
(15 ต.ค. 2569) พล.อ.นักรบ บุญบัวทอง หัวหน้าชุดปฏิบัติการพิเศษท็อปกัน (TopGun) เปิดเผยว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมมีความห่วงใยผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะความเสี่ยงที่สารเคมีหรือสารอันตรายอาจปนเปื้อนและไหลออกสู่พื้นที่ประสบอุทกภัย ส่งผลกระทบต่อประชาชนและชุมชนโดยรอบ จึงเร่งติดตามตรวจสอบโรงงานที่อาจก่อให้เกิดอันตรายอย่างใกล้ชิด โดยกรมโรงงานอุตสาหกรรมร่วมกับชุดปฏิบัติการพิเศษท็อปกัน และสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดปราจีนบุรี ลงพื้นที่ตรวจสอบบริษัทแห่งหนึ่งใน อ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี หลังพบพฤติการณ์ฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าหน้าที่ ลักลอบขยายกำลังเครื่องจักรและประกอบกิจการโดยไม่ได้รับอนุญาต จนนำไปสู่การสั่งหยุดประกอบกิจการโรงงานทั้งหมดเป็นการชั่วคราวตามมาตรา 39 แห่งพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม
นายพรยศ กลั่นกรอง อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กระทรวงอุตสาหกรรมเดินหน้าบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด โดยก่อนหน้านี้ได้สั่งหยุดประกอบกิจการโรงงานที่สร้างผลกระทบต่อประชาชนในจังหวัดปราจีนบุรีแล้ว 3 โรงงาน พร้อมยืนยันว่าจะเดินหน้าตรวจสอบเชิงรุก ไม่ละเว้นผู้ประกอบการที่จงใจฝ่าฝืนกฎหมาย โดยเฉพาะโรงงานที่อาจส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยของประชาชน
สำหรับบริษัทแห่งนี้ประกอบกิจการนำอุปกรณ์ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์มาถอดแยก บดย่อย และหลอมหล่อเพื่อนำโลหะกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ โดยเมื่อวันที่ 8 ก.ค. 2569 เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบพบการลักลอบขยายกำลังแรงม้าเครื่องจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต ติดตั้งเครื่องจักรเพื่อบดย่อย ร่อนแยก และหลอมหล่อโลหะในอาคารหลายหลัง รวมทั้งประกอบกิจการในส่วนขยายโรงงานโดยไม่แจ้งเริ่มประกอบกิจการ สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดปราจีนบุรีจึงใช้อำนาจตามมาตรา 37 วรรคหนึ่ง สั่งระงับการกระทำผิด อายัดวัตถุอันตรายทั้งหมด และให้ปรับปรุงแก้ไขการประกอบกิจการให้ถูกต้องตามกฎหมาย
ต่อมาเมื่อวันที่ 14 ต.ค. 2569 พล.อ.นักรบ พร้อมคณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กรมโรงงานอุตสาหกรรม และสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดปราจีนบุรี ลงพื้นที่ติดตามการปฏิบัติตามคำสั่งอีกครั้ง แต่กลับพบว่าบริษัทฯ ยังไม่ดำเนินการแก้ไขตามที่กำหนด อีกทั้งพบร่องรอยการลักลอบบดย่อย ร่อนแยก และหลอมหล่อโลหะภายในอาคารหลายหลัง มีการติดตั้งเครื่องจักรเพิ่มเติม และพบวัตถุอันตรายเปลี่ยนแปลงไปจากรายการที่อายัดไว้เมื่อวันที่ 26 ส.ค. 2569 เข้าข่ายตั้งโรงงานและครอบครองวัตถุอันตรายโดยไม่ได้รับอนุญาต
จากพฤติการณ์ดังกล่าว กรมโรงงานอุตสาหกรรมเห็นว่าเป็นการจงใจไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ และอาจก่อให้เกิดอันตราย ความเสียหาย หรือความเดือดร้อนอย่างร้ายแรงแก่ประชาชนและชุมชนใกล้เคียง จึงใช้อำนาจตามมาตรา 39 วรรคหนึ่ง สั่งหยุดประกอบกิจการโรงงานทั้งหมดเป็นการชั่วคราว พร้อมเร่งให้ปรับปรุงแก้ไขให้ถูกต้องตามกฎหมาย นอกจากนี้ ยังดำเนินการขออนุมัติตามมาตรา 37 วรรคสอง เพื่อให้พนักงานเจ้าหน้าที่ผูกมัดและประทับตราเครื่องจักร ป้องกันการลักลอบนำเครื่องจักรกลับมาใช้ประกอบกิจการระหว่างที่คำสั่งระงับการกระทำผิดยังมีผล
นายพรยศย้ำว่า กรมโรงงานอุตสาหกรรมจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาดเมื่อพบการกระทำผิด หากผู้ประกอบการไม่ปรับปรุงแก้ไขตามคำสั่ง จะใช้มาตรการสั่งหยุดประกอบกิจการโดยไม่มีข้อยกเว้น เพื่อป้องกันความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม ลดโอกาสเกิดสารอันตรายปนเปื้อนสู่ชุมชน โดยเฉพาะในพื้นที่ประสบอุทกภัย และคุ้มครองความปลอดภัยของประชาชนเป็นสำคัญ
Advertisement