณีดังกล่าวอีกครั้ง โดยมีรายละเอียดระบุว่า เล่าเหตุการณ์กอฟถูกบังคับให้โพสต์ประจานตัวเอง หลายคนอาจได้เห็นโพสต์ในเพจกอฟเมื่อวันอาทิตย์
กอฟขอชี้แจงว่า กอฟถูกบังคับให้ทำโดยคู่กรณีที่มีคนในเครื่องแบบเป็นพวก
จับทีมงานและผู้จัดการกอฟเป็นตัวประกัน ทีแรกเรียกรับเงิน โดยพยายามยัดข้อหาบุกรุกสถานที่กับเรา แต่เรายืนยันไม่จ่าย เพราะไม่ได้บุกรุก เขาจึงเปลี่ยนเป็นเขียนสคริปแล้วบังคับให้กอฟโพสต์ประจานตัวเองบนโซเชียล
เรื่องมีอยู่ว่า ผู้จัดการกอฟได้พบกับพี่ใจดีสองคน เจ้าของร้านอาหารในสวนสวนสาธารณะแห่งหนึ่งในกทม. ตกลงกันว่าจะใช้พื้นที่ร้าน สร้างคอมมูนิตี้นักวิ่ง ให้มีที่นั่งพัก มีกาแฟเสิร์ฟ ทำความรู้จักกัน
โดยกอฟจะไปช่วยโปรโมท เพื่อให้ร้านได้ทราฟฟิกมากขึ้นตกลงกันว่าจะเปิดวันที่ 17 ตุลาคม ทดลองเป็นเวลา 2 สัปดาห์จากแผนเดิม 90 วันแบบตามที่ประชุมกัน
วันศุกร์ที่ 16 ตุลา ทีมงานเข้าเซทอัพสถานที่ โดยมีพี่หุ้นส่วนร้านและผู้จัดการร้านเป็นผู้อำนวยความสะดวกให้ วันเสาร์ที่ 17 ตุลา กอฟและทีมงานเปิดให้บริการ ตกลงกันว่าจะทดลองเปิดถึง 9.00 แต่ทราฟฟิกเยอะมากจนถึงเวลาประมาณ 11.00 จึงได้พัก พี่เจ้าของร้านโทรมาแจ้งว่า ขอให้หยุดขายเ พราะการรถไฟที่เป็นคู่สัญญากับร้านไม่โอเค และให้เราขายวันอาทิตย์เป็นวันสุดท้าย
วันอาทิตย์ที่ 18 ตุลา ทราฟฟิกเข้าร้านเยอะมาก ทั้งเครื่องดื่มและอาหาร เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ เราปิดรับออร์เดอร์ช่วง 9.00 และเริ่มทะยอยเก็บร้าน
พี่เจ้าของร้านได้โทรมาต่อว่าด้วยคำหยาบคาย เราไม่อยากมีปัญหาจึงรีบเก็บของ ระหว่างเก็บของ พี่เจ้าของร้านเดินทางมาถึงร้าน และตรงเข้ามาด่าทอกอฟและทีมงานด้วยคำหยาบคาย ใส่ร้ายกอฟและทีมงานต่อหน้าลูกค้าทั้งร้าน เสียงดังจนนักวิ่งและนักท่องเที่ยวที่อยู่ในบริเวณนั้นหยุดดู และมีการถ่ายภาพวิดีโอ พี่เจ้าของร้านกล่าวหาว่ากอฟและผู้จัดการบุกรุกสถานที่ เป็น 18 มงกฏ และเป็นพวกต้มตุ๋นหลอกลวง
กอฟและทีมงานจึงรีบเก็บของ และนำกลับมาเก็บที่บ้าน ระหว่างทางกลับบ้าน ทีมงานกอฟที่ยังเก็บของไม่เสร็จ แจ้งมาด้วยความตกใจว่า พี่เค้าเรียกคนในเครื่องแบบมาสองคน และไม่ให้ทีมงานกอฟออกจากพื้นที่ น้องๆ กลัวกันมากจนร้องไห้
ผู้จัดการกอฟจึงโทรแจ้ง 191 และรีบเดินทางกลับไปยังร้านที่สวนสาธารณะแห่งหนึ่งใน กทม. ทิ้งกอฟไว้รอรับรถขนของอีกคันที่ขับตามกันมา ระหว่างทางทีมงานโทรบอกว่า 191 โทรเข้ามาหาแล้ว แต่คนในเครื่องแบบและพี่เจ้าของร้าน ไม่ให้ออกจากพื้นที่
เมื่อไปถึงร้าน ผู้จัดการกอฟเข้าไปอัพเดทคนในเครื่องแบบว่าแจ้ง 191 แล้ว ขอให้ปล่อยทีมงานไป ตรงนี้ผู้จัดการกอฟจึงกลายเป็นตัวประกันแทนทีมงาน เพราะเขาไม่อนุญาตให้ออกจากพื้นที่
ทีแรก เขาพยายามตั้งข้อหาบุกรุกสถานที่ และเรียกรับเงิน แต่หลังจากที่คนในเครื่องแบบได้เห็นหลักฐานจากมือถือผู้จัดการกอฟ ก็ท่าทีเปลี่ยนไป
พี่เจ้าของร้านจึงเปลี่ยนเป็นเขียนสคริป ให้ผู้จัดการกอฟ ถ่ายรูปส่งให้กอฟ เพื่อบังคับให้กอฟโพสต์ประจานตัวเอง ไม่งั้นจะไม่ให้ผู้จัดการออกจากพื้นที่ กอฟจำยอมต้องทำตาม เพราะเป็นห่วงความปลอดภัยของทีมงานกอฟ เท่านั้นยังไม่พอใจ พี่เจ้าของร้านยังบังคับให้กอฟแชร์โพสต์ไปยังเพจนักวิ่งของสวนสาธารณะดังกล่าวด้วย
จากนั้นลูกชายพี่เจ้าของร้านเดินทางมาถึง และเมื่อได้เห็นหลักฐานการเตรียมประชุมงานกับทางร้านในมือถือผู้จัดการกอฟก็เจรจาขอให้เลิกแล้วต่อกัน และขอให้ผู้จัดการกอฟ ไปลงบันทึกประจำวันที่ สน. เพื่อจบเรื่อง
ที่ สน. มีชายร่างสูงคนหนึ่ง เดินออกมารับลูกชายพี่เจ้าของร้าน ทีแรกผู้จัดการกอฟไม่รู้ว่าเป็นใคร เพราะไม่ได้ใส่เครื่องแบบ แต่ตอนนี้รู้แล้ว และมีหลักฐานโยงถึงพี่เจ้าของร้านเป็นทั้งคลิปเสียงและวิดิโอ
ผู้จัดการกอฟเล่าให้ฟังว่า ที่ สน. เจ้าพนักงานไม่รู้จะบันทึกยังไง เพราะมันไม่เมคเซ้นจากที่ฟังเรื่องราว หลังจากนั้นลูกชายพี่เจ้าของร้านก็โทรมาขอให้กอฟลบโพสต์
กอฟคิดว่ามันคงจบแล้ว แต่ไม่ค่ะ เช้าวันรุ่งขึ้น 19 ตุลาคม เวลาประมาณ 10.00 พี่เจ้าของร้านโทรมาคุกคามกอฟ ใจความประมาณว่า ใครสั่งให้ลบโพสต์ เดี๋ยวจะโดน อะไรทำนองนี้ กอฟตกใจมาก จึงวางหู และดีที่กอฟเพียงแค่ปิดกั้นการมองเห็น จึงเปิดการมองเห็นโพสต์ตามที่พี่เจ้าของร้านโทรมาสั่ง
ผู้จัดการกอฟทราบเรื่อง พยายามติดต่อลูกชายเจ้าของร้าน แต่ไม่รับสาย ไม่โทรกลับ ไม่ตอบข้อความ จึงเดินทางไปที่ สน. เพื่อขอความช่วยเหลือก็ไม่ได้รับการช่วยเหลือ
เพื่อนๆ หลายคนเริ่มสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น กอฟจึงตัดสินใจทำคลิปและโพสต์นี้เพื่ออธิบาย เพราะกลัว และรู้สึกว่าไม่ปลอดภัย
กอฟอยากขอโพสต์แชร์กับเพื่อนๆ เป็นอุทาหรณ์ ถ้างานไม่สำเร็จคงไม่มีปัญหา แต่พอมันสำเร็จ อาจจะกลายเป็นอีกเรื่องไปเลยก็ได้ คนใจดีที่ประชุมวางแผนงานกันมาสี่ห้าเดือน กลายเป็นคนอีกคนได้ในแบบที่เราคาดไม่ถึง เพียงแค่เราทำงานล่วงเวลาที่ตกลงกันไว้ ถึงแม้จะบรรลุวัตถุประสงห์ที่วางไว้ร่วมกันก็ตาม
Advertisement