Logo site Amarintv 34HD
logo duooneLogo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
สว.สำรอง ส่อฟ้องเท็จ ปมร้องเอาผิด 'ณรงค์-อนันต์' เปิดแนววินิจฉัย

สว.สำรอง ส่อฟ้องเท็จ ปมร้องเอาผิด 'ณรงค์-อนันต์' เปิดแนววินิจฉัย

6 ต.ค. 69
14:37 น.
แชร์

สว.สำรอง ส่อฟ้องเท็จ ปมร้องเอาผิด 'ณรงค์-อนันต์' เปิดแนววินิจฉัย 'ประธานศาลอุทธรณ์' หากจะฟ้อง กกต. ต้องยื่นศาลฎีกาฯเท่านั้น

 

จากกรณีเมื่อวันที่ 5 ต.ค. 69 ศาลจังหวัดนนทบุรี นัดไต่สวนมูลฟ้อง คดีหมายเลขดำที่ อ 1018/2569 กรณีนายพงศกรณ์ ตั้งกิตติ์ตระกูล อดีตผู้สมัคร สว.และ สว.สำรอง กลุ่มสอง ลำดับที่สี่ (กลุ่มกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม) โจทก์ นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เป็นจำเลยที่ 1 ประธาน กกต.จำเลยที่ 2 และ กกต.จำเลยที่ 3-8 เป็นจำเลย 

 

โดยกรณีกล่าวหาว่าหลีกเลี่ยงไม่ปฏิบัติหน้าที่ ทุจริตต่อหน้าที่ หรือกระทำการอื่นใดอันเป็นการขัดขวางมิให้การเป็นไปตามกฎหมาย และห้ามมิให้เจ้าหน้าที่ของรัฐใช้ตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบด้วยกฎหมาย กระทำการใดๆ เพื่อเป็นคุณหรือโทษแก่ผู้สมัคร กรณีโจทก์ยื่นคำร้องคัดค้านการเลือก สว.ไม่สุจริตและเที่ยงธรรม เพราะมีผู้สมัครฮั้ว หรือโกง สว. ขอให้ลงโทษจำเลยทั้ง 8 ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. มาตรา 32 มาตรา 58 มาตรา 69 และมาตรา 88 และให้จำเลยทั้ง 8 ชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ อัตราวันละ 5,000 บาท/คน จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาอันถึงที่สุด

 

โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 4-5 (นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ และนายชาย นครชัย 2 กกต.เสียงข้างน้อย) โดยศาลอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ 4-5 และจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ แต่จำเลยที่ 1, 6 และ 8 ยื่นคำร้องลงวันที่ 2 ต.ค. 2569 ขอให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล และจำเลยที่ 7 ยื่นคำร้องลงวันที่ 23 ก.ย. และ 2 ต.ค. ขอให้ศาลไม่รับฟ้อง และจำหน่ายคดี

 

สำหรับคดีนี้ จำเลยมีข้อโต้แย้งว่า คดีอยู่ในอาจพิจารณาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 10 (1) (3) หรืออยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลคดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง โดยศาลคดีอาญาทุจริตฯ ได้ส่งสำนวนคดีเพื่อให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัย ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลคดีอาญาทุจริตฯ มาตรา 11 โดยมีกำหนดนัดฟังคำวินิจฉัย ในวันที่ 4 พ.ย. 2569 เวลา 09.30 น.

 

โจทก์ยื่นคำร้องคัดค้านจำเลยที่ 7 โดยเห็นว่ามูลคดีเกิดในเขตอำนาจของศาลนี้ (ศาลจังหวัดนนทบุรี) ศาลนี้จึงมีอำนาจพิจารณาสอบโจทก์แล้ว แถลงว่า นอกจากคดีนี้ที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้ง 8 กับบุคคลอื่นอีก 4 คน รวม 12 คน เป็นคดีต่อศาลคดีอาญาทุจริตฯ โดยมีคำขอท้ายฟ้องให้ลงโทษจำเลยคดีดังกล่าวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ประกอบมาตรา 83 และ พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. มาตรา 32, 58 ,69 และ 88 จริง

 

กรณีจึงมีปัญหาว่าคดีของโจทก์อยู่ในอำนาจของศาลคดีอาญาทุจริตฯ หรือไม่ ให้รอการพิจารณาคดีไว้ชั่วคราว และให้ส่งสำนวนคดีนี้ไปยังศาลอุทธรณ์เพื่อให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัย ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลคดีอาญาทุจริตฯ มาตรา 11 เมื่อกรณีต้องรอฟังคำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์เสียก่อน ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาพอควร เห็นควรให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความเป็นการชั่วคราวและให้นัดฟังคำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์ ในวันที่ 15 ก.พ. 2570 เวลา 09.00 น. อนึ่งเนื่องจากคดีนี้เป็นคดีที่ต้องรายงานอธิบดีผู้พิพากษาภาค 1 และประธานศาลฎีกา จึงให้รายงานคดีอธิบดีผู้พิพากษาภาค 1 และประธานศาลฎีกาทราบ

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่ากรณีนี้ ตามหลักกฎหมายนั้น โจทก์ต้องยื่นศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 10 (1) (3) หรืออยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลคดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง การที่โจทก์ฟ้องที่ศาลจังหวัดนนทบุรีและะอ้างว่าเหตุเกิดที่ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี (อิมเเพค เมืองทองธานี) สถานที่เลือกสว.ระดับประเทศจึงกระทำได้นั้น

 

โดยกรณีนี้อาจขัดคำวินิจฉัยประธานศาลอุทธรณ์ที่ วท 12/2569 ที่ระบุว่าคดีที่ผู้เสียหายฟ้องประธานและกรรมการ กกต. รวมถึงเลขาธิการ กกต. (กรณีการพิมพ์ QR Code และ Barcode บนบัตรเลือกตั้ง) ไม่อยู่ในอำนาจของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ โดยคดีลักษณะนี้ให้เป็นอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โดยหลักกฎหมายนั้นจะยึดหลัก คำพิพากษาศาลฎีกาฉบับใหม่จะล้างคำพิพากษาฉบับเดิมและให้ยึดคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับใหม่เป็นหลัก (แนวฎีกา) รวมทั้งแนวคำวินิจฉัยของประธานศาลฎีกา ประธานศาลอุทธรณฺ์ด้วยคือยึดแนวคำวินิจฉัยใหม่เป็นหลักในกระบวนพิจารณาคดีจนกว่าจะมีคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับใหม่/แนวคำวินิจฉัยใหม่ประกาศใช้

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การที่นายพงศกรณ์ ฟ้องเลขาธิการ กกต.และคณะกรรมการ กกต.รวม 8 ราย ต่อมาถอนฟ้องนายสิทธิโชติ และนายชายนั้น ทราบว่าการฟ้องจำเลยที่7 คือนายณรงค์ รักร้อย จำเลยที่ 8 คือนายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ในคดีนี้นั้น นายพงศกรณ์อาจเข้าข่าย “ฟ้องเท็จ” เพราะข้อเท็จจริงคือ การเลือก สว.ระดับประเทศเกิดขึ้นวันที่ 26 มิ.ย. 2567 ดังนั้นการที่นายพงศกรณ์ อ้างว่าจำเลยที่ 7 และ 8 กระทำผิดในท้องที่เขตศาลจังหวัดนนทบุรีนั้น

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หากไล่เรียงห้วงเวลาแล้วพบว่า ช่วงเกิดเหตุที่เมืองทองธานี (เลือก สว.ระดับประเทศ) จำเลยที่ 7 และ 8 ยังไม่ดำรงตำแหน่งกรรมการกกต.เลย   เพราะมีพระบรมราชโองการทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการการเลือกตั้ง ดังนี้ 1.นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ เป็นประธานกรรมการการเลือกตั้ง 2.นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ เป็นกรรมการการเลือกตั้ง 3. นายณรงค์ รักร้อย เป็นกรรมการการเลือกตั้ง ประกาศ ณ วันที่ 7 ธันวาคม 2568

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรณีที่นายพงศกรณ์ฟ้องร้องในครั้งนี้ คล้ายกรณีที่นายวีระ สมความคิด ยื่นฟ้องบุคลากรและกรรมการ ป.ป.ช. รวม 12 คน ฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ(กรณีนาฬิกาหรูของพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ)  โดยวันที่27พ.ค.2569ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 พิพากษาลงโทษจำคุก 3 ปี อดีตกรรมการ ป.ป.ช. 2 ราย ส่วน นายสุชาติ ตระกูลเกษมสุข และ นางสุวนา สุวรรณจูฑะ  กรรมการ ป.ป.ช.รวมทั้งบุคคลอื่นๆ รวม 10 คน โดยศาลมีคำสั่ง ยกฟ้อง

 

อนึ่งความผิดฐานฟ้องเท็จ  ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 175 (ผู้ใดเอาความอันเป็นเท็จฟ้องผู้อื่นต่อศาลว่ากระทำความผิดอาญา หรือกระทำความผิดอาญาแรงกว่าที่เป็นความจริง)นั้น อัตราโทษ จำคุกไม่เกิน 5 ปี และปรับไม่เกิน 100,000 บาท

Advertisement

แชร์
สว.สำรอง ส่อฟ้องเท็จ ปมร้องเอาผิด 'ณรงค์-อนันต์' เปิดแนววินิจฉัย