
วันนี้ (14 ตุลาคม 2569) นายสุทธิพงษ์ บุญนิธิ รองผู้ว่าสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน พร้อมด้วย นางสาวสินีนาต โพธิชัย ผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบผลสัมฤทธิ์และประสิทธิภาพการดำเนินงานที่ 3 นางสาวมธุลีห์ โยคี ผู้ตรวจเงินแผ่นดินภาค2 นายโสมทัต นิธิตรีรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบการปฏิบัติการตามกฎหมายที่ 1 ร่วมกันแถลงข่าวผลการตรวจสอบการใช้จ่ายเงิน ขององค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย(ส.ส.ท.) หรือ ไทยพีบีเอส
โดย นายสุทธิพงษ์ ระบุว่า เป็นการแถลงผลการตรวจสอบหน่วยรับตรวจ ไม่ได้เป็นการแถลงโต้ตอบระหว่างองค์กร และที่มีผลการตรวจสอบเพราะเมื่อปลายปี2569ต้นปี 2569 สตง.ได้รับเรื่องร้องเรียนภายในองค์กร และเชื่อว่าเอกสารที่แนบมาเป็นเอกสารภายในองค์กร คนภายนอกไม่น่ามีเอกสารดังกล่าว และเป็นการร้องเรียนเรื่องของการใช้จ่ายเงินไม่เป็นไปตามกฎหมาย ข้อบังคับ ระเบียบ มติครม.ฯ หนือแบบแผนของทางราชการ มีเหตุทำให้องค์กรเสียหาย โดยมีหลายประเด็นในการตรวจสอบ โดยประเด็นหลักๆคือ ทั้งการจัดหาการคนทำข่าว และประเด็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ระดับสูงใช้ทรัพย์สินขององค์กรไม่เป็นไปตามระเบียบกฎหมายรวมถึงการบริหารงานที่ผ่านมาไม่มีประสิทธิภาพ
โดยยืนยันว่า การตรวจสอบดังกล่าว เกิดจากเป็นการร้องเรียนเจ้าหน้าที่ในองค์กร และ สตง. มีหน้าที่ตรวจสอบ ซึ่งผู้ว่าการสตง. เห็นว่าเป็นองค์กรใหญ่จึงตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบ และคำสั่งให้คณะกรรมการชุดนี้ตรวจสอบมาตั้งแต่ 26 ม.ค.2569 โดยชุดหนึ่งตรวจสอบการจัดหาว่าเป็นไปตามระเบียบข้อบังคับหรือไม่ /ชุดหนึ่งตรวจสอบผลสัมฤทธิ์และประสิทธิภาพขององค์กร /และอีกชุดคือตรวจสอบ การเฉพาะเจาะจง ทั้งหากพบว่ามีการส่อไปในทางทุจริต ก็จะเพื่อนำเรื่องส่งไปยัง ปปช. ดำเนินการ
โดยเมื่อวันที่ 2 ต.ค. มีผลการตรวจสอบเรื่องของผลสัมฤทธิและมีประสิทธิภาพการดำเนินการขององค์กร ออกรายงานไปแล้ว ซึ่งองค์กรจะต้องทำแผนพัฒนาตามข้อเสนอแนะ 9 ต.ค. มีผลการจัดซื้อจัดจ้างเป็นไปตามระเบียบกฎหมายหรือไม่ ซึ่งประเด็นนี้มีการออกข่าวไปก่อนกน้านี้แล้ว
ส่วนความผิดการเฉพาะเจาะจงกับเจ้าหน้าที่ยังไม่ออกรายงาน และจะออกรายงานโดยเร็ววันนี้
ทั้งนี้ตั้งเรื่อง ม.ค.พึ่งออกรายงาน ต.ค. ก็เพื่อให้เกิดความละเอียดรอบคอบ เพราะมีผลต่อองค์กรของที่ออกรายงานจึงต้องระมัดระวังเรื่องนี้ ตั้งแต่คณะทำงานและความเห็นชอบของหน่วยงาน โดยเราปฏิบัติตามระเบียบและมาตรฐานตาม ม.10 ของ พ.ร.บ.สตง.โดยเปิดโอกาสให้ผู้เกี่ยวข้องชี้แจงแสดงเหตุผลในข้อทักท้วงทั้งหมด
นายสุทธิพงษ์ ยังบอกอีกว่า แนวทางของ สตง. หลังการตรวจสอบคือ หากพบว่ามีการบกพร่องจะส่งให้หน่วยงานดำเนินการ โดยมีแนวทางการดำเนินการการสามารถที่จะให้ชดใช้ค่าเสียหายและดำเนินการทางวินัยกับผู้เกี่ยวข้อง แต่หากพบว่ามีการทุจริตประพฤติมิชอบ จะส่งให้ ป.ป.ช.ดำเนินการ
“การตรวจสอบ ทำมาโดยตลอด ไม่ใช่เพิ่งทำ และเรื่องนี้ไม่ได้แถลงตอบโต้ใครเลย ขอยันยันว่า ไม่ได้เป็นการแถลงตอบโต้ระหว่างหน่วยงานกับหน่วยงานแต่เป็นการแถลงผลการตรวจสอบ หากเห็นว่าผลการแถลงไม่ถูกต้องสามารถตั้งคณะกรรมการ และเห็นแย้งกลับมาได้ และเรื่องนี้ใช้เวลา 6-7 เดือนในการวิเคราะห์ผล”
ทั้งนี้นางสาวสินีนาต ระบุถึงผลการตรวจสอบผลสัมฤทธิ์และประสิทธิภาพการดำเนินงานของไทยพีบีเอส ว่า ไทยพีบีเอส ได้รับงบประมาณปีละ2000กว่าล้านบาท และ50% เป็นงบเกี่ยวกับการจัดหาและผลิตสื่อ สตง.จึงได้มีการตรวจสอบ เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าให้สมกับเจตนารมย์การเป็นสื่อสาธารณที่คุ้มค่าให้กับสังคมอย่างแท้จริง
โดยมี 2 ประเด็น คือ การบรรลุตัวชี้วัดบางส่วน ยังไม่สะท้อนผลสัมฤทธิ์ การผลิตและจัดหาได้อย่างแท้จริง แม้จะบรรลุ KPI ขององค์กรแต่พบว่า มีการปรับเปลี่ยนตัวชี้วัดบ่อยครั้ง ทำให้ตัวองค์กรไม่สามารถสะท้อนความมีประสิทธิภาพการแข่งขันได้อย่างแท้จริง
และยังพบว่าการทำงานของหน่วยงานภายในด้านการผลิตจัดหารายการ ไม่สามารถบรรลุเป้าหมายตัวชี้วัดได้ เพราะไทยพีบีเอสจากการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกเพื่อหาสาเหตุของการดำเนินงานที่ไม่บรรลุเป้าหมาย
โครงการส่วนใหญ่มีลักษณะดำเนินการเป็นรายปี เมื่อโครงการใดไม่ได้รับการดำเนินการต่อ ก็ไม่ได้มีการวิเคราะห์หาสาเหตุอย่างเป็นระบบ เพื่อนำไปสู่การปรับปรุงพัฒนางาน ขณะที่บางกรณีใช้วิธีเปลี่ยนแปลงตัวชี้วัด แทนการแก้ไขปัญหาเดิม
นอกจากนี้ ยังพบว่าข้อมูลพฤติกรรมผู้รับชมที่ไทยพีบีเอสรวบรวมไว้ ยังไม่ได้ถูกนำมาใช้ประกอบการวางแผนผลิตและจัดหารายการอย่างมีประสิทธิภาพ โดยระบบข้อมูลสมาชิก One Thai PBS ยังไม่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลเพื่อสนับสนุนการวิเคราะห์พฤติกรรมผู้รับชมได้อย่างสมบูรณ์
ทั้งนี้ สตง. จึงเสนอแนะให้ไทยพีบีเอสวิเคราะห์ทิศทางและเป้าหมายขององค์กร กำหนดตัวชี้วัดให้สอดคล้องกับภารกิจ ใช้ตัวชี้วัดอย่างต่อเนื่องเพื่อให้สามารถเปรียบเทียบผลย้อนหลัง และเร่งพัฒนาฐานข้อมูลพฤติกรรมผู้ชมให้เชื่อมโยงกัน เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจผลิตเนื้อหาที่ตอบสนองความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง
และ สตง. ยังพบข้อบกพร่องด้านระบบสนับสนุนการผลิต จัดหา และเผยแพร่รายการ โดยระบบบริหารจัดการแผนงาน หรือ BMP ยังไม่สามารถรายงานผลการดำเนินงานเปรียบเทียบกับแผนงานได้ครบถ้วน รวมถึงยังไม่สามารถแสดงข้อมูลตัวชี้วัดระดับองค์กร เพื่อใช้ติดตามผลสำเร็จของโครงการได้อย่างชัดเจน
ส่วนการติดตามผลการดำเนินงานที่ผ่านมา ยังเน้นไปที่การเบิกจ่ายงบประมาณให้ได้มากกว่าร้อยละ 80 ตามแผน มากกว่าการพิจารณาว่างบประมาณที่ใช้จ่ายไปก่อให้เกิดผลผลิตหรือผลลัพธ์ตามเป้าหมายมากน้อยเพียงใด
ขณะที่ระบบจัดเก็บไฟล์รายการยังแยกกันอยู่ตามหน่วยงานภายใน ไม่ได้เชื่อมโยงเป็นฐานข้อมูลกลาง และระบบบริหารจัดการการออกอากาศ หรือ Broadcast Management System (BMS) ยังใช้บริหารจัดการเฉพาะรายการที่ออกอากาศทางโทรทัศน์ ไม่ครอบคลุมรายการที่เผยแพร่ผ่านช่องทางออนไลน์
ส่งผลให้การรวบรวมข้อมูลรายการที่ผลิต จัดหา และเผยแพร่ผ่านแพลตฟอร์มต่าง ๆ ต้องใช้ขั้นตอนและระยะเวลาเพิ่มขึ้น และทำให้ผู้บริหารไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลภาพรวมขององค์กรเพื่อประกอบการตัดสินใจได้อย่างทันท่วงที
นอกจากนี้ แม้ไทยพีบีเอสจะเพิ่มการผลิตรายการรูปแบบ Online First แต่ สตง. พบว่าการประเมินการเข้าถึงเนื้อหาของกลุ่มเป้าหมายยังไม่ชัดเจน โดยใช้ข้อมูลจำนวนผู้ใช้งานเว็บไซต์ หรือ Active User จาก Google Analytics เป็นส่วนหนึ่งในการวัดผล ซึ่งไม่สามารถสะท้อนโดยตรงว่าประชาชนกลุ่มเป้าหมายได้รับชมเนื้อหารายการแต่ละประเภทมากน้อยเพียงใด
ส่วนการประเมินผลตอบแทนทางสังคม หรือ SROI ยังไม่มีหลักเกณฑ์เป็นลายลักษณ์อักษรในการคัดเลือกรายการหรือผู้ประเมินภายนอก ขณะที่การสำรวจความคิดเห็นของประชาชน หากผู้ตอบแบบสอบถามระบุว่าไม่ได้รับชมรายการ ก็จะยุติการสัมภาษณ์ โดยไม่ได้สอบถามถึงเหตุผลที่ไม่รับชม ทำให้องค์กรขาดข้อมูลที่จะนำไปปรับปรุงเนื้อหาให้ตรงกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย
ทั้งนี้ สตง. จึงเสนอให้พัฒนาระบบบริหารจัดการข้อมูลกลาง ยกระดับระบบ BMP และ BMS ให้รองรับการผลิตและเผยแพร่ทุกช่องทาง รวมถึงกำหนดหลักเกณฑ์การประเมินผลสัมฤทธิ์ทางสังคม และปรับปรุงระบบสำรวจความคิดเห็นให้สามารถเก็บข้อมูลเชิงลึกจากประชาชนได้มากขึ้น
ขณะที่ นางสาวมธุลีห์ ระบุถึงผลการตรวจสอบเรื่องของการปฏิบัติตามกฎหมาย ว่า สตง.ได้กำหนดการตรวจสอบให้สองประเด็นตามเรื่องร้องเรียนที่ได้รับเรื่องแรกคือเรื่องของการจ้างผลิตเขาเจาะย่อยโลก การจัดจัดจ้างแบบเฉพาะเจาะจงเป็นไปตามระเบียบหรือไม่อย่างไร
โดยไทยพีบีเอสได้ทำสัญญาข่าวเจาะย่อโลก ปี 60-68 แบบเฉพาะเจาะจง และการผลิตสัญญาเป็นลักษณะงานจ้าง อุปกรณ์มีกล้องถ่ายทำ และไม่มีการประเมินเรทติ้ง ดังนั้นอาจะขัดต่อ พรบ.จัดซื้อจัดจ้าง และพัสดุภาครัฐ และก่อให้เกิดความเสียหายกับไทยพีบีเอส
ประเด็นที่2 คือการจ่ายค่าตอบแทนพิธีกร ปี 66-68 เป็นไปตาม พ.ร.บ.องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2551 มาตรา 28 (9) ประกอบระเบียบองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทยว่าด้วยการเงิน การบัญชี และการงบประมาณ พ.ศ. 2567 ข้อ 5 ตลอดจนการใช้จ่ายหรือใช้ประโยชน์ นั้น เป็นไปตามวัตถุประสงค์ ประหยัด เกิดผลสัมฤทธิ์ และมีประสิทธิภาพหรือไม่
จากการตรวจสอบพบว่า งบประมาณปี66-68 ไทยพีบีเอส มีการจ่ายค่าพิธีกร หรือค่าแขกรับเชิญ โดยไม่ได้ระเบียบ หลักเกณฑ์การเบิกจ่ายไว้ แต่มีแนวทางและหลักเกณฑ์ในเชิงบริหาร สำหรับหน่วยงานภายใน เช่นแนวทางการปฏิบัติการจ่ายค่าตอบแทนแหล่งข่าว และแนวทางการจ่ายค่าตอบแทนผู้ดำเนินรายการและผู้ร่วมรายการ โดยไม่มีการประกาศใช้ระเบียบเฉพาะเกี่ยวกับการกำหนดอันตราค่าตอบแทนพิธีกรและแขกรับเชิญ แต่อาศัยการอนุมัติวงเงินภายใต้กรอบวงเงินภายใต้คำสั่งการมอบอำนาจเป็นการชั่วคราว
ต่อมา ไทยพีบีเอส ได้ประกาศใช้ พ.ร.บ.องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2551 มาตรา 28 (9) ประกอบระเบียบองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทยว่าด้วยการเงิน การบัญชี และการงบประมาณ พ.ศ. 2567 และมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 20 ก.ย.2567 ทำให้คำสั่งมอบอำนาจแนวทางหลักเกณฑ์ของส่วนงานภายในของไทยพีบีเอาทั้งหมดไม่สามารถนำมาใช้เป็นหลักเกณฑ์ในการจ่ายเงินค่าตอบแทนดังกล่าวได้
ดังนั้น การจ่ายเงินค่าตอบแทน พิธีกร ผู้ดำเนินรายการ แขกรับเชิญ และผู้ร่วมรายการ ที่เกิดขึ้นในปี 2568 เป็นการจ่ายเงินโดยไม่มีระเบียบ หลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข ตามระเบียบขององค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทยว่าด้วยการเงิน การบัญชี และการงบประมาณ พ.ศ. 2567 และเป็นการปฏิบัติที่ไม่เป็นไปตามวินัยการเงินการคลัง ม.38 ดังนั้น ผู้ว่าสตง.จึงเสนอให้ดำเนินการกับผู้ที่เกี่ยวข้อง
ขณะที่ นายโสมทัต แถลงในประเด็นการตรวจสอบเรื่องของการใช้รถของผู้บริหาร ไทยพีบีเอส โดยระบุว่าปกติจะตรวจสอบย้อนหลัง5ปี คือ แต่ตั้งแต่ปี 62 ไทยพี บีเอส ต้องรู้ว่ามีการออกระเบียบเรื่องการใช้รถส่วนกลางและการเลิกค่าตอบแทนการใช้ยานพาหนะนั้น
และไทยพีบีเอส ยอมรับว่า การใช้รถส่วนกลาง มีระเบียบในการเลิกค่าใช้จ่ายประจำตำแหน่ง แต่การใช้รถส่วนกลางไทยพีบีเอสไม่มีการออกระเบียบ และมีผู้บริหารได้รับค่าตอบแทนการใช้รถมาใช้รถส่วนกลางด้วย
ซึ่ง หลักการขององค์กรของรัฐรวมถึงไทยพีบีเอสแต่ยังไม่ใช่ผลของการพิจารณา การใช้ทรัพย์สินของรัฐ ไทยพีบีเอสจะต้องผูกพันธ์ ตามพ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ ปี2561 และพ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างปี 2560 รวมถึง ไทยพีบีเอสต้องออกระเบียบการใช้ทรัพย์สินขององค์กรอย่างชัดเจน
ซึ่งประเด็นนี้ยังอยู่ระหว่างการพิจารณา และหากจะมีการแจ้งผลว่าจะมีความผิดในมาตราไหน ขณะนี้คณะกรรมการตรวจสอบได้มีความเห็นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และคาดว่าจะเสนอ ผู้ว่า สตง.ลงนามเพื่อให้ส่งผลการตรวจสอบกลับไปยังไทยพีบีเอสได้ในสัปดาห์หน้า
Advertisement