
วันที่ 14 ตุลาคม 2569 จากกรณีนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ชี้แจงกรณีข้อวิจารณ์การเตรียมเสนอของบประมาณจาก พ.ร.ก.เงินกู้ วงเงิน 8,000 ล้านบาท เพื่อดำเนินโครงการจัดหารถแทรกเตอร์เกี่ยวข้าวพลังงานไฟฟ้า (EV) จำนวน 500 คัน โดยระบุว่า ปัจจุบันชาวนาได้รับความเดือดร้อนจากต้นทุนการใช้รถแทรกเตอร์ดีเซล
นายสุริยะ กล่าวว่า กรมการข้าวได้พิจารณาข้อมูลเปรียบเทียบแล้วว่า แม้รถแทรกเตอร์พลังงานไฟฟ้าจะมีราคาสูงกว่ารถดีเซลในเบื้องต้น แต่เมื่อคำนวณตลอดอายุการใช้งาน 14 ปี จะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากกว่าหมื่นล้านบาท พร้อมยืนยันว่ามีรายละเอียดเปรียบเทียบข้อดีและประโยชน์ของโครงการอย่างครบถ้วน
ส่วนข้อสังเกตว่ารถอีวีในตลาดมีราคาประมาณ 1.6 ล้านบาท แต่โครงการนี้ระบุราคาคันละ 16 ล้านบาท นายสุริยะกล่าวว่า สมัยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เคยมีการเปลี่ยนรถโดยสาร ขสมก. จากรถดีเซลเป็นรถอีวี ซึ่งขณะนั้นมีราคาสูงกว่าเช่นกัน แต่ท้ายที่สุดมองว่าเป็นประโยชน์ต่อประชาชน
นายสุริยะ ยังระบุว่า ในระยะยาวโครงการดังกล่าวจะมีความคุ้มค่า โดยเฉพาะการช่วยแก้ปัญหาภาวะโลกร้อนและลดการปล่อยคาร์บอน อีกทั้งข้าวที่ผลิตด้วยกระบวนการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอาจมีโอกาสเข้าถึงตลาดต่างประเทศที่ให้ความสำคัญกับมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม และช่วยเพิ่มโอกาสในการจำหน่ายข้าวได้ราคาดีขึ้น
สำหรับขั้นตอนการเสนอโครงการต่อคณะกรรมการกลั่นกรองของกระทรวงการคลัง คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์ โดยยืนยันพร้อมชี้แจงรายละเอียดเพิ่มเติม พร้อมมองว่าประชาชนบางส่วนอาจยังไม่เข้าใจโครงการ เนื่องจากข้อมูลที่นำเสนออาจยังไม่ครบถ้วน
อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวได้สอบถามความคิดเห็นเกษตรกรชาวนาในพื้นที่ อ.กระสัง จ.บุรีรัมย์ ซึ่งมีข้อกังวลเกี่ยวกับความคุ้มค่าและความเหมาะสมของโครงการดังกล่าว
นางจำรัส สุขสำราญ อายุ 53 ปี เกษตรกรชาวนา อ.กระสัง จ.บุรีรัมย์ เปิดเผยว่า ตนทำนามากกว่า 100 ไร่ หลังทราบข่าวรัฐบาลเตรียมจัดหารถเกี่ยวข้าวพลังงานไฟฟ้า 500 คัน มาช่วยเหลือเกษตรกร ส่วนตัวกังวลว่ารถจำนวนดังกล่าวอาจไม่เพียงพอต่อความต้องการ เนื่องจากข้าวในหลายพื้นที่มีช่วงเวลาเก็บเกี่ยวใกล้เคียงกัน หากต้องรอคิวอาจทำให้เก็บเกี่ยวผลผลิตไม่ทันเวลา
นางจำรัส กล่าวอีกว่า ราคาคันละ 16 ล้านบาท ถือว่าสูงมาก หากรัฐบาลต้องการช่วยเหลือชาวนาอย่างทั่วถึง มองว่าควรนำงบประมาณ 8,000 ล้านบาทมาพิจารณาเพิ่มเงินช่วยเหลือเกษตรกรจากไร่ละ 1,000 บาท เป็นไร่ละ 2,000 บาท ซึ่งจะช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของชาวนาได้โดยตรง
นอกจากนี้ สภาพพื้นที่นาแต่ละแห่งยังแตกต่างกัน บางพื้นที่มีน้ำขังและพื้นดินเป็นโคลน จึงมีข้อกังวลว่ารถเกี่ยวข้าวพลังงานไฟฟ้าจะสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพในทุกสภาพพื้นที่หรือไม่ จึงอยากให้รัฐบาลทบทวนรายละเอียดของโครงการให้รอบด้านก่อนตัดสินใจดำเนินการ
ด้านนายสวน นิวอนรัมย์ อายุ 63 ปี เกษตรกรชาวนา ซึ่งทำนาอยู่ 20 ไร่ กล่าวว่า หลังทราบข่าวโครงการดังกล่าว มองว่ายังมีข้อกังวลเรื่องความคุ้มค่าและจำนวนรถที่อาจไม่เพียงพอกับความต้องการของชาวนา เพราะมีเพียง 500 คัน ขณะที่เกษตรกรมีจำนวนมากและต้องเร่งเก็บเกี่ยวผลผลิตในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน
นายสวนกล่าวว่า หากรัฐบาลต้องการช่วยเหลือชาวนาอย่างทั่วถึง อยากให้พิจารณาเพิ่มเงินช่วยเหลือจากไร่ละ 1,000 บาท เป็นไร่ละ 2,000 บาท เพื่อให้เกษตรกรนำเงินไปบริหารจัดการต้นทุนการผลิตและค่าเก็บเกี่ยวได้ตามความจำเป็นของแต่ละครัวเรือน
ทั้งนี้ โครงการจัดหารถเกี่ยวข้าวพลังงานไฟฟ้าวงเงิน 8,000 ล้านบาท ยังมีประเด็นที่ต้องพิจารณาทั้งด้านราคา ความคุ้มค่าตลอดอายุการใช้งาน ความเพียงพอต่อความต้องการของเกษตรกร และความเหมาะสมกับสภาพพื้นที่นา ขณะที่เสียงสะท้อนจากชาวนาในพื้นที่ยังต้องการให้รัฐบาลชี้แจงรายละเอียดและพิจารณารูปแบบการช่วยเหลือที่ตอบโจทย์ปัญหาต้นทุนการผลิตได้อย่างทั่วถึง
Advertisement